หน้าแรก บทความ ‘รบกันพลาง แล...

‘รบกันพลาง แลกธรรมกันพลาง’ บนเส้นทางอันหลากหลายแห่งการสมานฉันท์สู่อรุโณทัยประเทศไทย

21.11.20 | 12:00 น.
‘รบกันพลาง แลกธรรมกันพลาง’ บนเส้นทางอันหลากหลายแห่งการสมานฉันท์สู่อรุโณทัยประเทศไทย

‘รบกันพลาง แลกธรรมกันพลาง’
บนเส้นทางอันหลากหลายแห่งการสมานฉันท์สู่อรุโณทัยประเทศไทย

1.เหนือความขัดแย้งมีจุดร่วมของทุกฝ่าย
ท่ามกลางความขัดแย้งแบ่งฝ่ายแยกขั้วในสังคมไทยในขณะนี้ จนมีการเรียกร้องความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ ฝ่ายต่างๆ ไม่ได้มีแต่ความแตกต่าง แต่มีจุดร่วมด้วย จุดที่เหมือนกันทุกฝ่ายคือต้องการเห็นประเทศไทยที่เจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง หรือประเทศไทยที่ถูกต้องดีงาม หรืออนาคตที่ดีของเราร่วมกัน เพราะฉะนั้นในการต่อสู้ระหว่างฝ่ายต่างๆ ต้องไม่ลืมจุดร่วมของทุกฝ่าย คือต้องการสร้างประเทศไทยที่น่าอยู่ที่สุด มีความถูกต้องดีงาม มีศานติสุข นั่นคือความต้องการของเราร่วมกัน แม้จะมีความเห็นว่าเส้นทางที่จะเดินไปสู่จุดนั้นจะหลากหลายแตกต่างกัน

2.พหุบทหรือเส้นทางอันหลากหลาย
ระบบที่ดีต้องมีหลายเส้นทาง (multiple pathways) เพราะถ้ามีเส้นทางเดียว แล้วเส้นทางนั้นอุดตัน จะเกิดความเสียหายใหญ่โต เช่น ระบบร่างกายของเราซึ่งเป็นระบบที่ดีที่สุด ระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น หัวใจ ตับ ปอด สมอง จะไม่มีวันใช้เส้นทางเดียว จะใช้หลายเส้นทางเสมอ เพราะถ้าเส้นทางหนึ่งอุดตันมันจะอยู่รอดได้
ระบบต่างๆ ของประเทศก็ควรจะใช้พหุบทหรือเส้นทางอันหลากหลาย เพราะฉะนั้นอย่าไปรังเกียจเส้นทางที่ต่างกัน หรือตีกันเพราะเห็นต่าง จะเหมือนตาบอดคลำช้างที่รู้เป็นส่วนๆ แล้วทะเลาะกันใหญ่ ถ้าตาไม่บอดแล้วเห็นช้างทั้งตัวก็ไม่มีอะไรจะทะเลาะกัน เพราะส่วนต่างล้วนเป็นของช้างตัวเดียวกัน

3.เมื่อสิ่งเก่าที่ต่างกันเข้ามาเชื่อมโยงกัน
สิ่งใหม่อันมหัศจรรย์จะผุดบังเกิดขึ้น
เดิมบนโลกนี้ไม่มีน้ำ มีไฮโดรเจน(H) เกิดขึ้นก่อน และต่อมามีออกซิเจน(O) ทั้งสองเป็นแก๊ส ถ้าไฮโดรเจนรวมกับไฮโดรเจน หรือออกซิเจนกับออกซิเจน จะไม่เกิดของใหม่ขึ้น แต่เมื่อไฮโดรเจนรวมกับออกซิเจนเป็น H2O เกิดของใหม่ขึ้นคือ น้ำ ซึ่งมีคุณสมบัติไม่เหมือนทั้งไฮโดรเจนและทั้งออกซิเจน หรือครึ่งๆ กลางๆ ระหว่างทั้งสอง แต่เป็นของใหม่โดยสิ้นเชิง และของใหม่นี้คือ น้ำ มีคุณสมบัติอันมหัศจรรย์ยิ่ง มีประโยชน์มากมายหลายอย่าง
ฉะนั้น ถ้าเข้าใจธรรมชาติความจริงนี้ จะไม่รังเกียจความแตกต่างหลากหลาย ตรงข้ามควรยินดีต้อนรับ เมื่อความแตกต่างหลากหลายมีมากและความเข้มข้นถึงขนาด จะควบรวมกันเกิดของใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ชีวิตอุบัติขึ้นบนโลกจากสิ่งไม่มีชีวิตเพราะเหตุนี้ และชีวิตโดยเฉพาะชีวิตมนุษย์ก็มีความมหัศจรรย์เหลือหลายเหนือสสารที่เป็นองค์ประกอบ
ฉะนั้น อย่ารังเกียจกระบวนการการสร้างความปรองดองสมานฉันท์เลย เพราะมันคือกระบวนการที่ช่วยให้มนุษย์สามารถทำตามความจริงของธรรมชาติ คือการควบรวมสิ่งที่ต่างกันเพื่อการผุดบังเกิดขึ้นของสิ่งใหม่ที่ดี

4.ความเชี่ยวชาญในเทคนิควิธีสมานฉันท์
คลี่คลายความขัดแย้งที่ยากๆ ของโลกได้
การที่ท่านประธานรัฐสภา ชวน หลีกภัย ทาบทามอดีตนายกรัฐมนตรีมาร่วมในกระบวนการสมานฉันท์เป็นเรื่องที่ดี เพราะอดีตนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง มีปัญญาบารมีในระดับสูง
แต่บารมีอย่างเดียวไม่พอ ต้องการความเชี่ยวชาญในเทคนิควิธีคลี่คลายความขัดแย้ง ในโลกมีตัวอย่างความขัดแย้งที่ยากสุดสุด ที่จะคลี่คลายได้ แต่ก็สามารถคลี่คลายได้ โลกได้สะสมเทคนิควิธีคลี่คลายความขัดแย้งที่ยากสุดสุด เหล่านี้ ไว้มากพอสมควร และมีคนไทยที่มีความเชี่ยวชาญในเทคนิควิธีเช่นนี้ สถาบันพระปกเกล้าอยู่ในฐานะที่จะรู้จักผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ ซึ่งควรเชิญมาเป็นคณะกรรมการสมานฉันท์ที่กำลังพินิจ
คณะกรรมการสมานฉันท์ควรจะประกอบด้วยผู้มีบารมี และผู้เชี่ยวชาญในเทคนิควิธีคลี่คลายความขัดแย้ง ไม่ใช่ประกอบด้วยคู่กรณี เพราะจะไม่ไปถึงไหน ผู้เชี่ยวชาญอาจมีวิธีการจะนำคู่กรณีเข้าสู่กระบวนการที่จะคลายความขัดแย้งได้
คู่กรณีไม่ใช่กรรมการ แต่ได้รับเชิญเข้าสู่กระบวนการ
ถึงแม้จะไม่อยากเข้าร่วมเมื่อเริ่มต้น ก็อย่าไปตกใจ เพราะผู้เชี่ยวชาญเขามีวิธีการให้คู่กรณีเกิดฉันทะที่จะเข้าร่วมในกระบวนการ

Advertisement

5.“การยึดอำนาจไม่ยาก
แต่หลังยึดอำนาจยากฉิบหาย”
-อดีต ผบ.ทบ.
อดีตผบ.ทบ. เพื่อนผมคนหนึ่ง กล่าวคำพูดข้างบนนี้และแถมว่า “อั๊วไม่ทำเด็ดขาด”
ที่ว่า “ยากฉิบหาย” ผู้ยึดอำนาจหลายท่านคง “สันทิฏฐิโก” หรือรู้ได้ด้วยตนเอง
ที่ว่า “ยากฉิบหาย” เพราะการต่อสู้แย่งชิงอำนาจ หรือการโค่นล้มกับการบริหารประเทศให้ได้ผล เป็นกระบวนการที่ต่างกัน จิ๋นซีฮ่องเต้รบเก่ง รวมประเทศจีนได้ แต่อยู่ได้ 15 ปี ก็เจ๊ง เหมาเจ๋อตุงรบเก่ง แต่ไม่ชำนาญบริหารประเทศ ดีว่าได้โจวเอินไหลช่วยไว้ 14 ตุลาคม 2516 ขบวนการนักศึกษาโค่นล้มรัฐบาลจอมพลถนอม แต่จัดการปกครองไม่ได้ อีก 3 ปีต่อมา ถูกล้อมฆ่าอย่างทารุณ สิ่งที่เรียกว่าอาหรับสปริงที่ประชาชนลุกฮือคนล้มรัฐบาลในประเทศอาหรับหลายประเทศ แต่ประเทศเหล่านี้ยังจัดการปกครองแบบประชาธิปไตยให้ลงตัวไม่ได้ ประเทศแอฟริกาใต้มีการต่อสู้กับการที่คนขาวมาปกครองประเทศแบบแยกสีผิวที่เรียกว่า Apartheid อย่างยาวนานจนในที่สุดประสบความสำเร็จ เนลสัน แมนเดลลา เป็นรัฐบุรุษที่มีชื่อเสียงก้องโลกในฐานะที่นำการต่อสู้แบบอหิงสา แม้เมื่อการเมืองลงตัวแล้วประเทศแอฟริกาใต้ก็ยังบินไม่ขึ้น เพราะขาดสมรรถนะในการพัฒนา ต่างจากเยอรมันและญี่ปุ่น ที่ภายหลังแพ้สงครามหรือการเมืองลงตัวแล้ว เจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว
ฉะนั้น จะคิดแต่การต่อสู้ทางการเมืองอย่างเดียวไม่ได้ ที่ไม่ว่าฝ่ายใดชนะ หรือไม่มีฝ่ายใดชนะ ก็ยังพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองไม่ได้ ต้องพัฒนาสมรรถนะของประเทศในการบริหารประเทศให้เจริญรุ่งเรืองพร้อมๆ กันไปด้วย ในเรื่องนี้ต้องทำหลายอย่างพร้อมๆ กันไป

6.การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำเรื่องทิศทางอนาคตประเทศไทยหลังโควิด
การระบาดของโควิด-19 ก่อให้เกิดความสั่นสะเทือนโลกทั้งใบในทุกมิติ มนุษยชาติต้องคิดใหม่ว่าโลกหลังโควิด จะพัฒนาในทิศทางใด คนไทยทุกภาคส่วนควรรวมตัวร่วมคิดร่วมทำเป็นกลุ่มๆ และเป็นเครือข่ายถึง “ทิศทางอนาคตประเทศไทยหลังโควิด”
ควรมีเวทีระดมความคิดในเรื่องนี้กันให้มากจนเกิดปัญญาร่วม “สมัชชาประชาธิปไตย” หรือ “สมัชชาแห่งชาติ” ที่ประสานโดยสถาบันพระปกเกล้าและสภาพัฒน์ ร่วมกับองค์กรอื่นๆ น่าจะเป็นเครื่องมือที่ดี ที่ทุกภาคส่วนของสังคมใช้เป็นเวทีรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในการพัฒนาบ้านเมือง
พลังพลเมืองที่ตื่นรู้และกัมมันตะ เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี
สื่อสารถ้าทำได้ดีและทั่วถึง เป็นปัจจัยเพิ่มสมรรถนะของประเทศในทุกด้าน
ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง คือฐานของประเทศเข้มแข็ง อันจะรองรับประเทศทั้งหมดให้มั่นคง
ระบบการศึกษา ถ้าเปลี่ยนการเรียนรู้จะ “ท่อง” เป็น “ทำ” จะเป็นพลังมหาศาลในการพัฒนา
ต่างๆ เหล่านี้ อาจเริ่มต้นที่ สร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำ

7.อรุโณทัยประเทศไทย
ถ้าทุกฝ่ายระมัดระวังไม่ให้เกิดความรุนแรง ประชาธิปไตยจะเดินหน้าโดยเกิดความหลากหลายในสังคม เมื่อความหลากหลายมีมากและเข้มข้นถึงขนาด จะเกิดการก่อตัวเอง (Self-organized) ขึ้น เป็นสิ่งใหม่ที่มีคุณสมบัติอันมหัศจรรย์ แบบเดียวกับการเกิดน้ำหรือเกิดสิ่งมีชีวิตบนโลก
ฉะนั้นอย่าไปรังเกียจความหลากหลาย ควรเข้าใจ อดทน และเรียนรู้ จะขัดแย้งหรือต่อสู้กันบ้างก็ไม่เป็นไร ขอแต่ให้เราฉลาดขึ้น ท่านอาจารย์พุทธทาส สอนให้เราเรียนรู้จากทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ความเจ็บไข้ได้ป่วยก็ทำให้เราฉลาดขึ้นได้
“รบกันพลาง แลกธรรมกันพลาง” มันเป็นคำพูดของนักปราชญ์โบราณที่เห็นว่า แม้แต่การสู้รบ แต่ละฝ่ายต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกัน ที่เรียกว่า “ธรรม” นั้น ในความหมายหนึ่งคือความเป็นเหตุเป็นผล
คู่ขัดแย้งไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นเพื่อนคนไทยที่มีความเห็นต่าง แต่มีจุดมุ่งเดียวกัน คืออนาคตที่ดีของประเทศไทยร่วมกัน ต้องถือว่าการต่อสู้เป็นการพัฒนาปัญญา ฉะนั้นจึงควรมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หรือ “แลกธรรม” กันไปพลาง
ถ้าเข้าใจว่าความขัดแย้งในสังคมไทยขณะนี้ เป็นอย่างนี้ได้ เพราะสังคมไทยมีความก้าวหน้าในสันติธรรม ถ้ามีขันติธรรม “แลกธรรม” กันไปพลาง อรุโณทัยประเทศไทยรอเราอยู่ข้างหน้าแล้ว

ประเวศ วะสี