งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่ง อารมณ์ของหลายคนที่คุ้นเคยกับหนังสือย่อมกระพือขึ้น เพราะถึงเวลาของการได้ดื่มด่ำกับการอ่านสรรพหนังสือเก่า-ใหม่กันอีกแล้ว
คนที่ไม่คุ้นเคย ไม่รู้จัก ไม่มีทางรู้หรอกว่า ในงานอย่างนี้ หนังสือหนังหามาชุมนุมกันเป็นมหกรรมอย่างไร
ในฐานะที่เป็นทั้งคนอ่าน คนทำหนังสือ ขอเชิญชวนไว้ ณ ที่นี้ว่า หากมีเวลาควรแวะเวียนไปเสพรับรสชาติของการได้เห็นหนังสือละลานตา มีให้เลือกหลากหัวข้อหลายประเด็นในงานนี้ดู
ความหลากหลายของหนังสือในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ทำให้งานนี้แตกต่างจากร้านหนังสือทั่วไป
ไม่ว่ารสนิยมการอ่านของคุณจะเป็นอย่างไร ผมรับประกันได้ว่าต้องมีอย่างน้อยสักเล่มสองเล่มในงานนี้ที่โดนใจ
ส่วนใครที่เป็นแฟนสำนักพิมพ์มติชน โดยเฉพาะคนที่เรียกตัวเองว่าสายวิทย์ ก็ไม่ผิดหวังอีกเช่นกัน สำนักพิมพ์มติชน ยังคงเป็นแหล่งหนังสือสารคดีแนววิทยาศาสตร์ ผลิตความรู้ความเข้าใจและการปลุกเร้าให้คิดและทำในเชิงวิทยาศาสตร์ในรูปของหนังสือออกมาอย่างสม่ำเสมอต่อไป ใครจะเลิกราไปก็ช่างเถอะ
ใครไม่รู้ว่าจะเลือกเล่มไหน ผมแนะให้เลือกหยิบ “แบล็กโฮลบลูส์” ติดมือกลับไปบ้านสักเล่ม
“แบล็กโฮลบลูส์” เขียนโดย แจนนา เลวิน นักจักรวาลวิทยา ที่เป็นอาจารย์สอนฟิสิกส์และดาราศาสตร์ อยู่ที่ บาร์นาร์ด คอลเลจ ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในสหรัฐอเมริกาครับ
ผมสะกิดใจกับหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ชื่อแล้วครับ หลุมดำ กับเพลง บลูส์ ไม่ควรจะเกี่ยวข้องเชื่อมโยงซึ่งกันและกันใดๆ ทั้งสิ้น แต่มาเกี่ยวกันเข้าได้ยังไง น่าสนใจ น่าสนใจ
“แบล็กโฮลบลูส์” ไม่ใช่หนังสือวิทยาศาสตร์จ๋า แบบที่เต็มไปด้วยทฤษฎีสลับกับสมการทุกหน้า แต่ก็เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ ย้อนกลับไปสู่ความสำเร็จครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของมนุษยชาติเมื่อ ปี 2015 เมื่อสถานีสังเกตการณ์ของโครงการที่ชื่อว่า “ไลโก” สามารถตรวจจับและยืนยันการมีอยู่จริงของ “คลื่นความโน้มถ่วง” หรือ gravitational wave ได้เป็นครั้งแรก
สิ่งที่ แจนนา เลวิน บอกเล่าออกมาในหนังสือเล่มนี้ ก็คือ กระบวนการตั้งแต่ต้นของผู้คนในโครงการไลโก ที่ว่านั้น เรื่อยไปจนกระทั่งพวกเขาประสบความสำเร็จในที่สุด
แต่แน่นอน กว่าจะถึงวันที่ประสบผล การต่อสู้ ดิ้นรน การแสวงหาเชิงแนวความคิดเพื่อให้สามารถก้าวไปถึงจุดสุดท้ายให้จงได้ คือสารัตถะที่ผู้เขียนสอดแทรกเข้าไว้ มากจนพอให้เราได้ตระหนักว่าพวกเขาลงทุนลงแรงไปมากมายแค่ไหน
แจนนา เลือกที่จะเปิดเรื่องด้วยหลุมดำ 2 หลุม แต่ละหลุมขนาดพอๆ กับเมืองเมืองหนึ่ง เคลื่อนที่เป็นวง แต่ขยับเข้าหาจุดเดียวกันจุดหนึ่ง แล้ว “ชน” เข้าด้วยกัน
“ในห้วงไม่กี่วินาทีสุดท้าย เจ้าหลุมดำทั้งสองวิ่งวนรอบจุดที่มันจะชนกันนับพันรอบ ตีกระเพื่อมอวกาศและเวลาจวบจนมันเข้าชนกันแล้วรวมตัวเข้าด้วยกันเป็นหลุมดำเพียงดวงเดียวที่ใหญ่กว่าเดิม” และ “…ปลดปล่อยพลังงานออกมามากกว่าล้านล้านเท่าของพลังงานดวงอาทิตย์พันล้านดวงในช่วงเวลาเดียวกัน”
ในเมื่อ หลุมดำทั้งสองชนกันในห้วงอวกาศอันมืดมิด พลังงานที่ปลดปล่อยออกมาไม่ได้อยู่ในรูปของแสงใดๆ ไม่มีกล้องโทรทรรศน์ใดจะตรวจจับได้ สังเกตเห็นมันได้
แล้วคนบนโลกจะตรวจจับพลังงานลึกลับที่ว่านั้นได้อย่างไร จะตรวจจับหรือมองหาอะไรกัน?
คำตอบก็คือ ต้องหาคลื่นความโน้มถ่วง ที่ทยอยทะลัก บีบอัดและยืดขยายกาลและอวกาศ จนกลายเป็นระลอกคลื่นมหึมา กระเพื่อมสั่นไหวไปทั่วทั้งจักรวาล ไม่เว้นแม้แต่โลกมนุษย์
ถามว่าทำไมต้องมองหาคลื่นความโน้มถ่วงที่ว่านั้นรู้ได้อย่างไรว่าจะเกิดคลื่นที่ว่านี้ขึ้น?
คำตอบก็คือ เพราะ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ทำนายเอาไว้ว่าจะเกิดคลื่นความโน้มถ่วงที่ว่านี้ ในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป เมื่อ 100 ปีมาแล้ว
คำถามต่อเนื่องยังมีมากมาย จะตรวจจับได้ต้องใช้อะไร? ต้องทำอย่างไร เมื่อใด? ฯลฯ ผมไม่เล่าต่อ แต่สามารถหาอ่านได้จากคำบอกเล่าของ แจนนา เลวิน ในหนังสือเล่มนี้
แล้วจะรู้ว่า “แบล็กโฮลบลูส์” นั้นไพเราะเพราะพริ้งมากมายเพียงใดในโสตประสาทของนักวิทยาศาสตร์ทุกผู้คนที่เกี่ยวข้องครับ

