สถานีคิดเลขที่ 12 : สองยุค 14 ตุลา
การชุมนุม 14 ตุลาฯ 2563 ถูกปรามาสตั้งแต่ยังไม่ถึงวันจริง ทั้งปริมาณว่าคนจะมาไม่ถึงหมื่น ทั้งอุดมการณ์ว่าจะไม่ได้เทียบเท่าเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 ที่นิสิตนักศึกษา ประชาชน ออกมาสู้กับเผด็จการทหาร ด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างแท้จริง
แต่ก็มีประชาชน นักวิชาการและนักการเมืองที่เห็นว่า ปัจจัยการก่อตัวของ 14 ตุลาฯ สองยุคที่ห่างกัน 47 ปี มีองค์ประกอบที่คล้ายกันอยู่ด้วย
เช่น 14 ตุลาฯ 16 จอมพล ถนอม กิตติขจร ผู้นำประเทศตอนนั้นแสดงทีท่าชัดเจนว่ายังไม่ยอมให้มีรัฐธรรมนูญ ส่วน 14 ตุลา 63 นายกรัฐมนตรีที่ผันมาจากหัวหน้าคณะรัฐประหาร ไม่ได้แสดงท่าทีขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย
แต่กติกาที่กำหนดไว้ก่อนหน้านั้นทำให้การแก้ไขยากมาก แค่ดูวาระปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญฯ เมื่อ 25 ก.ย. ก็ดูออกว่า ส.ว.ทรงฤทธิ์เดชเพียงใด
เรียกว่า ถ้าเขาจะไม่แก้ ทำอย่างไรเขาก็ไม่แก้
ความเคลื่อนไหวนี้จึงปลุกบรรยากาศความไม่พอใจให้บรรดานักศึกษาและประชาชนที่ลงชื่อก็แล้ว ชุมนุม 19 กันยาฯก็แล้ว จนต้องนัดชุมนุมกันอีกวันที่ 14 ตุลาฯ
14 ตุลาฯ เป็นวันสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพียงแต่ผลลงเอยเมื่อ 47 ปีก่อนที่เหมือนฝ่ายนักศึกษาชนะ จริงๆ แล้วไม่ชนะ
เหมือนจะเป็น New Hope แต่กลับถูก The Empire Strikes Back จนพ่ายแพ้สูญเสียอย่างน่าสะเทือนใจในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
การแสดงความเห็นของนักเรียน-นิสิตนักศึกษาในปี 2563 สะท้อนว่าคนรุ่นนี้ศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์เหล่านี้มาไม่น้อย บางคนพูดเลยว่า ไม่ต้องการเปลี่ยนคน แต่ต้องการเปลี่ยนเกม
ดังนั้น ที่ถามๆ กันว่า 14 ตุลาฯ 63 จะซ้ำรอย 14 ตุลาฯ 16 หรือไม่ น่าจะหาคำตอบไม่ยาก
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความรุนแรงวันที่ 14 ตุลาฯ เมื่อ 47 ปีก่อน นอกจากเป็นเพราะความบกพร่อง หรืออาจเป็นเจตนาของเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการเกินกว่าเหตุ เทคโนโลยีการสื่อสารเป็นอีกปัจจัยสำคัญ ตอนนั้นข่าวสารเผยแพร่ไม่เร็วพอที่จะเลี่ยงการปะทะ
ส่วนปี 2563 การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก และยากมากที่ใครจะสกัดการไหลเวียนของข้อมูล เพียงแต่ต้องระวังว่าข้อมูลอันรวดเร็วนั้นเป็นข่าวผิด ข่าวลวง หรือข่าวปลอมหรือไม่
นอกจากนี้ สังคมยุค 2563 แตกต่างกันมากกับยุค 2516 ทั้งในไทยและโลกภายนอก
เมื่อปี 2516 สหภาพยุโรป มีชาติสมาชิกใหม่ รวมถึงสหราชอาณาจักร เข้าร่วมเป็น 9 ประเทศ ส่วนปี 2563 อังกฤษถอนตัวจากอียูไปแล้ว แต่อียูยังคงนโยบายประเมินประชาธิปไตยเข้มข้น
ส่วนสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2516 ริชาร์ด นิกสัน แม้เป็นประธานาธิบดีที่เผชิญเรื่องอื้อฉาวคดีวอเตอร์เกตในประเทศ แต่ก็มีผลงานต่างประเทศที่ผูกมิตรกับจีนคอมมิวนิสต์ในยุคประธาน เหมา เจ๋อตุง หลังจากสองประเทศตัดขาดกันมานาน
ผิดกับอเมริกา 2563 โดนัลด์ ทรัมป์ แม้เคยชื่นชม สี จิ้นผิง อย่างไรมาก่อน ก็ถล่มจีนไม่ยั้งในทุกมิติ ทั้งการค้า ความมั่นคง และโควิด-19 ระหว่างหาเสียงชิงชัยชนะในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดี
ขณะที่ไทยแลนด์ 1973 กับ 2020 ยังคงรักษาจุดยืนถ่วงดุลสองมหาอำนาจไว้เช่นเดิม
แต่ถ้า 14 ตุลาเกิดเหตุรุนแรงซ้ำรอยแบบเดิม น่าห่วงว่าไทยจะยืนไม่ได้สง่างาม หรืออาจไม่มีที่ยืนก็ได้
ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

