‘พระพุทธเจ้ากับความเป็นนักวิทยาศาสตร์’ โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

โครงสร้างของร่างกายมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นี่คือ ความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ เมื่อได้สำรวจเข้าไปภายในกายของพระองค์เอง ด้วยจิตตั้งมั่นในสมาธิอย่างแรงกล้า ทรงสามารถเจาะลงไปถึงระดับลึกที่สุดของ “จิต” และพบว่าร่างกายทั้งร่างกายประกอบด้วยอนุปรมาณูที่เรียกว่า “กลาปะ” ซึ่งเกิดขึ้นและดับไปอยู่ตลอดเวลาในชั่วขณะที่ดีดนิ้ว หรือกะพริบตา อนุภาคเล็กๆ เหล่านี้เกิดขึ้นและดับไป เกิดขึ้นและดับไป นับเป็นจำนวนล้าน ล้าน ล้านครั้ง

ร่างกายที่มองดูเผินๆ ว่า เป็นกลุ่มก้อนอันแน่นทึบและถาวรนี้เมื่อเจาะลึกลงไป “แทบไม่น่าเชื่อเลย” ว่ามีแต่อนุปรมาณูเท่านั้น เมื่อได้ยินครั้งแรกว่ามีการเกิดขึ้นและดับไป เกิดขึ้นและดับไป นับเป็นจำนวน “ล้าน ล้าน ล้านครั้ง” ข้าพเจ้ายังเข้าใจว่าเป็นสำนวนพูดมากกว่าหมายความตามตัวหนังสือ แต่ “นักวิทยาศาสตร์” สมัยใหม่กลับค้นพบและยืนยันความจริงในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน
หลายปีมาแล้วมีนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันผู้หนึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ เขาได้ใช้เวลานานในการค้นคว้าและศึกษาธรรมชาติของอนุปรมาณูอันเป็นอนุภาคที่เล็กที่สุดของสสาร ซึ่งเป็นส่วนประกอบของจักรวาล เป็นที่ทราบกันมาก่อนแล้วว่า อนุภาคเหล่านี้เกิดขึ้นดับไป เกิดขึ้นดับไปอย่างรวดเร็วตลอดเวลา บัดนี้นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ได้คิดค้นเครื่องมือขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ซึ่งสามารถนับจำนวนครั้งที่อนุภาคเหล่านี้เกิดขึ้นดับไปภายในหนึ่งวินาที เขาตั้งชื่อมันได้อย่างเหมาะสมว่า “บับเบิลแซมเบอร์” เพราะเป็นเครื่องเสมือนฟอกอากาศที่เกิดขึ้นแล้วก็แตกหายไปจากเครื่องมือนี้เขาได้ค้นพบและประกาศว่า…

“ภายในหนึ่งวินาที อนุปรมาณูซึ่งเป็นอนุภาคที่เล็กที่สุดของสสารจะเกิดขึ้นและดับไปเป็นจำนวนครั้ง เท่ากับเลขหนึ่งตามด้วยเลขศูนย์ 22 ตัว (10,000,000,000,000,000,000,000) หรือหนึ่งหมื่นล้านล้านล้านครั้ง”

“นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้” ได้ค้นพบความจริงในลักษณะเดียวกันกับที่ “พระพุทธเจ้า” ทรงค้นพบเพราะนี่เป็น “สัจธรรม” แต่ทำไมถึงให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างมากมายกับผู้ค้นพบ ศิษย์ชาวอเมริกันบางคนที่เข้ารับการอบรมกับข้าพเจ้าที่อินเดีย เมื่อกลับไปสหรัฐอเมริกา พวกเขาได้แวะไปเยี่ยม “นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้” และเมื่อได้กลับมาอินเดียก็มาเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ยังเต็มไปด้วย “ความทุกข์” และ “ความเครียด” เหมือนกับปุถุชนทั่วไป ทำไมเขาจึงไม่อาจหลุดพ้นจากความทุกข์ได้

“นักวิทยาศาสตร์” ผู้นั้นยังไม่สามารถรู้แจ้ง และหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ก็เพราะว่าเขายังไม่ได้ประจักษ์กับ “สัจธรรม” นี้ด้วยตนเอง เขาเพียงเข้าใจแค่ในระดับเชาว์ปัญญา และเชื่อในความจริงข้อนี้ก็เพราะมีศรัทธาในเครื่องมือที่ตัวเองประดิษฐ์ขึ้น แต่ไม่เคยประจักษ์ความจริงภายในตัวเอง

ข้าพเจ้าไม่ได้มีอคติกับนักวิทยาศาสตร์ผู้นี้หรือกับนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ แต่เราต้องไม่เป็นเพียงนักวิทยาศาสตร์ที่สำรวจโลกภายในตัวเองดังเช่น “พระสมณโคดม” อีกด้วย ทั้งนี้ เพื่อจะได้ประจักษ์กับสัจธรรมนั้นโดยตรง ภายใต้ประจักษ์กับความจริงอันสูงสุดด้วยตนเองเท่านั้นที่จะสามารถเปรียบนิสัยของจิต และช่วยให้เรามีชีวิตที่สอดคล้องกับสัจธรรมข้อนี้ แล้วการกระทำทุกอย่างก็จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น หากไม่ได้ประจักษ์กับความจริงภายในตัวเอง เราอาจใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปในทางทำลายล้างกันได้ แต่ถ้าเราเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถเข้าถึงความจริงภายในตัวเองได้ เราก็จะใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์สุดแก่ผู้คนทั้งหลาย

• อนึ่ง จากหนังสือพิมพ์มติชนฉบับที่แล้วได้ระบุถึงว่า “ลักษณะของมนุษย์” เรานั้น ส่วนที่เป็นความโดดเด่นที่สุดกลับเป็นลักษณะที่ไม่อาจอธิบายได้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม กี่ภพกี่ชาติชีวิตที่ผ่านมา ปัจจุบันแม้ชีวิตข้าพเจ้าก็ยังสำคัญว่าเป็นคนเดียวกัน แต่ไม่ว่าจะยอมรับในทฤษฎี ปรัชญา หรือความเชื่อใด ทุกคนล้วนดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อมั่นที่ฝังลึกว่า… “เราเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้”

พระพุทธเจ้าทรงคัดค้านความเชื่อตามสัญชาตญาณข้อนี้โดยอธิบายความจริงที่ทรงประสบด้วยตนเอง ที่ไม่ว่าใครก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน ทรงกล่าวว่า : ความเห็นดังนี้นั้น ตถาคตกำจัดแล้ว ตถาคตเห็นแล้วว่า…

ดังนี้ รูปดังนี้ ความเกิด ความดับ แห่งรูป

ดังนี้ เวทนาดังนี้ ความเกิด ความดับ แห่งเวทนา

ดังนี้ สัญญาดังนี้ ความเกิด ความดับ แห่งสัญญา

ดังนี้ สังขารดังนี้ ความเกิด ความดับ แห่งสังขาร

ดังนี้ วิญญาณดังนี้ ความเกิด ความดับแห่งวิญญาณ

จาก “รูป” ภายนอกที่เห็น พระพุทธองค์ทรงพบว่าแท้จริงแล้ว “มนุษย์” แต่ละคนเป็นเพียงองค์ประกอบของแต่ละเหตุการณ์ที่เรียงลำดับต่อเนื่องกันไปเป็นจุดโดยปราศจากช่องว่าง แต่ละเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นก็คือผลของเหตุที่เกิดก่อนหน้า และจะเป็นเหตุของผลที่กำลังจะตามมา การเกิดขึ้นติดต่อกันไปโดยไม่มีช่องว่าง ทำให้ดูเสมือนเป็นสิ่งเดียวกัน มีความต่อเนื่องเป็นตัวเป็นตน แต่นี้เป็นเพียงความจริงที่มองเห็นเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงอันสูงสุด

เราอาจเรียกแม่น้ำด้วยชื่อนั้นชื่อนี้ แต่ความจริงแล้วมันเป็นสายน้ำที่ไหลอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน หรือเราอาจนึกถึง แสงของเทียนสักเล่มหนึ่ง โดยเห็นว่าแสงนั้นคงที่ แต่ถ้าพิจารณาอย่างละเอียด เราจะพบว่าเปลวไฟเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เปลวไฟใหม่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป จากขณะหนึ่งไปอีกขณะหนึ่ง เมื่อพูด “แสงจากโคมไฟฟ้า” เรามักจะเข้าใจว่านั้นคงที่ แต่ความจริงมันเป็นกระแสเช่นเดียวกับ “สายน้ำ” เป็นกระแสของพลังงานที่เกิดจากการสั่นสะเทือนในความถี่สูงจากการเผาไหม้ของไส้หลอด ทุกๆ ขณะจะมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นซึ่งเป็นผลจากสิ่งที่เพิ่งผ่านพ้นไป และก็จะถูกแทนที่โดยสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ การเกิดขึ้นดับไปเป็นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วจนยากที่จะสังเกตได้ และยากที่จะกล่าวได้ว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ณ จุดใดจุดหนึ่งในกระบวนการนี้นั้นเป็นสิ่งเดียวกัน หรือต่างกันกับสิ่งที่เพิ่งดับไป แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไร นี่คือ กระบวนการที่เกิดขึ้น

ในทำนองเดียวกันพระพุทธเจ้าทรงพบว่า คนแต่ละคนไม่ใช่สิ่งที่เป็นเอกเทศโดยสมบูรณ์และเที่ยงแท้ หากแต่เป็นกระแสที่ไหลลื่น เนื่องจากขณะหนึ่งไปสู่อีกขณะหนึ่ง ในโลกนี้ไม่มีสภาวะ “อันจริงแท้” ของ “สิ่งที่มีชีวิต” มีแต่กระแสชีวิตที่ไหลขึ้นต่อเนื่องเป็นกระบวนการของความเป็นไปทั้งหลาย แน่นอนว่าในชีวิตประจำวัน เราต้องติดต่อกับผู้คนที่อย่างน้อยต้องถือเสมือนเป็นผู้มีตัวตนไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นความจริงภายนอกที่เราต้องยอมรับตามที่มองเห็น ไม่เช่นนั้นเราคงจะไม่เป็นอันทำอะไร อย่างไรก็ตาม ความจริงที่ปรากฏนอกนั้น แม้จะนับเป็นความจริงก็เพียงในระดับเปลือกนอกเท่านั้น

แต่ความจริงสูงสุดก็คือ สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตทั่วทั้งจักรวาลนี้ล้วนมีสภาวะที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน มีการเกิดขึ้นดับไป เกิดขึ้นดับไป เราแต่ละคนล้วนเป็นกระแสสั่นสะเทือนของอนุปรมาณูที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา พร้อมๆ ไปกับการทำงานของ “จิต” ทั้ง 4 ส่วน คือ วิญญาณ สัญญา เวทนา สังขาร ซึ่งเกิดขึ้นดับไปอย่างรวดเร็วเสียยิ่งกว่ากระบวนการทางรูปกาย

• นี่คือ “ปรมัตสัจจะ” หรือ ความจริงอันสูงสุดเกี่ยวกับ “รูปและนาม” (กายและจิต) ของทุกคน ซึ่งเราทุกคนจะต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องจากประสบการณ์ของตนเอง เพื่อจะได้พบหนทางสู่ความหลุดพ้นจาก “ทุกข์” ไงเล่าครับ

พระพุทธเจ้ามิได้ทรงสอนศาสนา ปรัชญา หรือความเชื่อใดๆ หากทรงเรียกสิ่งที่พระองค์สอนว่า “ธรรม” ซึ่งแปลว่า “กฎ” คือ กฎของธรรมชาติไม่ทรงสนพระทัยในหลักการหรือความเชื่อใดๆ แต่ทรงเสนอ “คำสอนอันเป็นสากลและปฏิบัติได้จริง” เพื่อเป็นหนทางแก้ไขปัญหาที่เป็นสากล ได้ตรัสว่า “ไม่ว่าอดีตหรือปัจจุบัน สิ่งที่ตถาคตมีเพียงเรื่องของ ทุกข์ และวิธีดับทุกข์” พร้อมทรงปฏิเสธที่จะกล่าวถึงเรื่องอื่นที่ไม่นำไปสู่ความดับทุกข์ หลังจากที่พระพุทธองค์ได้เพียรพยายามและทดลองด้วยวิธีต่างๆ อยู่หลายปี จึงพบหนทางที่จะเข้าถึงความจริงภายในตัวเอง และได้ประจักษ์กับ “อิสรภาพของการพ้นทุกข์” เมื่อได้บรรลุถึงจุดหมายสูงสุดคือ ความเป็นอิสระและหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงแล้ว พระองค์ก็ได้อุทิศเวลาที่เหลือของชีวิตให้กับการช่วยเหลือผู้อื่นโดยสอนให้รู้จักวิธีปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นเช่นที่ตนได้รับ

• พระบรมศาสดาทรงยืนยันว่าพระองค์ไม่ได้ทรงคิดคำสอนนี้ขึ้นเอง หรือว่ามีเทพเจ้าองค์ใดมาบอกกล่าว เพราะสิ่งที่ทรงสอนนั้นเป็นสัจธรรม พระองค์มิได้ทรงผูกขาดการเป็นเจ้าของสัจธรรมนี้แต่ผู้เดียว ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงสอนนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนสามารถปฏิบัติตามได้ ทรงเรียกหนทางนี้ว่า “อริมรรคเคมีองค์แปด” อันเป็นหนทางแห่งความประเสริฐ ซึ่งจำแนกเป็นแปดส่วนที่มีความสัมพันธ์ต่อกัน ผู้ใดเดินหนทางนี้จะบรรลุถึงความเป็น “อริยบุคคล” เป็นผู้ประเสริฐหลุดพ้นแห่งความทุกข์ทั้งปวง

อริยมรรคมีองค์แปดเป็นหนทางแห่ง “ปัญญา” ที่มองเห็นสรรพสิ่งตามความเป็นจริง เป็นหนทางที่เข้าถึงสัจธรรม เพราะการได้เห็นสภาพธรรมของตนตามความเป็นจริงเท่านั้นจึงจะสามารถแก้ “ปัญหา” ของตนเองได้ เราต้องเรียนรู้แยกแยะความจริงตามที่ปรากฏในระดับพื้นฐาน แล้วเจาะลึกเข้าไปถึงความจริงที่ละเอียดขึ้น ซึ่งซ่อนอยู่ข้างในลึกลงไปจนถึงความจริงอันสูงสุดได้ประจักษ์กับสภาวะที่ปราศจากทุกข์ เราจะเรียกสภาวะนั้นว่า “นิพพาน” หรือ “สวรรค์” หรืออะไรก็ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญ คือ เราต้องได้พบกับสภาวะนั้นด้วย “ตนเอง”

วิธีเดียวที่ประจักษ์ความจริงโดยตรงคือ “การสำรวจความจริงภายในตัวเอง” ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเราเคยชินแต่การมองออกไปยังเบื้องนอก ให้ความสนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นนอกตัวและสิ่งที่คนอื่นทำมากกว่า “การสำรวจ” เพื่อดูโครงสร้างทั้งทางกายภาพและทางจิตใจของตัวเอง คอยสังเกตการณ์กระทำของตัวเอง หรือศึกษาความจริงเกี่ยวกับตนเองด้วยเหตุนี้เราจึงไม่รู้จัก “ตัวเอง” และไม่เคยตระหนักเลยว่า ความไม่รู้นี้มีผลร้ายต่อเราเพียงใด ทำให้เรายังคงตกเป็น “ทาส” ของกิเลสทั้งหลายของคนที่แอบซ่อนอยู่โดยไม่รู้ตัว เราต้องขจัดความโง่เขลานี้เสียเพื่อความรู้แจ้งใน “สัจธรรม” และเพียรสร้างสมปัญญาเพื่อให้เข้าใจถึงธรรมชาติของชีวิต หนทางที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงจึงเป็นวิธีการสังเกตตนเองดังที่ตรัสว่า :

• เราย่อมบัญญัติโลก เหตุเกิดแห่งโลก

• ความดับแห่งโลก และวิธีนำไปสู่ความดับแห่งโลก

• ภายใน “กาย” อันมีประมาณ “วงหนึ่ง” มี “สัญญา” และมี “ใจ” นี้เท่านั้น

สรุปได้ว่า เราสามารถเข้าถึงจักรวาลทั้งหมดและกฎเกณฑ์ของมันด้วยวิธีเดียวเท่านั้น คือ “การได้ประจักษ์กับความจริงภายในตัวเราด้วยตนเอง” ไงเล่าครับ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ปิดกอร.ฉ.หลังยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ยังมีพ.ร.บ.ชุมนุมฯ พ.ร.บ.คอม และกฎหมายอาญาปกติดูแลชุมนุม
บทความถัดไปเปิดคลิปนาที ลูกไฟ ลุกท่วม ท่อก๊าซระเบิด เจ็บ 20 ราย