สหประชาชาติ 75 ปี
ชูสามัคคีร่วมมือพหุภาคีนิยม
ปีนี้เป็นปีครบรอบ 75 ปี ของการก่อตั้งสหประชาชาติ ซึ่งได้จัดการประชุมสมัชชาสามัญเป็นการรำลึก ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา อันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ขององค์การนี้โดยมีการทำพิธีเปิดและการอภิปรายทั่วไประหว่างวันที่ 23-26 กันยายน ค.ศ.2020 โดยวิธีวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ซึ่งมีการอัดเทปล่วงหน้า
ผู้แทนของประเทศภาคีขององค์การระหว่างประเทศนี้ได้แสดงความยินที่สหประชาชาติได้สถาปนาครบรอบ 75 ปีแล้วและได้แสดงทรรศนะมุมมองต่อปัญหาต่างๆ โรคระบาดโควิด-19 การกระชับพหุภาคีนิยม การทำให้นิติธรรมระหว่างประเทศสมบูรณ์ การปฏิรูปสหประชาชาติตลอดจนปัญหาที่แต่ละประเทศสนใจ
ประเทศไทยโดยนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แสดงทรรศนะว่าประเทศไทยยึดมั่นในระบบพหุภาคี มีความเชื่อมั่นในระบบพหุภาคี ยึดมั่นในความสามัคคีในหมู่ประเทศภาคีของสหประชาชาติที่จะสามัคคีเอาชนะการระบาดของโรคโควิด-19 ฯลฯ
ประธานในที่ประชุมได้กล่าวเปิดประชุมว่าใน 75 ปีที่แล้วมา สหประชาชาติได้ทำหน้าที่ประสานงานปฏิบัติการของประเทศต่างๆ โดยตลอด ได้ประสบผลสัมฤทธิ์หลายอย่างหลายประการ ซึ่งรวมทั้งได้สร้างระบบควบคุมการสำรองทางทหารทางสากล ได้ดำเนินการรักษาสันติภาพทั่วโลกและคุ้มครองสามัญชน
อังโตนิโอ กูแตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวในที่ประชุมว่า ปัจจุบันมนุษยชาติยังคงเผชิญกับการท้าทายที่น่าเป็นห่วงชนิดต่างๆ การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น อัตราความยากจนเพิ่มขึ้นอีก สถานการณ์ตามภูมิรัฐศาสตร์มีความตึงเครียด การแพร่ระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ส่อให้เห็นถึงความอ่อนเปราะของการสุขอนามัย โลกต้องการพหุภาคีนิยมที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อรับมือกับการท้าทายเหล่านี้
กูแตร์เรสยังได้เรียกร้องทั่วโลกยุติการรบกัน ยุติการปะทะกันที่เป็น “ประเด็นร้อน” ขณะเดียวกันต้องพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะหลีกเลี่ยงสงครามเย็นใหม่
สหรัฐอเมริกาในฐานะที่เป็นประเทศเจ้าภาพเขาได้จัดให้เป็นผู้แสดงสุนทรพจน์ลำดับที่หนึ่ง แต่โดนัลด์
ทรัมป์ มิได้อัดเทปส่งไปให้ที่ประชุม กลับให้ผู้แทนประจำสหประชาชาติกล่าวแทนในที่ประชุมจริงว่าการสถาปนาสหประชาชาติครบรอบ 75 ปี เป็นวารดิถีอันสำคัญในการรำลึกถึงผลสำเร็จนานัปการขององค์กรอันสำคัญนี้ ในขณะเดียวกันก็ควรสรุปบทเรียนที่พ่ายแพ้ในการงานขององค์กรนี้ พิจารณาข้อดีและข้อด้อยขององค์กรนี้ เพื่อจะได้ไม่ลืมเจตนารมณ์แรกเริ่มของสหประชาชาติ
แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวในการอภิปรายทั่วไปว่าสหรัฐได้รับผลสำเร็จอันสำคัญในการสู้กับโรคโควิด-19 ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมาผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ลดลง 85%
เขาจะว่าอย่างไรก็ตาม แต่ตามรายงานข่าวของสื่อสหรัฐระบุว่าก็ในวันเดียวกันนี้เองที่ผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวในสหรัฐทะลุ 200,000 คน ไปแล้ว
ทรัมป์ยังได้คุยผลงานของเขาว่าได้สร้างเศรษฐกิจใหม่ของสหรัฐ ได้โจมตีลัทธิก่อการร้าย ได้เพิ่มแสนยานุภาพทางทหารมิได้หยุดและได้ถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านและทำการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอิหร่าน
ประเทศจีนโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กล่าวว่าฝ่ายจีนจะเป็นผู้ปฏิบัติพหุภาคีนิยมอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เข้าร่วมการปฏิรูปและการสร้างระบบบริหารจัดการทั่วโลก จรรโลงไว้ซึ่งระบบทางสากลที่ถือสหประชาชาติเป็นแกนอย่างแน่วแน่ จรรโลงไว้ซึ่งระเบียบทางสากลที่ถือกฎหมายระหว่างประเทศเป็นรากฐานอย่างแน่วแน่ จรรโลงไว้ซึ่งบทบาทที่เป็นแกนของสหประชาชาติในกิจการระหว่างประเทศอย่างแน่วแน่
ในการอภิปรายทั่วไป ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยังได้กล่าวว่า ต่อหน้าสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 นั้น เราจะต้องกระชับความสามัคคี ลงเรือลำเดียวกันเกื้อกูลร่วมกัน จะต้องยึดถือจิตวิญญาณทางวิทยาศาสตร์ ขยายบทบาทการนำที่เป็นปมเงื่อนขององค์การอนามัยโลกอย่างเต็มที่ ขับเคลื่อนการร่วมป้องกันร่วมควบคุมโรคทางสากล มีความเด็ดเดี่ยวในการเอาชนะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค คัดค้านการเอาโรคมาเล่นการเมืองการให้ร้ายทางชื่อเสียง
สำหรับการสนับสนุนกิจการทางสากลของสหประชาชาตินั้น จีนนอกจากได้ประกาศมาตรการต่างๆ ไปแล้วยังรวมถึงการให้การสนับสนุนอีก 50 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับโครงการรับมือมนุษยธรรมทั่วโลกของสหประชาชาติในอันที่จะสู้กับสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด-19 ด้วย
ประเทศฝรั่งเศสโดยประธานาธิบดีมาครงกล่าวว่า ปัจจุบันระบบทางสากลกำลังเผชิญกับการคุกคามของอารมณ์ปรปักษ์ รากฐานของสหประชาชาติถูกบั่นทอนให้อ่อนแอลง เขาเน้นย้ำว่าประเทศต่างๆ ต้องจับมือร่วมมือกันเพื่อรับมือสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศซึ่งเป็นการท้าทายที่น่ากังวล
เขากล่าวอีกว่า ลัทธิความเป็นเจ้าที่จริงก็เป็นภัยต่อพหุภาคีนิยมอยู่แล้ว สถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาดได้ทำให้ปัญหานี้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น รากฐานของสหประชาชาติกำลังได้รับผลกระทบจากการนี้ เขากล่าวต่อว่าสหภาพยุโรปกำลังสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาและองค์การอนามัยโลกรับมือกับสถานการณ์โรคระบาดด้วยรูปแบบสามัคคีร่วมมือกัน โลกนี้ไม่อาจถอยหลังไปสู่โมเดลที่สองฝ่ายประจันหน้ากัน ยุโรปต้องการแบกรับความรับผิดชอบ สนองแนวคิดและสูตรใหม่ เมื่อเอยถึงปัญหานิวเคลียร์ของอิหร่าน มาครงชี้ว่ากลยุทธ์ “การใช้แรงกดดันที่มีขอบเขตจำกัดมากที่สุด” ของสหรัฐนั้นได้พิสูจน์แล้วว่าไม่มีผลบังคับใช้ ทั้งฝรั่งเศส เยอรมนีและอังกฤษล้วนเสนอให้ปฏิบัติตามข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านให้สมบูรณ์ โดยขณะเดียวกันก็จะไม่ยอมรับพฤติกรรมละเมิดกฎกติกาสำหรับอิหร่าน
ประเทศเยอรมนีโดยนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 บ่งบอกว่าในขณะที่รับมือกับการท้าทายที่มีลักษณะทั่วโลกนั้นประเทศต่างๆ ต้องก้าวข้ามพรมแดน เพิ่มพูนความเข้าใจและดำเนินการร่วมมือทุกมิติ ถ้าหากสหประชาชาติจะแสดงบทบาทแล้วละก็ ประเทศภาคีแต่ละประเทศต้องสามัคคีกัน
ประธานาธิบดีประเทศคิวบากล่าวว่า สหรัฐอเมริกาคุกคามประเทศอื่นด้วยพลานุภาพของตนเอง ใช้ค่าสมาชิกเป็นวิถีคุกคามองค์การทางสากล เขาวิจารณ์รัฐบาลสหรัฐละเลยการร่วมมือสู้กับโควิด-19 โดยการถอนตัวออกจากองค์การอนามัยโลก
รัสเซียโดยประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่า ใน 75 ปีที่แล้วมาประเทศที่เป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติได้แบกรับความรับผิดชอบเป็นพิเศษต่อสันติภาพและความมั่นคงทางสากลและการจรรโลงไว้ซึ่งรากฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศนั้นควรแสดงบทบาทนำพาต่อไป เขาแสดงความยินดีที่จะแบ่งปันประสบการณ์ในการวิจัยพัฒนาและการใช้วัคซีนต้านโควิด-19 และร่วมมือกับประเทศและองค์กรทางสากลต่อไป
ที่ประชุมครั้งนี้มีมติผ่าน “แถลงการณ์รำลึกการสถาปนาสหประชาชาติครบรอบ 75 ปี” ซึ่งได้ชี้ให้เห็นว่า การท้าทายซึ่งมนุษยชาติเผชิญนั้นเกี่ยวข้องเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน มีแต่ผ่านการฟื้นพหุภาคีนิยมจึงจะรับมือได้ การเกิดโรคระบาดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือโควิด-19 ได้สะกิดให้ผู้คนตื่นตัวในประเด็นนี้ ในยามที่สร้างใหม่เพื่อให้ได้โลกที่ดียิ่งขึ้นที่มีความเสมอภาคมากยิ่งขึ้นที่กอปรด้วยพลังในการปรับตัวให้เข้ากันมากยิ่งขึ้นและยั่งยืนมากยิ่งขึ้นนั้น พหุภาคีนิยมมิใช่เป็นทางเลือกประการหนึ่ง แต่เป็นสิ่งจำเป็น
โดย : ทิวสน

