ตลอด 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา “การเมืองบนท้องถนน” ที่หลายคนหวั่นวิตกว่าจะลุกลามกลายเป็นความรุนแรง ค่อยๆ คลี่คลายตนเองเข้าสู่ “ช่วงยืนระยะ”
หากมองเผินๆ ก็คือ ไม่มี “การเคลื่อนไหวใหญ่” ที่ระดมคนมาอย่างคับคั่งเนืองแน่นท้องถนน
หรืออาจมองอีกมุมได้ว่า ต่างฝ่ายต่างเคยชินกับการรวมตัวของอีกฝ่ายเสียแล้ว กระทั่ง “การชุมนุมใหญ่” ไม่ใช่ “เรื่องใหญ่” ที่น่ากลัวอีกต่อไป
ขณะเดียวกัน ผู้ชุมนุมก็คล้ายจะรับรู้ว่าควรทำกิจกรรมแบบไหน ที่จะไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งตึงเครียด ส่วนฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐก็เริ่มรู้ว่าควรรับมือการชุมนุมอย่างไรมิให้เกิดการปะทะขยายวง
สาระสำคัญของมวลชนทุกฝ่ายทุกกลุ่มที่ออกมาชุมนุมรวมตัวบนท้องถนนช่วงนี้ จึงเป็นการมุ่งยืนหยัดความเชื่อ ความใฝ่ฝัน และจุดยืนของพวกตน เพื่อสื่อสารอย่างแม่นยำและทรงพลังไปสู่กลุ่มเป้าหมาย
มิใช่การมุ่งปะทะ ปั่นป่วน หรือก่อพฤติกรรมก้าวร้าว กับฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นแนวทางของผู้เคลื่อนไหวฮาร์ดคอร์กลุ่มเล็กๆ
ข้อดีของสถานการณ์การต่อสู้เช่นนี้ คือ ยังไม่มีแนวโน้มที่จะเกิดเหตุการณ์สูญเสียใหญ่
แต่คำถามสำคัญที่ขวางทางอยู่เบื้องหน้า ก็คือ ความเชื่อ ความใฝ่ฝัน และจุดยืน ที่ไม่ตรงกันของประชาชนนั้น จะถูกนำมาสังเคราะห์-ปรับประสานต่อรองให้กลายเป็น “ความเห็นร่วม” หรือ “ฉันทามติ” ของสังคมได้อย่างไร?
ท่ามกลางภาวะอึมครึมคลุมเครือมองไม่เห็นทางออก พึงตั้งคำถามว่ารัฐสภา อันเป็นสถาบันทางการเมืองที่ประกอบด้วยผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งและนักการเมืองแต่งตั้ง นั้นยังเป็นความหวังของฝ่ายต่างๆ ในสังคมไทยอยู่หรือไม่?
เพราะต้องยอมรับความเป็นจริงที่ว่าเมื่อการเมืองบนถนนทวีความเข้มข้น จนแปรสภาพเป็นแหล่งกำหนดความคิดเห็นทางสังคม การเมืองในสภาก็ย่อมจะต้องถูกลดทอนบทบาทและความน่าเชื่อถือลงไปไม่มากก็น้อย
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 17-18 พฤศจิกายนนี้ โอกาสทางการเมืองครั้งสำคัญ คือ การประชุมพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จะถูกโยนเข้าสู่มือของสถาบันนิติบัญญัติอีกหนหนึ่ง
เพื่อจะนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่ารัฐสภาจะแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ 2560? ถ้าแก้จะแก้ไขแบบไหน? อ้างอิงโมเดลของใคร? (ตั้งแต่ของพรรคการเมืองสองฝ่าย ไปจนถึงข้อเสนอฉบับประชาชนของไอลอว์)
หลังมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาญัตติร่างรัฐธรรมนูญฯ ซึ่งถูกประเมินว่าเป็นการ “เตะถ่วง-ยื้อเวลา” มานานหนึ่งเดือน
ในกระบวนการตัดสินใจครั้งนี้ สมาชิกรัฐสภาจะได้โอกาสยืนยันความเชื่อ ความใฝ่ฝัน และจุดยืนทางการเมืองขององค์กร/สถาบัน เช่นเดียวกับประชาชนกลุ่มอื่นๆ
ทั้งนี้ การเปิดทางไปสู่กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเป็นทั้งการเปิด “พื้นที่กลาง” เพื่อรับฟังเสียงทางการเมืองของผู้คนกลุ่มต่างๆ ซึ่งก้องดังอยู่ในพื้นที่/ชุมชนเฉพาะของพวกตน
เป็นการเปิดให้เห็นความเป็นไปได้ของการปฏิรูปการเมือง หลังจากนำข้อเสนอของทุกฝ่ายมารวบรวม-สังเคราะห์
และอาจเป็นการเปิดประตูไปสู่การสร้าง “ฉันทามติใหม่” ที่ได้รับการยอมรับโดยสมาชิกทุกฝ่ายในสังคม
แต่หากกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกทำแท้ง ไม่ว่าจะด้วยกลวิธีใดๆ นี่ก็จะเป็นการปิดฉากหรือยุติบทบาทของรัฐสภา (รวมถึงรัฐบาลและสถาบันทางการเมืองอีกจำนวนหนึ่ง) ลงอย่างสิ้นเชิง ในวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองที่เรื้อรังรอบนี้

