มติชนฉบับที่แล้ว ผู้เขียนได้เล่าถึงอนาคตถุงมือยางที่กำลังจะ Go inter ฉบับนี้มาร่ายต่อถึงความเป็นไปได้ว่าจะสดใสเพียงใด
คณะกรรมาธิการอุตสาหกรรมได้ตั้งอนุกรรมาธิการศึกษาแนวทางส่งเสริมและป้องกันอุตสาหกรรมถุงมือยาง โดยมีเป้าส่งเสริมสินค้าถุงมือยางไทยสู่ตลาดโลก คู่แข่งขันของเรา คือ ประเทศมาเลเซีย ได้มีการวิเคราะห์และสังเคราะห์สถานการณ์เพื่อการแข่งขัน ดังนี้
การเปรียบเทียบอุตสาหกรรมถุงมือยางไทยกับมาเลเซีย : 1.ความสามารถในการแข่งขัน 1) วัตถุดิบ วัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตถุงมือยาง คือน้ำยางธรรมชาติ และน้ำยางไนไตร โดยไทยมีข้อได้เปรียบ ในเรื่องของยางธรรมชาติ เนื่องจากเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางธรรมชาติเป็นอันดับ 1 ของโลก ขณะที่มาเลเซียยังต้องนำเข้ายางธรรมชาติจากไทย เนื่องจากในอดีตมาเลเซียเคยเป็นประเทศที่ผลิตยางพาราสูงสุด เป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่ในปัจจุบันได้กลายเป็นผู้ผลิตอันดับสี่ของโลกจากการลดพื้นที่เพาะปลูกอันเนื่องมาจากปัจจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตเช่น สภาพภูมิอากาศแปรปรวน การขาดแคลนแรงงาน และรัฐบาล ออกนโยบายส่งเสริมพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นแทน เป็นต้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตยางพาราที่ลดลงของประเทศ สำหรับยางสังเคราะห์ หรือน้ำยางไนไตรที่ใช้ในการผลิตถุงมือยางนั้น แม้ไทยและมาเลเซียจะมีการผลิตน้ำยางไนไตรแต่ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงต้องพึ่งการนำเข้าจากต่างประเทศ โดยไทยนำเข้าน้ำยางไนไตรจากต่างประเทศเฉลี่ย 1,052 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะมาเลเซียนำเข้าน้ำยางไนไตรจาก ต่างประเทศเฉลี่ย 1,074 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นว่าในด้านวัตถุดิบหลักของการผลิตถุงมือยาง ไม่ว่าจะเป็นน้ำยางข้น หรือน้ำยางไนไตร ไทยยังได้เปรียบในเรื่องของราคาวัตถุดิบที่มีราคาต่ำกว่า ประเทศคู่แข่งคือมาเลเซีย โดยเฉพาะในส่วนของน้ำยางข้น 2) ค่าแรงงาน ค่าแรงขั้นต่ำของประเทศไทย คือวันละ 300 บาท ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำของมาเลเซียคือ 900 ริงกิตต่อเดือน หรือวันละประมาณ 344 บาท (ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์) ดังนั้นประเทศไทยจึงถือว่ามีข้อได้เปรียบในเรื่องค่าแรงงาน เนื่องจากมาเลเซียมีค่าแรงขั้นต่ำสูงกว่าไทยประมาณร้อยละ 14 3) ค่าพลังงาน (ค่าแก๊สหุงต้ม) ค่าพลังงาน คือค่าแก๊สหุงต้ม ซึ่งเป็นต้นทุนที่สำคัญอย่างหนึ่งในโรงงานอุตสาหกรรมถุงมือยาง ซึ่งใช้ในกระบวนการอบ โดยมาเลเซียมีค่าแก๊สหุงต้มอยู่ที่ 20 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ไทยมีค่าแก๊สหุงต้มอยู่ที่ 26 บาทต่อกิโลกรัม จะเห็นว่ามาเลเซียมีค่าต้นทุนด้านแก๊สหุงต้มถูกกว่าไทยอยู่ถึงร้อยละ 30 4) ค่าดัชนีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Revealed Competitive Advantage : RCA) การค้าระหว่างประเทศและการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติในระบบเศรษฐกิจจะเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อการผลิตและการค้าระหว่างประเทศตั้งอยู่บนพื้นฐานความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของระบบเศรษฐกิจนั้นๆ ซึ่งหมายถึงความสามารถของประเทศใดประเทศหนึ่งในการผลิตสินค้าและบริการด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ในการศึกษานี้ จะใช้แนวทางในการวิเคราะห์ศักยภาพของอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์ถุงมือยางไทยเมื่อเทียบกับประเทศมาเลเซีย โดยการวิเคราะห์ค่าดัชนีความได้เปรียบโดย เปรียบเทียบ (Revealed Competitive Advantage Index : RCA) โดยใช้หลักของการเปรียบเทียบส่วน แบ่งการส่งออกของสินค้าชนิดหนึ่งจากการส่งออกทั้งหมดของประเทศนั้นกับส่วนแบ่งของการส่งออกสินค้าชนิดดังกล่าวจากการส่งออกทั้งหมดของโลก
หากพิจารณาจากกราฟการเปรียบเทียบค่า RCA ในการส่งออกถุงมือยาง ตั้งแต่ปี 2009-2014 ของประเทศไทยและมาเลเซีย จะเห็นว่ามาเลเซียมีค่า RCA ในการส่งออกเฉลี่ยในช่วงปี 2009-2014 สูงถึง 37 ขณะที่ประเทศไทยมีค่า RCA ในการส่งออกเพียง 12 หรือมาเลเซียสูงเป็น 3 เท่าของไทย เนื่องมาจากหลายปัจจัย ได้แก่ มาเลเซียมีบริษัทท้อปโกลฟ ที่เป็นผู้ผลิตและส่งออกถุงมือรายใหญ่ที่สุดของโลก มีเทคโนโลยีการผลิตและการตรวจสอบคุณภาพที่รวดเร็วและทันสมัย มีการพัฒนาและวิจัยผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลมาเลเซียมีมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมถุงมือยางอย่างจริงจังโดยเฉพาะสิทธิพิเศษทางด้านภาษี อาทิ การยกเว้นภาษีการนำเข้าวัตถุดิบ และภาษีนำเข้าเครื่องมือเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต รวมถึงการจัดตั้ง Malaysian Rubber Export Council เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกในการรุกตลาดส่งออกใหม่ และขยายตลาดส่งออกเดิม ส่วนไทยนั้นถึงแม้จะมีข้อได้เปรียบทางด้านวัตถุดิบ แต่ยังขาดมาตรการส่งเสริม และสนับสนุนถุงมือยางอย่างจริงจังเมื่อเทียบกับประเทศมาเลเซีย
2.เทคโนโลยีการผลิต นอกเหนือจากเรื่องวัตถุดิบ เทคโนโลยีหรือเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตถุงมือยางก็เป็นปัจจัยสำคัญ ปัจจัยหนึ่งสำหรับอุตสาหกรรมเนื่องจากเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพสูงก็จะสามารถลดเวลา และต้นทุนการผลิตลงได้
3.การวิจัยและพัฒนา เนื่องจากประเทศมาเลเซียมีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ถุงมือยางของมาเลเซียมีคุณภาพสูง และตรงตามความต้องการของประเทศคู่ค้า เช่น ถุงมือผ่าตัด ถุงมือทนการเจาะทะลุที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม และการพัฒนาถุงมือยางที่มีปริมาณสารโปรตีนต่ำเพื่อแก้ปัญหาการแพ้สารโปรตีนในถุงมือยาง
4.การส่งเสริมจากภาครัฐ เนื่องจากรัฐบาลมาเลเซียมีมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมถุงมือยางอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี เช่น การยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบ และภาษีนำเข้าเครื่องมือ เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต รวมถึงการจัดตั้ง Malaysian Rubber Export Council เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออก ในการรุกตลาดส่งออกใหม่และขยายตลาดส่งออกเดิม ส่งผลให้ผู้ส่งออกถุงมือยางของมาเลเซียสามารถจำหน่ายถุงมือยางผ่านตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ของประเทศคู่ค้าได้โดยตรง
5.อนาคตถุงมือยางไทยในตลาดโลก จากข้อมูลการแข่งขันระหว่างยางธรรมชาติ และยางสังเคราะห์ในอุตสาหกรรมถุงมือยาง จะเห็นว่ามีแนวโน้มที่ผู้ประกอบการจะหันมาผลิตและส่งออกถุงมือยางไนไตรมากขึ้นเนื่องจากประเด็นการแพ้โปรตีน ในยางธรรมชาติ ความต้องการถุงมือยางไนไตรของตลาดหลักของโลก รวมถึงราคาวัตถุดิบ คือ น้ำยางไนไตร ซึ่งมีราคาถูกกว่าและผันผวนน้อยกว่าราคาน้ำยางข้น และข้อมูลการเปรียบเทียบอุตสาหกรรมถุงมือยางไทยกับมาเลเซียในด้านต่างๆ จะเห็นว่าไทยได้เปรียบเพียงแค่ในเรื่องวัตถุดิบและค่าแรงงาน แต่เสียเปรียบหรือเป็นรองมาเลเซียในหลายๆ ด้านได้แก่ ค่าพลังงาน (แก๊สหุงต้ม) ที่แพงกว่าเทคโนโลยีการผลิต ส่วนแบ่งทางการตลาด และการวิจัยและพัฒนา เป็นต้น ซึ่งโดยภาพรวมแล้วไทยมีต้นทุนการผลิตสูงกว่ามาเลเซีย ประมาณร้อยละ 20 แต่ขายถุงมือยางในราคาไม่ต่างกัน คือคู่ละประมาณ 0.07 เหรียญสหรัฐ ซึ่งอนาคตถ้ามาเลเซียลดราคาขายถุงมือยางลง จะมีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย และขณะนี้มาเลเซียกำลังจะเข้าไปลงทุนเพิ่มในประเทศเวียดนาม เพราะต้นทุนค่าแรงถูก จากเหตุผลทั้งหมดดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ถ้าไทยไม่ปรับตัวและเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ไทยอาจสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มมากขึ้นให้ทั้งผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลกอย่างมาเลเซีย หรือเวียดนาม ที่อนาคตอาจขึ้นมาเป็น
ผู้ส่งออกอันดับที่ 2 แทน ไทย
6.ข้อเสนอแนะในการพัฒนาอุตสาหกรรมถุงมือยางไทย จากข้อมูลข้างต้น ประเทศไทยควรจะเตรียมพร้อมรับมือในด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และส่งผลต่ออุตสาหกรรมถุงมือยางไทย ทั้งนี้ ที่ปรึกษาได้สรุปข้อเสนอแนะในการพัฒนาอุตสาหกรรมถุงมือยางไทย ดังนี้
1) การวิจัยและพัฒนา เน้นการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวกับความปลอดภัยจากปัญหาการแพ้โปรตีนในถุงมือยางมากขึ้น โดยให้มีการผลิตถุงมือยางที่มีสารโปรตีนต่ำที่สุด โดยการร่วมมือกันทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็น สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) สำนักงานพัฒนา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน รวมถึงการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการวิจัยและพัฒนา เช่น หน่วยงานที่ทำการวิจัยบุคลากรไม่ว่าจะเป็นนักวิจัย นักวิชาการ รวมถึงหลักสูตรการเรียนการสอนต่างๆ ในมหาวิทยาลัยให้มีความสอดคล้องกับการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยางไทย
2) การตลาด ภาครัฐควรจะมีการโฆษณาข้อดีของถุงมือยางธรรมชาติให้ต่างประเทศได้รับทราบอย่างกว้างขวาง และการโฆษณาที่แสดงให้เห็นถึงผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ ที่ทำจากยางธรรมชาติแต่ไม่มีประเด็นการแพ้โปรตีนเช่น ถุงยางอนามัย หรือยางยืด เป็นต้น เนื่องจากสัดส่วนจำนวนคนที่แพ้ถุงมือยางธรรมชาตินั้นมีน้อยมาก แต่ปัจจุบันกระแสความต้องการถุงมือยางไนไตรเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากประเด็นการแพ้โปรตีนในถุงมือยางธรรมชาติ ดังนั้นเป็นไปได้ว่ามีประเทศคู่แข่งหรือประเทศที่ผลิตและส่งออกยางสังเคราะห์ ต้องการสร้างกระแสให้มีการลดการใช้ถุงมือยางธรรมชาติเพื่อเหตุผลทางการตลาด ประเทศไทยก็ควรจะมีการโฆษณาเพื่อสร้างกระแสการกลับมาใช้ถุงมือยางธรรมชาติเช่นเดียวกัน โดยยกตัวอย่างประเด็นถุงยางอนามัย และยางยืด ซึ่งใช้ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต แต่กลับไม่มีกระแสต่อต้านเหมือนกับถุงมือยางธรรมชาติ เป็นต้น
3) การผลิตยางสังเคราะห์ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าผลิตภัณฑ์ยางต่างๆ ตั้งแต่ยางล้อจนถึงพื้นรองเท้า ส่วนใหญ่ต่างก็ต้องใช้ทั้งยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์เป็นวัตถุดิบในการผลิต ตัวอย่างเช่น ยางล้อรถยนต์ ถ้าใช้ยางธรรมชาติอย่างเดียวเป็นวัตถุดิบในการผลิต ก็ไม่สามารถผลิตล้อรถยนต์ที่มีคุณสมบัติตามที่ต้องการได้ ซึ่งยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์แต่ละชนิดที่นำมาผสมกันก็มีคุณสมบัติและทำหน้าที่แตกต่างกันไป สำหรับในกรณีของถุงมือยางนั้น เนื่องจากปัจจุบันตลาดหลักของโลกคือ อเมริกามีการนำเข้าถุงมือยางสังเคราะห์มากขึ้น ดังนั้นเราก็ควรจะต้องเตรียมรับมือกับกระแสดังกล่าว เราไม่สามารถปฏิเสธความต้องการของลูกค้าได้ ดังนั้นไทยควรจะมีแหล่งวัตถุดิบคือ ยางสังเคราะห์เป็นของเราเอง ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อลดต้นทุนในเรื่องวัตถุดิบ ซึ่งไทยมีศักยภาพในการเป็นผู้ผลิตยางสังเคราะห์เนื่องจากมีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่เข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางของประเทศไทย ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ยางสังเคราะห์ได้
4) การเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ต้นทุนการผลิตเป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับทุกอุตสาหกรรม สำหรับอุตสาหกรรมถุงมือยางของไทยนั้น มีการใช้แก๊สหุงต้มในกระบวนการอบ ซึ่งมีต้นทุนที่สูงกว่ามาเลเซียถึงร้อยละ 30 ซึ่งผู้ประกอบการก็ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือในจุดนี้ รวมถึงการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเพื่อเป็นการเพิ่มผลผลิต เนื่องจากเครื่องจักรที่ผู้ประกอบการไทยใช้อยู่ส่วนใหญ่เป็นเครื่องจักรที่ล้าสมัยซึ่งเป็นรุ่นที่ผลิตถุงมือได้ 6-7 ล้านชิ้นต่อเดือน ขณะที่เครื่องจักรของมาเลเซียสามารถผลิตได้ 20 ล้านชิ้นต่อเดือน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในเรื่องการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) ซึ่งทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง นอกจากการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรแล้ว การพัฒนาบุคลากรไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมความรู้ ฝึกอบรม ก็เป็นแนวทางหนึ่ง ในการเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานอุตสาหกรรมซึ่งจะส่งผลต่อการลดต้นทุนการผลิตด้านบุคลากรด้วย
5) การสนับสนุนจากภาครัฐ ปัจจุบันรัฐบาลยังไม่มีการสนับสนุนอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ รัฐบาลควรจะจัดตั้งหน่วยงานที่ให้การส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางอย่างจริงจัง เช่น การให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง การใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย การจัดตั้งองค์กรเพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกในการรุกตลาดส่งออกใหม่และขยายตลาดส่งออกเดิม และการให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี เช่น การคืนภาษีให้กับผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ยางเพื่อนำไปปรับปรุงกิจการให้ดีขึ้น เป็นต้น โดยปัจจุบันประเทศไทยก็ได้จัดตั้ง “การยางแห่งประเทศไทย” ซึ่งจะเป็นก้าวที่สำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางไทยในอนาคต
รวมถึงการริเริ่มของคณะกรรมาธิการอุตสาหกรรมตั้งอนุกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งมีนายพิเชษฐ สถิรชวาล เป็นประธานอนุกรรมาธิการชุดดังกล่าวจะยังผลให้บรรลุเป้าหมายโดยเร็วนะครับ

