การหยั่งรากลึก ของ Beauty Privileges ในสังคมไทย

การหยั่งรากลึก ของ Beauty Privileges ในสังคมไทย

การหยั่งรากลึก
ของ Beauty Privileges
ในสังคมไทย

บิวตี้ พรีวิลเลจ คืออะไร? มันคือการที่คนหน้าตาดีได้รับโอกาสมากกว่า แล้วจริงรึเปล่าที่คนหน้าตาดีมักได้รับการยอมรับมากกว่า?
คำตอบคือ จริง ต้องยอมรับว่าแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป รูปลักษณ์ที่เป็นปัจจัยภายนอกก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญเสมอในสายตาของผู้คนส่วนมาก ก่อให้เกิดปัญหาในการเลือกปฏิบัติและความไม่เท่าเทียมกันตามมาอย่างช้านาน โดยไม่เฉพาะเจาะจงแค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง นอกเหนือจากนี้มันยังถูกสอดแทรกอยู่ในสังคมจนเป็นเรื่องปกติซึ่งไม่ควรชินชาเอาเสียเลย นับว่าเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างมากในประเทศไทย แต่มักได้รับความสนใจน้อยจนเกินไป

สามารถเห็นได้ชัดว่าแม้แต่ในสถานศึกษาหลายแห่งซึ่งควรเป็นที่บ่มเพาะฝึกสอนนักเรียนให้มีทัศนคติที่ดีออกไปสู่สังคมขนาดใหญ่ในวันข้างหน้า ครูอาจารย์บางท่านได้แสดงออกทั้งทางการกระทำ เช่น เลือกทำดีกับคนที่หน้าตาดีสำหรับตน ยกยอขึ้นเป็นนางรำ คนถือพาน เชียร์ลีดเดอร์ ดรัมเมเยอร์ ฯลฯ และทั้งทางวาจา เช่น ใช้รังแกลูกศิษย์โดยเห็นเป็นเรื่องปกติ หรือมักคิดว่าเป็นการชวนคุยเล่นกับเด็กเสมอ แน่นอนว่ามีนักเรียนจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วย ก่อให้เด็กเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่มีปมด้อยในอนาคตข้างหน้า แย่กว่านั้น เด็กบางคนซึมซับสิ่งที่ผิดมาจากครูผู้สอน และเริ่มทำเช่นนั้นกับคนอื่นราวกับเป็นเรื่องตลกขบขัน ในขณะที่ผู้ฟังกลายเป็นตัวตลกที่ไม่เคยหัวเราะออกมาเลยกับสิ่งที่ตัวเองได้ยิน

มายกตัวอย่างเพิ่มเติมดีกว่า แม้กระทั่งเรื่องการมอบความรักความเอ็นดูที่ครูมีต่อศิษย์ หากนักเรียนคนหนึ่งเรียนได้เกรดดี กีฬาเด่น แต่หน้าตาไม่ตรงกับบรรทัดฐานส่วนตัวของอาจารย์ ต่อให้ทำดีเท่าไหร่ก็จะไม่ได้สนิทชิดเชื้อเป็นที่เชิดหน้าชูตาให้ทำกิจกรรมเท่าที่ควร เว้นแต่ว่าจะเป็นกิจกรรมทางวิชาการ ผิดกับเด็กคนอื่นที่หน้าตาตรงตามอุดมคติของครู แต่การเรียนปานกลาง

การโหวตเลือกประธานนักเรียน แทนที่จะคัดเลือกคนฉลาด มีวิสัยทัศน์ ทัศนคติดี กลับกลายเป็นการทดสอบความป๊อปปูลาร์ในหมู่นักเรียนด้วยกัน ที่สุดแล้ว เราจะได้คนที่มีความสามารถจริงๆ ขึ้นมาทำงานรึเปล่าก็ไม่อาจรู้ได้

กล่าวถึงภาพรวมที่ใหญ่ยิ่งกว่าสถานศึกษากันบ้าง เรื่องที่น่าสลดกว่านั้นคือจะใครก็ตามก็มีโอกาสพบเจอปัญหาดังกล่าวได้ในชีวิตประจำวันจากคนใกล้ตัว คนรอบข้าง ไม่ว่าจะไปที่ไหน อยู่ที่ใด บ่อยครั้งที่เหยื่อของบิวตี้ พรีวิลเลจ ถูกกระทำจนเกิดบาดแผลทางจิตใจอย่างไม่ทันตั้งตัว บางครั้งการเหยียดรูปลักษณ์อาจจะมาจากความหวังดีที่เราไม่เคยต้องการ

คุณผู้ชายเคยกันไหมที่โดนบอกว่า “หน้าตาก็ไม่ได้เหมือนเดวิด เบ๊คแฮม แต่กล้าใส่เสื้อยืดกางเกงบอลเดินห้าง ไปใส่เสื้อเชิ้ตเถอะมันจะทำให้ดูหล่อ”
คุณผู้หญิงล่ะ เคยไหมที่ใครสักคนพูดว่า “อ้วนขนาดนี้ยังกล้าใส่เสื้อโชว์เนื้อโชว์หนัง ถ้าผอมจะไม่ว่าเลย ไปลดก่อนแล้วค่อยใส่ไม่ดีกว่าเหรอ?” ใส่คุณ

ที่ว่ามานั่นเองก็เป็นรูปแบบหนึ่งของบิวตี้ พรีวิลเลจ และยังเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลขั้นพื้นฐานที่ทุกคนไม่ว่าจะมีรูปลักษณ์เช่นไรก็สามารถสวมใส่เสื้อผ้าหรือแต่งตัวตามที่ตนอยากแต่งได้โดยที่ผู้อื่นไม่มีสิทธิมาตัดสินว่ามันผิด

ต่อให้พวกเขาจะมีความแตกต่างก็ตาม ทำไมถึงไม่เปลี่ยนความคิดกันล่ะ ว่ามันคือความแตกต่างที่งดงาม

มีความฝันของผู้อื่นถูกทำลายไปมากมายเหลือเกินกับความโหดร้ายนี้ ในประเทศของเรา ดารานั้นไม่ต่างอะไรกับนักแสดง อันเป็นความคิดที่ผิด ช่างอยุติธรรมนักเมื่อเราพบว่าบุคคลที่มีความสามารถในการแสดงสูงได้ถูกมองข้ามไป คนไทยเลือกปั้นดาราให้เป็นนักแสดง แทนที่จะปั้นนักแสดงตัวจริงให้เป็นดาราที่เฉิดฉายท่ามกลางแสงสปอตไลต์

ไม่ใช่แค่ในอุตสาหกรรมบันเทิง บริษัททั่วไปบางบริษัทหากต้องมีเกณฑ์คัดเลือกรับคนเข้าทำงาน แล้วมีคนสองคนที่ความสามารถ สติปัญญาเท่ากัน แต่คนที่สองหน้าตาดีกว่าคนแรก คนที่สองจะเป็นคนที่ถูกเลือกก่อนทันที

มันถึงเวลาแล้วรึยังที่เราจะหยุดทำลายชีวิตของใครสักคน ถอนรากถอนโคนความเชื่อ ความคิด ทัศนคติ และค่านิยมที่ผิด ไม่ใช่แค่เพื่อให้ก้าวทันสากลโลกที่แทบไม่สนรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว แต่เพื่อให้เกิดซึ่งความเท่าเทียม การยอมรับ กับโอกาสอย่างที่มนุษย์ทุกคนสมควรได้รับ

คงมีผู้อ่านไม่น้อยที่เกิดความสงสัยใคร่รู้อยากได้รับคำตอบหนึ่งเมื่อมาถึงจุดนี้ และในส่วนของคำถามนั้น..
“งั้นเราจะทำยังไงล่ะ เพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว?”

ทางที่ดีที่สุดและทางเดียวที่เราสามารถทำได้ทุกคนโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องไม้เครื่องมือ ขอแค่การร่วมแรงร่วมใจกัน พร้อมจะเปลี่ยนแปลงไปจนถึงกำหนดอนาคตอันใกล้ที่อาจจะเป็นพรุ่งนี้ก็ได้ คือเราต้องเปลี่ยนความคิด สร้างค่านิยมขึ้นมาใหม่ ว่าทุกๆ คนต่างสวยงามในแบบของตัวเองเสมอ ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่น่าเกลียด คำว่าอัปลักษณ์นั้นไม่มีอยู่จริงในโลกใบนี้

ประโยคที่ว่ามานี้ขออุทิศแก่ผู้ใดก็ตามที่เจ็บปวดไปจนถึงเสียน้ำตาให้กับบิวตี้ พรีวิลเลจเช่นกัน และเพื่อเตือนสติคนที่ไม่ยอมรับตระหนักถึงความจริง
หากพวกเราทำได้

วันใหม่มาถึง พวกเราอาจจะตื่นขึ้นมาในที่ที่ชีวิตของพวกเรามันดีขึ้นกว่าเดิม

กานต์ธิดา หงส์ลดารมภ์

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ตำรวจตบเท้าเข้าโครงการเออร์ลี่ 849 นาย เป็นพนักงานสอบสวน กว่า 60 นาย
บทความถัดไปอย่าเชื่อ! จับปลาทูนึ่งแล้วเป็นมะเร็งที่มือ หมอยันไม่มีข้อมูลวิชาการรองรับ