หน้าแรก บทความ บทนำ : วิกฤตซ...

บทนำ : วิกฤตซ้อน

28.10.20 | 12:01 น.
บทนำ : วิกฤตซ้อน ระหว่างการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อรับฟัง

บทนำ : วิกฤตซ้อน

ระหว่างการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อรับฟังความเห็นของ ส.ส.และ ส.ว.ในปัญหาวิกฤตการเมือง เมื่อวันที่ 26 ต.ค. ประเด็นที่กล่าวถึงกันมากก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีการเตะถ่วง สร้างขั้นตอน อาทิ การตั้งกรรมาธิการมาทำให้ล่าช้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า รัฐบาลได้หารือเมื่อวันที่ 6 ต.ค. โดยเชิญหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคมาหารือ สรุปว่าในเดือน พ.ย. จะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ น่าจะเสร็จวาระ 1-3 ในเดือน ธ.ค.แต่ยังประกาศใช้ไม่ได้ต้องรอการทำประชามติก่อน โดยสัปดาห์หน้ารัฐบาลจะเสนอ พ.ร.บ.ประชามติ เข้าสภาฯถ้า พ.ร.บ.ประชามติเสร็จ ก็ต้องไปทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ส่วนในเรื่องลาออกจากนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงต่อรัฐสภาอีกตอนว่า กรณีนายกฯลาออกจากตำแหน่งจะเกิดอะไรบ้าง ได้ปรึกษากับฝ่ายกฎหมายแล้ว ถ้านายกฯลาออก ครม.ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และเลือกนายกฯใหม่จากที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งต้องใช้ทั้งเสียง ส.ส.และ ส.ว.ด้วย ต้องมีมติเสียงกึ่งหนึ่ง ดังนั้น ต้องมี ส.ว.มาร่วมเลือกนายกฯด้วย ส่วนกรณีการยุบสภาพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะเหมือนกัน สมาชิกภาพของ ส.ส.ก็ต้องสิ้นสุดลงเช่นกัน ตนจึงไม่แน่ใจว่าท่านต้องการหรือไม่ต้องการอะไรตรงนี้

จากคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรีพอประเมินได้ว่า เส้นทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังต้องใช้เวลาอีกพอสมควร และมีความไม่แน่นอนอีกหลายเรื่อง อาทิ ท่าทีของ ส.ว.จะสนับสนุนการแก้ไขหรือไม่ การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติ จะสะดวกราบรื่นหรือไม่ ในการประชุมรัฐสภาวันเดียวกันนั้นเห็นได้ชัดเจนว่า ส.ว.หลายคนแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ และวิพากษ์วิจารณ์การชุมนุมที่มีข้อเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม โจทย์ที่รัฐบาลควรจะต้องเร่งคลี่คลายก็คือ การชุมนุมของนักศึกษา ประชาชน ที่เรียกร้องให้นายกฯลาออก และเร่งรัดให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีประชาชนให้ความสนับสนุนและเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ มีลักษณะที่ลุกลามไปทั่วประเทศ ซึ่งน่าห่วงว่า หากรัฐบาลยังซื้อเวลาจะกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตซึ่งสุดท้ายปัญหาต่างๆ ของประชาชนจะไม่ได้รับการแก้ไข