ภาพเก่าเล่าตำนาน : ระเบิดเรดาร์…ดับตาทิพย์ โดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

ตีแผ่…. ช่วงเวลาหนึ่งแห่งความเจ็บปวด สูญเสีย ครั้งยิ่งใหญ่ในสงครามลับหฤโหดในลาว….

ช่วงปี พ.ศ.2509 ทหารเวียดนามเหนือ..ควานหา “เรดาร์-ตาทิพย์ ลับที่สุด” ของซีไอเอ ที่ลักลอบติดตั้งทางตอนเหนือของลาว…

ไอ้เรดาร์พญายมที่นำทางให้เครื่องบินมาทิ้งระเบิดใส่ทหารเวียดนามเหนือในลาวอย่างแม่นยำ ปล่อยฝนเหล็กมรณะ กลางค่ำ กลางคืน ไอ้นกเหล็กขนาดยักษ์มันก็บินมาได้..

เรดาร์….มันอยู่ที่ไหนวะ..พวกกูจะไปทำลายให้สิ้นซาก

สงครามในแผ่นดินลาวตอนเหนือ…การสู้รบเชื่อมต่อ โยงยึดไปกับสงครามในแผ่นดินของเวียดนามเหนือ

ทหารเวียดนามเหนือนับหมื่นคน ถ้าเรียกแบบนักรบ เรียกว่า “แกว” ภายใต้นโยบายของโฮจิมินห์ต้องการรวมชาติ รวมพี่น้องเวียดนาม ต้องการแผ่ขยายลัทธิคอมมิวนิสต์ ใช้กำลังทหารนับหมื่นบุกเข้าไปในลาว…สร้างแรงกระแทกเหมือนสึนามิ

หน่วยข่าวกรองกลาง หรือซีไอเอ ที่อำพรางตัวแทนรัฐบาลสหรัฐ ไปบัญชาการรบในลาว จัดตั้งชาวม้งเป็นนักรบภูเขานับหมื่นคน มีนักรบหนุ่มอาสาศึกราว 4 หมื่นที่เรียกว่า “เสือพราน” จากไทยไปร่วมทำสงคราม เพื่อยับยั้ง สกัดกั้นทหารเวียดนามเหนือในลาว

อเมริกาเรียก Secret War in Laos ตั้งใจให้เป็นเรื่อง “ลับมาก” ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ทุกอย่างคลุมเครือ เปลี่ยนชื่อ อำพรางทุกอย่างให้เป็น “พลเรือน” ….รู้เรื่องเฉพาะเท่าที่เค้าให้รู้

ขอยกย่อง ชื่นชมบรรพบุรุษในกองทัพและตำรวจตระเวนชายแดนที่น้อยคนที่จะรู้จัก…

พันเอก ไพฑูรย์ อิงคตานุวัฒน์ (เกษียณราชการยศพลเอก) ทำหน้าที่นายทหารติดต่อประสานงานกับทางเวียงจันทน์ ตั้งกองบัญชาการสำหรับอำนวยการสงครามในลาว คือ บก.333 ในค่ายประจักษ์ศิลปาคม อุดรธานี ตัวอาคารกองบัญชาการเป็นตึกสีขาว จึงเรียกว่า บก.ตึกขาว

พลตรีวิทูร ยะสวัสดิ์ ใช้ชื่อรหัส “เทพ” เป็นผู้บัญชาการ บก.333 หรือ “เทพ 33” เป็นผู้กุมอำนาจการบังคับบัญชาสูงสุด สำหรับภารกิจการรบในลาว

ทุกอย่างปิดลับ เป็นสีเทาไปหมด ซีไอเอจ่ายหนักให้รัฐบาลไทย ถึงขนาดตั้ง “กองพันพิเศษ” ที่ค่ายสฤษดิ์เสนา อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ในสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีทหารพลร่มเป็นผู้บังคับกองพัน มีตำรวจพลร่ม PARU ร่วมทำงาน ส่วนนายตำรวจพลร่ม เช่น พันตำรวจเอก ไกรสุข สินศุข (เกษียณราชการในตำแหน่งรอง ผบ.ตร.)

(ผู้เขียนขออภัย หากระบุชั้นยศของนายทหาร-ตำรวจ ขณะปฏิบัติงานในอดีตไม่ถูกต้องครับ)

นักรบจากประเทศไทยราว 4 หมื่นนาย เลือดฉีดแรง เป็นทหารต้องออกรบ เขียนใบลาออกจากราชการก่อนถูกส่งตัว หรืออาสาไปทำศึก

ทุกคนต้องตัดขาดการติดต่อกับครอบครัว ไม่มีจดหมาย ไม่มีโทรศัพท์ ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน อยู่หรือตายในลาว….

ราว พ.ศ.2509 สงครามดุเดือด… สหรัฐมี “กำปั้นเหล็ก” คือ กำลังทางอากาศที่สามารถโปรยระเบิดมฤตยูลงไปดังห่าฝน บินไปทิ้งระเบิดแบบ “ท้องฟ้าไม่เคยว่าง” แผ่นดินสะเทือนทั้งวันดังฟ้าผ่า เกิดหลุมระเบิดเป็นหลุมเป็นบ่อดังหลุมขนมครกบนแผ่นดินลาว

เมื่อใช้อากาศยานบินเต็มท้องฟ้า…ต้องมีตาทิพย์ มีเรดาร์นำทาง กลางวัน กลางคืน ทุกสภาพอากาศต้องบินไปทิ้งระเบิดได้ บินไปยิงสนับสนุนกำลังภาคพื้นดิน ต้องไป-กลับ อย่างแม่นยำ รวมทั้งถ้าเครื่องบินถูกยิงตก เรดาร์ก็จะบอกได้ว่าบริเวณไหน

สถานีเรดาร์ปีศาจแห่งนี้จะควบคุมการจราจรทางอากาศของเครื่องบินรบ เครื่องบินส่งกำลังบำรุงของสหรัฐ ส่วนหนึ่งบินขึ้นจากฐานทัพบินจากสนามบินอุดรที่แสนจะเป็นเมืองคึกคัก

สถานการณ์รบในเวลานั้น สหรัฐครองความเป็น “เจ้าอากาศ”

แปลว่า.. สหรัฐมีอำนาจสูงสุดทางอากาศ สหรัฐมีระดับของความเหนือกว่าทางอากาศ สามารถควบคุมสงครามทางอากาศและกำลังทางอากาศเหนือกองกำลังของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างสมบูรณ์

การติดตั้งเรดาร์…เป็นเรื่องทางเทคนิคขั้นสูง..ปัญหา คือ จะตั้งตรงไหนที่มีระยะครอบคลุมพื้นที่กว้างไกลที่สุด แล้วกำลังทหารจากที่ไหนจะรักษาความปลอดภัย ปกป้อง คุ้มกันสถานีเรดาร์

เวียดนามเหนือส่งหน่วยลาดตระเวน ตามล่าหาสถานีเรดาร์ซาตานที่ “นำทาง” ให้เครื่องบินยมทูตทั้งหมดบนท้องฟ้า

ไอ้สถานนีเรดาร์…มันอยู่ที่ไหน (วะ)

นี่คือ ความลับ ที่ถูกนำมาเปิดเผยในภายหลัง…..

ซีไอเอเลือกภูเขาสูง ที่เรียกว่าภูผาที (Phou Pha Thi) เป็นที่ตั้งของสถานีเรดาร์

พ.ศ.2509 นายวิลเลียม เอช ซัลลิแวน เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศลาว ได้อนุมัติแผนการของกองทัพอากาศสหรัฐเพื่อก่อสร้าง

พ.ศ.2510 การก่อสร้างแล้วเสร็จ ใช้เรดาร์ AN/TSQ-81 ควบคุมอากาศยานได้ทุกสภาพอากาศ เพื่อการส่งอาหาร กระสุน กำลังพล และทำการรบ เครื่องบินอเมริกันทิ้งระเบิดเวียดนามเหนือและลาวในเวลากลางคืนได้แม่นยำและทำงานในทุกสภาพอากาศ

สหรัฐพยายามรักษาความลับของการติดตั้ง ทหารอากาศสหรัฐก็ทราบเท่าที่จำเป็น รับรู้เฉพาะคนที่เกี่ยวข้อง

ทหารเวียดนามเหนือ และลาวฝ่ายคอมมิวนิสต์ มุ่งมั่น ตามหาแหล่งที่ตั้งเรดาร์แบบยอมตายถวายชีวิต

ซีไอเอเงินเยอะ อาวุธ กระสุน ทุกสรรพสิ่งเพื่อการทำสงคราม “ล้นเหลือ” จ่ายเงินสนับสนุนผ่านชาวม้งให้เข้าทำการรบ…ให้เครื่องบิน ฝึกนักบินชาวม้ง ให้เป็นนักบินโดยใช้ครูฝึกจากกองทัพอากาศไทย

ซีไอเอให้อาจารย์จากโรงเรียนเสนาธิการทหารบกไทย ไปเปิดโรงเรียนหลักสูตรวางแผนการรบ ณ สนามบินล่องแจ้งในลาว (ผู้เขียนกำลังหาข้อมูลเพิ่มเติม)

ตำรวจตระเวนชายแดนไทยที่ถูกฝึกจากซีไอเอ เรียกว่า PARU นับร้อยนายถูกส่งเข้าไปทำภารกิจลับในลาว

ซีไอเอเรียกสถานีเรดาร์ลับแห่งนี้ว่า ลิมาไซต์ 85 (Lima Site 85)

ชื่อเป็นทางการของเครื่องมือนี้ คือ TACAN (Tactical Air Control And Navigation)

แอร์อเมริกา บินว่อน จากลาวข้ามมาไทยที่สนามบินอุดรธานี เพื่อคอยรับส่ง “คนลาวปลอม” ซึ่งก็คือ “ทหารนิรนามชาวไทย”

สงครามในเวียดนาม ลาว มีหน่วยทหารของเวียดนามเหนือที่ขอแนะนำท่านผู้อ่านให้รู้จัก คือ แซปเปอร์ (Sapper)

แซปเปอร์ แปลตามศัพท์ภาษาอังกฤษ คือ ทหารช่างที่เชี่ยวชาญในการเจาะแนวรบข้าศึก กองทัพเวียดนามเหนือผลิตแซปเปอร์ นักรบพลีชีพนับหมื่น

แซปเปอร์ สร้างความหวาดหวั่นให้แก่กองกำลังสหรัฐและพันธมิตรในสงครามเวียดนามแบบขนพองสยองเกล้า เพียงแค่ได้ยินหรือนึกถึงความบ้าบิ่นของหน่วยนี้

ยามค่ำคืน….จะคลานเข้าหาข้าศึก เคลื่อนที่อย่างเงียบกริบ มุ่งสังหารผู้บังคับบัญชา เจาะแนวเครื่องกีดขวาง มักจะมีแต่เพียงผ้าเตี่ยวเพื่อให้ร่างกายสัมผัสทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวได้ พรางตัวด้วยโคลน อุปกรณ์หลัก คือ มีด คีมตัดลวด เหล็กแหลมขุดค้นทุ่นระเบิด ท่อนไม้ไผ่สำหรับยกลวดหนามและเพื่อปลดชนวนระเบิด

ภูผาที ที่เป็นชื่อของยอดเขาในแขวงหัวพัน ของลาว…

ยอดดอยตรงนี้ มีความสูง 1,786 เมตร ปรากฏเป็นเสาหินขนาดยักษ์ที่ยื่นออกมาจากใจกลางเทือกเขาน้ำเอต (Nam Et) ภูเขาตั้งอยู่ในแนวแกนตะวันออกเฉียงเหนือและมีความยาว 8 กิโลเมตรเป็นป้อมปราการหินปูนล้อมรอบด้วยหน้าผาสูง

เวียดนามเหนือใช้เวลาสืบสภาพ เกาะติดนานนับเดือน เพื่อให้แน่ใจว่า ณ บนหน้าผาสูงตรงนี้ คือ ที่ตั้งของเรดาร์ตาวิเศษ หากมองจากหน้าผา ที่ตั้งเรดาร์สูงราว 700 ฟุต (210 เมตร) มีทหารอเมริกันทำงาน

ลิมาไซต์ 85 มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คือ สามารถระบุพิกัดเครื่องบินอเมริกันที่ถูกยิงตกเหนือน่านฟ้าลาวได้

ซีไอเอ บัญชาการการทิ้งระเบิด (Bomb Directing Central, Radar) ใช้เครื่องมือแบบ Reeves AN/MSQ-77 ที่คอยนำทางและชี้เป้า

ราว 55% ของเครื่องบินทิ้งระเบิดสหรัฐ ใช้บริการจากสถานีเรดาร์ลับบนยอดภูผาที

นักบินของกองทัพอากาศมะกัน นักบินของแอร์อเมริกา ทั้งที่บินไปหรือกลับจากภารกิจ ถูกยิงตกในป่าทึบของลาวไม่น้อย

มีหน่วยทหารไทย มีทหารม้งราว 800 นาย ระวังป้องกันบริเวณตีนเขา สถานนีเรดาร์ตรงนี้คือ กล่องดวงใจ

ปลายปี พ.ศ.2510 แซปเปอร์ลักลอบเข้ามาตรวจสอบภูมิประเทศเป็นระยะๆ เคยทดสอบการเข้าตีหลายครั้งต่อเนื่อง ทหารเวียดนามเหนือทยอยเคลื่อนกำลังเข้าที่รวมพล

วันนั้น….ภูผาที กลายเป็นนรกบนเขาสูง…..

ทหารผ่านศึกที่รอดมาได้ บันทึกว่า…

10 มีนาคม 2511 ช่วงบ่าย…. แอร์อเมริกาใช้เฮลิคอปเตอร์จากอุดรฯ บินมาส่งเสบียงและสิ่งอุปกรณ์ให้ทหารบน Lima Site 85 ในลาว

เกิดเหตุ “จ๊ะเอ๋” แบบเหลือเชื่อ….ในนาทีนั้น… กองทัพเวียดนามเหนือส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดปีกสองชั้นแบบ Antonov-2 Colt จำนวน 4 ลำ บินเข้าทิ้งระเบิดที่ Lima Site 85 (ก่อนใช้กำลังภาคพื้นดินเข้าตี)

เครื่องบิน AN-2 จำนวน 4 ลำที่ถูกส่งมาทิ้งระเบิด บินสวนกันกลางอากาศกับเฮลิคอปเตอร์ของสายการบินแอร์อเมริกา

การรบทางอากาศแบบไม่มีในตำรา ระหว่าง ฮ. สหรัฐ กับเครื่องบิน AN-2 จึงเกิดขึ้นเหนือน่านฟ้าลาว แบบโลกต้องจดจำ….

เท็ด มัวร์ (Ted Moore) นักบินเฮลิคอปเตอร์แบบ UH-1D ของแอร์อเมริกาบินไล่ตามเครื่องบินทิ้งระเบิด 2 ลำ ของกองทัพเวียดนามเหนือ

เกล็น วู้ด (Glenn Wood) ช่างเครื่องบนเฮลิคอปเตอร์ ใช้ปืนอาก้า AK-47 ยิงใส่เครื่องบินเวียดนามเหนือ ทั้ง 2 ลำ ลำหนึ่งเสียการทรงตัวชนภูเขา อีกลำหนึ่งเสียหายจนชนเข้ากับภูเขาเช่นกัน

An-2 ที่เหลืออีก 2 ลำ เข้าใจว่าเพื่อนที่ถูกยิงตก น่าจะโดน ปตอ. สอยจากระยะไกล จึงบินหนีไป

ระบบการทำงานที่ไม่เหมะสม การควบคุม บังคับบัญชา ก่อนเหตุพินาศของสถานีเรดาร์….

หลายสัปดาห์ก่อนทหารแกวเข้าตี หน่วยลาดตระเวนชาวม้ง ตรวจพบกำลังมหาศาลของเวียดนามเหนือใกล้ภูผาที

กองทัพอากาศสหรัฐที่บินลาดตระเวนอยู่เป็นประจำเคยรายงานว่าทหารเวียดนามเหนือกำลังสร้างถนนมาที่ภูผาที… ทหารแกวจะเข้าตีแน่ๆ

เครื่องบินทิ้งระเบิดบินขึ้นจากสนามบินอุดรฯ ไปถล่มทหารเวียดนามเหนือที่รวมกำลังจะเข้าตีภูผาที

9 มีนาคม พ.ศ.2511 ภูผาทีถูกล้อมรอบไปด้วยทหารแกว และทหารลาวคอมมิวนิสต์มากกว่า 3,000 นาย

ทูตซัลลิแวนยินยอมให้ทหารบนลิมาไซต์ 85 ร้องขอการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายที่อยู่บนเนินเขาด้านล่าง

เมื่อเกิดการยิงกันบนฟ้า…มัน คือ สิ่งบอกเหตุที่ไม่ต้องตีความ

พันตรี ริชาร์ด เซคคอร์ด (Richard Secord) ผู้รับผิดชอบ Lima Site 85 กังวลอย่างหนัก เพราะช่างเทคนิคทหารอากาศไม่มีอาวุธป้องกันตนเอง จึงขอร้องให้ทหารรบพิเศษสหรัฐมาทำหน้าที่ระวังป้องกัน

เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำกรุงเวียงจันทน์ ชื่อ ซัลลิแวน ปฏิเสธคำขอโดยอ้างว่า “บุคลากรพลเรือน” ที่ Lima Site 85 ไม่ควรติดอาวุธ ทำให้ช่างเทคนิคจำนวนน้อยนิดต้องวางระบบป้องกันตนเองแบบเบาบางเท่าที่ทำได้….

ทูตสหรัฐให้แนวทางว่า การถอนตัวออกจากสถานีเรดาร์ เป็นทางเลือกสุดท้าย นี่คือ รอยด่าง รอยแผลในประวัติศาสตร์การรบในลาว

ดึกสงัดของคืนวันที่ 10 ต่อเนื่องไปถึงวันที่ 11 มีนาคม 2511 แซปเปอร์ทำหน้าที่ของเขา….ทหารเดนตายปีนหน้าผาภูผาที เข้าประจำที่ ส่งสัญญาณให้ทหารหลักเข้าตี

แซปเปอร์รู้สภาพพื้นที่ของเป้าหมาย มีแผนสำหรับเส้นทางการถอนตัวเมื่อทำลายเป้าหมายได้ ….

มนุษย์เดนตายคลานเข้าหาที่หมาย เกิดการระเบิดทำลายอย่างหนัก ทูตซัลลิแวนอนุมัติให้อพยพบุคลากรสหรัฐทั้งหมดออกจากสถานีเรดาร์ที่กำลังกลายเป็นนรก

กลางดึก เวียดนามโจมตีด้วยปืนใหญ่ และใช้ทหารราบเข้าประชิด พันตรี เซคคอร์ด ขอเครื่องบินโจมตีขึ้นจากอุดรฯ

ทหารม้งยิงต่อสู้ได้ระยะสั้นๆ แล้วถอยกลับไป แกวใช้ RPG-7 ทำลายเสาอากาศได้ราวครึ่งหนึ่งของจำนวนที่มี

ผบ.ฐานลิมาไซต์ 85 ถูกสังหารพร้อมกับช่างเทคนิคสหรัฐอีก2 คน ที่เหลือไปซ่อนตัวอยู่บนขอบหน้าผา บนสถานีเรดาร์ มีพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นลานจอดเฮลิคอปเตอร์

หน่วยทหารสหรัฐที่ใกล้ที่สุดในเวลานั้น คือ Lima Site 20A ซึ่งเป็นฝ่ายสนับสนุนของอเมริกา ต้องขึ้นบินในความมืด บินเข้าไปให้ใกล้กับ LS 85 มากที่สุด เพื่อจะช่วยเหลือ…แต่ทำอะไรไม่ได้…

ราวตี 5 พอมีแสงรำไร ทูตซัลลิแวนในเวียงจันทน์อนุมัติให้ถอนตัวออกจากลิมาไซต์ 85 ติดต่อมาที่อุดรฯ เพื่อขอเครื่องบินอพยพเจ้าหน้าที่

ฮ. จากอุดรฯ เสี่ยงตายบินไปลงจอดที่ลานบินบนภูผาที โดยมีเครื่อง A-1 Skyraiders คุ้มกัน เจ้าหน้าที่ซีไอเอ 2 นาย ผู้ควบคุมอากาศยานหน้า 1 คน และช่างเทคนิค 5 คน ที่ซ่อนตัวตั้งแต่เมื่อคืน รวม 8 คน ออกจากขุมนรก

ทหารม้ง ทหารไทยที่เรียกว่า Z 16 ที่ตีนเขา ยังคงยิงปะทะประปราย

ราวเที่ยงวัน Lima Site 85 ถูกทหารเวียดนามเหนือยึดโดยสมบูรณ์ ทหารเวียดนามหน่วยนี้ คือ กองพันกองกำลังพิเศษ PAVN 41

เมื่ออพยพเจ้าหน้าที่ออกหมด…ซีไอเอตัดสินใจยิงถล่มสถานีเรดาร์ของตัวเอง เพื่อมิให้เวียดนามนำเรดาร์ไปศึกษา ลอกเลียนแบบเทคโนโลยี

12-18 มีนาคม นกเหล็กของสหรัฐบินไปถล่มโจมตีรวม 95 เที่ยวทำลายเรดาร์ และอาคารสถานที่ราบเรียบ

ฝ่ายเวียดนามเหนือออกข่าวรายงานว่า มีทหารไทยและทหารม้งเสียชีวิตในการรบคืนนั้น 42 นาย

หลังจากสูญเสียสถานี เรดาร์-ตาทิพย์ เกิดการสอบสวนว่า เหตุใดทหารเวียดนามจึงเข้าไปถึงที่ตั้งเรดาร์ได้ ในขณะที่มีทหารม้งเฝ้าอยู่ที่ตีนเขาอย่างหนาแน่น และอีกด้านหนึ่ง คือ หน้าผาสูงชันราว 200 เมตร (ดูภาพ)

ซีไอเอทำรายงานชี้แจงเป็นทางการ…ความตอนหนึ่งว่า…

……“สถานีเรดาร์ที่ภูผาทีแตก ถูกทำลาย มิได้เป็นผลมาจากความล้มเหลวของข่าวกรอง หากแต่เป็นความล้มเหลวในการสั่งการและการควบคุม เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของสหรัฐและพันธมิตรม้งไม่ได้รับอนุญาตให้จัดระเบียบการป้องกันของตนเองอย่างอิสระเพื่อยึดพื้นที่เรดาร์

การรบที่ลิมาไซต์ 85 ส่งผลให้การรบภาคพื้นดินสูญเสียบุคลากรของกองทัพอากาศสหรัฐครั้งใหญ่รวม เสียชีวิตและสูญหาย 12 นาย นอกจากนั้นนักบินอีก 1 นาย ถูกยิงเสียชีวิตระหว่างการอพยพ…..”

ต้นเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2511 นายพลวังเปาสั่งทหารม้งให้ยึดภูผาทีกลับคืนมา แต่ก็ล้มเหลว…

มีข้อมูลอีกด้านหนึ่งระบุว่า ร้อยเอก เกีย ตู้ นายทหารม้งที่นายพลวังเปา ไว้ใจให้ทำภารกิจคุมกำลังทหารม้งที่ตีนเขาเรดาร์ ทรยศหักหลัง เปิดทางสะดวกให้ทหารเวียดนามเหนือขึ้นไปเข้าตีสถานีเรดาร์ได้ เพราะการขึ้นจากหน้าผา…เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้…

2-3 วันต่อมา มีข่าวว่า ร้อยเอก เกีย ตู้ เสียชีวิต ซึ่งก็ไม่มีการยืนยันว่าด้วยเหตุใด บ้างก็ระบุว่า ถูกประหารชีวิต เพราะบกพร่องต่อหน้าที่….

อนุสรณ์สถานนักบินสหรัฐที่เสียชีวิตและสูญหายที่ Lima Site 85 และนักบิน Combat SkySpot คนอื่นๆ ตั้งอยู่ร่วมกันที่ฐานทัพอากาศ แอนเดอร์เซน บนเกาะกวม (Andersen Air Force Base, Guam) ของสหรัฐ

กลางปี พ.ศ.2518 ลาวแตก กองทัพเวียดนามเหนือ ลาวคอมมิวนิสต์ ได้รับชัยชนะในที่สุด…..

เมื่อวันที่ 31 ม.ค.2561 สื่อของลาวรายงานว่าแผนกท่องเที่ยวแขวงหัวพัน เปิด “ภูผาที” อดีตสมรภูมิเลือดทางภาคเหนือของลาว ตั้งอยู่ในเขตเมืองซำเหนือ แขวงหัวพัน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ โดยก่อสร้างบันไดทางเดินขึ้นสู่ยอดผาอันสูงชันเรียบร้อยแล้ว

ผู้เขียนขออนุญาตแนะนำให้อ่านหนังสือ คนไทยในกองทัพลาว ของ พลตรี สัมพันธ์ แจ้งเจนเวทย์ และหนังสือ สงครามลับในลาว โดย พลเอก สายหยุด เกิดผล ผู้รู้แจ้ง เห็นจริง สงครามในลาวครับ….

พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ร้องไห้ โพสต์ระบาย ก็เท่านั้น ฟังชัดๆ จากปากโตโน่ ต้อง ‘ลงมือทำ’
บทความถัดไปแชร์ว่อน! ภาพมื้อเย็น กองร้อย คลุกข้าวจากกะละมังให้กิน ชาวเน็ตแห่ตั้งคำถาม