ภาพเก่าเล่าตำนาน : ย้อนอดีต…วิทยุเสียงจากปักกิ่ง โดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

เมื่อราว 100 กว่าปีที่แล้ว พลเรือโท อัลเฟรด มาฮาน (Alfred Thayer Mahan) ยืนยันว่า “ผู้ใดครองทะเล ผู้นั้นครองโลก”

ย้อนอดีตถอยไปไกลโพ้น.. มหาอำนาจบิ๊กเบิ้ม…เปอร์เซีย (อิหร่าน) สเปน ฮอลันดา โปรตุเกส เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน สร้างกองเรือเดินสมุทร..แล่นใบไปสุดขอบฟ้า เสี่ยงตาย ตามล่าหาดินแดน หาสมบัติ ทำมาค้าขาย หิวกระหายน้ำ “เรือปืน” ไปยึดเมืองท่าชายทะเลเป็นของตน…

เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน…

ปัจจุบัน…คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า “ใครครองสื่อ คนนั้นครองโลก”

“เจ้าของ-นายทุน” ของสื่อกระแสหลักที่มีอิทธิพลต่อชาวโลก…วิทยุ ทีวี วิทยุ สิ่งพิมพ์ ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตแล้วสาดออกไปทั่วโลกแทบจะเป็น Real Time…พวกเขาเป็นใคร ?

“นายทุนตัวจริง” ส่วนใหญ่…เป็นคนเชื้อสายยิวครับ

สื่อหลักในปัจจุบัน เน้นสร้างการรับรู้ ใน 3 ประเด็นหลัก การเมือง บันเทิงและเศรษฐกิจ

ฝรั่งในยุโรป คิดประดิษฐ์แท่นพิมพ์ หนังสือพิมพ์ ประกาศ เอกสารแจ้งข่าวก่อนชนชาติอื่นๆ เพื่อการสื่อสารระหว่างกลุ่มคน…

ราว 200 กว่าปีที่แล้ว …ยังไม่มีวิทยุ โทรทัศน์…

พ.ศ.2378 (ตรงกับช่วงรัชสมัยในหลวง ร.3) ชาวอเมริกันชื่อ แซมมวล มอร์ส (Samuel F.B. Morse) คิดประดิษฐ์โทรเลขไฟฟ้า ส่งในลักษณะสัญญาณ (Code) สั้นๆ ยาวๆ (dots and dashes) ซึ่งในสมัยต่อมาเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อของรหัสมอร์ส (Morse Code)

นักวิทยาศาสตร์ในอเมริกา ในยุโรป แข่งขัน เร่งรีบพัฒนาต่อยอด เกิดนวัตกรรมทางการติดต่อสื่อสารหลายชนิด

พ.ศ.2438 กูกลิเอลโม มาร์โคนี่ (Guglielmo Marconi) นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาเลียน ศึกษาถึงผลการทดลองต่อจากการทดลองของ เฮิรตซ์ (Hertz) ประดิษฐ์เป็น “คลื่นวิทยุ” สำเร็จ…

พ.ศ.2442 เครื่องมืออันทรงพลังนี้ ถูกนำไปอวดให้ชาวโลกประจักษ์ โดยส่งคลื่นวิทยุข้ามช่องแคบอังกฤษไปถึงฝรั่งเศส (มากกว่า 35 กม.)

พ.ศ.2444 ชาวโลกต้องตกตะลึงอีกครั้ง เมื่อเครื่องมือชิ้นนี้ สามารถส่งข่าวสารไกลข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้ (มากกว่า 3,000 กม.)

มาร์โคนี …คือ “บิดาของวงการวิทยุของโลก”

กิจการวิทยุอุบัติขึ้น… เริ่มตั้งสถานีส่งคลื่นวิทยุ สร้าง “เครื่องส่ง-เครื่องรับ” … วิทยุสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมโลกมาตลอด

ความรู้ด้านเทคโนโลยีในยุโรป อเมริกา ก้าวล้ำนำชาวโลกเสมอ

วิทยุ มีพลานุภาพมากว่าสื่อชนิดใด

ช่วงแรก…คลื่นวิทยุ ทะลุทะลวงไปในอากาศได้ไม่ไกลนัก ส่วนโค้งของโลก ภูเขาสูง สภาพอากาศ คือ ตัวแปรสำคัญในการรับ-ส่ง

เทคโนโลยีของวิทยุถูกพัฒนาต่อยอดแบบไม่มีใครยอมใคร

วิทยุ ถูกนำมาใช้ในทุกมิติ การเมือง การปกครอง ศาสนา บันเทิง เป็นเครื่องมือสื่อสาร ทำให้สังคมรับรู้ หันเหความคิด เป็นเครื่องมือหลักในการชี้นำ สร้างความชอบธรรม สร้างความนิยมชมชื่น ยกยอ ปอปั้น…

ในทางตรงข้าม…ข่าวสารข้อมูลจากวิทยุก็ ทำลาย ใครต่อใครได้

คลื่น AM นับว่าไปไกลมาก…ส่วน Short Wave ยิ่งทะลุไหลไปไกลได้สุดขอบฟ้า

อังกฤษ ตั้งสถานีวิทยุ BBC (British Broadcasting Corporation) …อเมริกาตั้ง VOA (Voice of America) … แทบทุกประเทศจัดตั้งระบบวิทยุกระจายเสียง เพื่อประโยชน์ของตน…

ผู้คนทั้งปวง มองหา กระหายใคร่ฟังข่าวสาร ฟังเพลง สารคดี เรื่องเล่า สาระ บันเทิง กีฬา ศึก สงคราม ฯลฯ

ประเด็นหลักที่ ภาพเก่า…เล่าตำนาน ขอนำมาพูดคุยตรงนี้ คือ “วิทยุเสียงปักกิ่ง” ในอดีต ที่ออกอากาศมาจากยูนนาน…ทางใต้ของจีน

วิทยุคลื่นนี้ ออกอากาศเป็นภาษาไทย ผู้รับฟังที่เป็นเป้าหมาย คือ คนไทย ในช่วงสงครามเย็น …

ตั้งแต่ พ.ศ.2492 จีนแผ่นดินใหญ่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ รัฐบาลไทยมีจุดยืนมั่นคงเสมอมา ขอปฏิเสธ ไม่รับแนวคิดของจีน (แดง)

ผู้นำจีนต้องการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ต่อประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านทางวิทยุกระจายเสียง

พรรคคอมมิวนิสต์จีน มิได้ตั้งเป้ามาที่เมืองไทยแห่งเดียวนะครับ…

สถานีวิทยุปักกิ่ง บ่มเพาะความรู้ด้านการเมืองการปกครอง วัฒนธรรม ภาษาท้องถิ่น สื่อสารให้คนจีนหลายเผ่าพันธุ์เข้าใจแนวทางของการทำงานของรัฐบาล และเพื่อให้คนที่อยู่ภายนอกประเทศ “เข้าใจจีน”

จีนวางตัวเป็น “พี่เบิ้ม” ส่งอาวุธ จัดการบ่มเพาะ ส่งออกแนวคิดมา ชักชวน หว่านล้อมแหวกอากาศมาเป็นภาษาไทย

สถานีวิทยุเสียงจากปักกิ่ง เป็น “หนามยอกอก” ของรัฐบาลไทย เป็นอำนาจกำลังรบที่ไม่มีตัวตน

สุภาพสตรีชาวไทยเชื้อสายจีนคนหนึ่ง เธอออกนอกประเทศไทยไปทำหน้าที่เป็นโฆษก

ทุกค่ำคืน….เธออ่านข่าว คุยข่าว ปรับทุกข์ ผูกมิตร มาทางอากาศ เพื่อสนับสนุน พคท. (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย)

รัฐบาลไทยประกาศกฎหมายป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 ระดมเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ สายลับ ออกสืบจับเอกสาร สิ่งพิมพ์ สายลับจริง ปลอม ย่องไปแอบฟังบ้านที่เปิดฟังวิทยุคลื่นนี้

กลุ่มชาวจีนในไทย…ถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ

ผู้เขียน…ในยามนั้น..ในฐานะที่บิดาเป็นนายทหารพลร่ม ที่บ้านมีวิทยุ 1 เครื่องยี่ห้อเทเลฟุงเก้น ใช้ไฟฟ้า ต้องตั้งเสาอากาศสูงเพื่อรับคลื่น

เมื่ออยู่ในค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ลพบุรี ได้รับคำสั่งเสมอ…ห้ามเปิดไปที่คลื่นนี้ …คลื่นที่ผู้หญิงอ่านข่าวจากเมืองจีน… (ซึ่งก็ไม่ง่ายที่จะหาคลื่นเจอ และคุณภาพเสียงก็ไม่ดีนัก)

คนไทยในต่างจังหวัด ในชนบทยุคกระโน้น ไม่มีไฟฟ้าใช้ … ต้องมีเงินพอสมควรเพื่อต้องซื้อถ่านไฟฉายใส่วิทยุ วิทยุบางยี่ห้อใช้ถ่านไฟฉายขนาดใหญ่ 8-12 ก้อน …นี่เป็นเรื่องหนักหนาสาหัส

คนไทยชนบท บางครั้งก็จะไปรวมตัวกัน ณ บ้านของผู้มีอันจะกิน บ้านผู้ใหญ่บ้าน เพื่อรอฟังประกาศ รอข่าวสำคัญทางวิทยุ….

เรื่องน่าตื่นเต้นที่สุด สนุกที่สุด คือ ถ่ายทอดเสียงการชกมวยของนักชกไทยกับนักชกต่างชาติ เรียกว่า มวยตู้

เป็นที่รู้กันว่า…กฎหมายไทย ห้ามหมุนคลื่นไปฟังเสียงผู้หญิงคนนี้ เธอคือ คอมมิวนิสต์ที่เป็นศัตรูของชาติ

ที่เขียนเล่ามานี่…มิได้หมายความว่า คนไทยทั้งผอง จ้องจะฟังวิทยุเสียงปักกิ่งทั้งประเทศนะครับ มีคลื่นวิทยุ มีนิยาย มีละครวิทยุ มีเพลง ลิเก ลำตัด มีข่าวกรมประชาสัมพันธ์ ให้ฟังมหาศาล…

วิทยุ คือ สิ่งของล้ำค่า ราคาแพง เป็นเรื่องของบุญวาสนา…

อยุธยาไม่เคยสิ้นคนดี…เครื่องรับวิทยุชั้นเยี่ยม แจ้งเกิดในประเทศไทย

จุดเริ่มต้นของวิทยุแบรนด์คนไทย คือ ร้าน “นภาวิทยุ” ของ คุณอุดม วิทยะสิรินันท์ ตั้งอยู่บริเวณสามแยก เอส.เอ.บี ก่อตั้งเมื่อปี 2489

ต่อมา…ย้ายไปอยู่ตรงข้างโรงหนังเฉลิมกรุง ในชื่อใหม่ว่า “ธานินทร์วิทยุ” พัฒนากิจการขึ้นไปเป็นผู้ประกอบวิทยุยี่ห้อ “ซิลเวอร์”

พ.ศ.2499 ขายดีจนต้องเปลี่ยนยี่ห้อเป็น “ธานินทร์” เพื่อหนีการลอกเลียนแบบ

วิทยุจากต่างประเทศที่ใช้กันอยู่ในเมืองไทย ล้วนเป็นวิทยุหลอด รูปร่างเทอะทะใหญ่โต ราคาแพง ยี่ห้อ บลาวฟุ้งท์ เทเลฟุงเก้น กรุนดิก หรือ ยี.อี. ล้วนแต่จะพบเห็นได้เฉพาะในเมืองกรุงเท่านั้น

ธานินทร์ อาศัยความได้เปรียบทางด้านราคาที่ถูกกว่า เพราะผลิตได้เองในประเทศ เริ่มผลิตวิทยุทรานซิสเตอร์

ปี 2505 ธานินทร์ ก้าวกระโดดครั้งใหญ่ เป็นสินค้า “เมดอินไทยแลนด์” ภายใต้สโลแกน “ทุกบาทคุ้มค้าด้วยธานินทร์”

วิทยุธานินทร์ รับคลื่น AM-FM ได้ชัดแจ๋ว เป็นวิทยุขายดีอันดับ 1

การรับฟังอย่างตั้งใจ หรือ บังเอิญฟัง เสียงจากปักกิ่ง เป็นเรื่องแสนง่าย

ประเทศไทยในยามนั้น…มืดมิดด้วยมรสุมรุมล้อม..สงครามในเมืองแย่งชิงอำนาจทางการเมือง สงครามในป่าเขา และสงครามจิตวิทยา

ทหาร ตำรวจ ถูก ผกค. ซุ่มโจมตี… ยกกำลังไปปราบ… ยิ่งตี ยิ่งโต …ชาวบ้านในชนบท ชาวไร่ ชาวนา ลำบากยากแค้น

ข้าราชการไทยทำงานแบบเช้า 1 ชาม เย็น 2 ชาม …บ่ายเบี่ยงการไปรับราชการนอกกรุงเทพฯ เศรษฐีไทยมองหาชีวิตใหม่ในต่างประเทศ…เกษตรกรทั้งหลายบอกกับตัวเองว่า “ไม่มีอนาคต”

การเข้าร่วมกับกองกำลังคอมมิวนิสต์ คือ ทางเลือกเดียวที่มี

ชาวบ้านที่อยู่ไกลปืนเที่ยง ไม่ได้รับการดูแลจากรัฐบาลและฝ่ายปกครองอย่างทั่วถึง แถมยังถูกกดดัน กลั่นแกล้งจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถูกยึดที่ดินทำกิน ถูกรีดไถกดขี่ข่มเหง

วิทยุเสียงจากปักกิ่ง คือ มิตรในยามยาก เข้าถึงประชาชนได้ทุกครัวเรือน ยิ่งห้าม ยิ่งอยากฟัง การเมืองในกรุงเทพฯ สั่งปราบปราม จับกุมบุคคลที่เชื่อได้ว่าเป็นคอมมิวนิสต์อย่างเอาเป็นเอาตาย…

คอมมิวนิสต์จีน มิได้ทำงานแบบ “สุกเอาเผากิน” มียุทธศาสตร์ มียุทธการ มียุทธวิธี ชัดเจน ทหารในสนามก็ต้องรบ มีหน่วยงานเก่งฉกาจเฉพาะในเรื่อง สงครามจิตวิทยา…

ปี พ.ศ.2521 เมื่อผู้เขียนสำเร็จการศึกษา จาก ร.ร.จปร. เป็นร้อยตรี… เก็บเงินซื้อวิทยุธานินทร์ได้ 1 เครื่อง เมื่อไปเป็นผู้บังคับหมวดปืนเล็กตามแผนป้องกันประเทศ บริเวณใกล้ เขาตาง๊อก อ.วัฒนานคร อยู่ในป่าดงรกทึบกับนายสิบ พลทหารราว 50 นาย

ยามค่ำมืด แม้มีฝน อากาศปิด… วิทยุธานินทร์ คือ สิ่งเดียวในโลกที่โคตรซื่อสัตย์…บอกให้รู้ว่าบนโลกนี้…ยังมีมนุษย์อยู่

ในป่าทึบ…มีภูเขาขนาบข้าง ใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าด หรี่ไฟให้มีแสงน้อยที่สุด…ทหารเข้าเวร-ยามแบบเผลอไม่ได้ทั้งวันทั้งคืน ตามองไปหน้าแนวที่เป็นเขตแดนกัมพูชา

คลื่นวิทยุที่ชัดที่สุด คือ วิทยุเสียงจากปักกิ่ง ที่ฟังจากวิทยุธานินทร์…

(ผู้เขียนตั้งใจฟังคลื่นจากปักกิ่ง…ต้องการเรียนรู้ว่า คอมมิวนิสต์จีน คือ ใคร ต้องการอะไร…โรงเรียนนายร้อยไม่เคยสอน…ยอมรับว่า วิทยุเป็นสื่อที่มีอิทธิพลทางความคิดอย่าเอกอุ)

โลกนี้ …มีกลางวัน…มีกลางคืน… มีมืด …มีสว่าง

นับเป็นโชคดี (อีกครั้ง) ของคนไทย ที่สุภาพบุรุษท่านนี้มาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ของประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.2518 …

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ และทีมงานด้านต่างประเทศมองทะลุเห็น “ต้นตอของปัญหา” การแพร่กระจายของคอมมิวนิสต์ในแผ่นดินไทย …

ท่านตัดสินใจจะไปคุยกับพี่จีนให้ได้ เพื่อดับไฟสงครามที่กำลังลุกโชน… รัฐบาลส่งทีมงานไปพูดคุย ปูทางล่วงหน้าที่กรุงปักกิ่ง…

คณะทำงานฯ ล่วงหน้า… เดินทางไปเจรจากับฝ่ายจีน

1 ก.ค. 2518 วันแห่งประวัติศาสตร์…เป็น “จุดเปลี่ยน”

โจว เอินไหล นายกรัฐมนตรีจีน และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีไทย จรดปากการ่วมลงนามสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน…

นี่ คือ ก้าวย่าง ทิศทางที่สำคัญที่สุดของอนาคตประเทศไทย…

ตลอดระยะเวลาราว 30 ปีที่ผ่านมา…รัฐบาลไทย สังคมไทย ตำราเรียน เจ้าหน้าที่ของรัฐ ทหาร ตำรวจ พลเรือน นักเรียน นักศึกษาถูกปลูกฝังให้เป็นหนึ่งเดียว คือ…ชิงชัง รังเกียจ คอมมิวนิสต์

เอกสาร สิ่งพิมพ์ การรับฟังวิทยุจากจีน คือ สิ่งต้องห้ามเด็ดขาด

บริบทของสังคมไทยในเวลานั้นกลัวเกรง เกลียดคอมมิวนิสต์…ถึงขนาดที่ว่า…ถ้าเด็กเล็กร้องไห้…พ่อ-แม่จะขู่ว่า..ถ้าไม่หยุดร้อง จะให้คอมมิวนิสต์มาจับตัวไปนะ…ซึ่งก็จะได้ผลชะงัด…

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ที่ได้พูดคุยกับพญามังกรจีน (ตัวพ่อ) ในวันนั้น…ท่านสร้างบรรยากาศ มีลีลาการสนทนาแบบปราชญ์ สร้างประโยชน์สุข ความเข้าใจ ความไว้เนื้อเชื่อใจร่วมกันระหว่างไทย-จีน เป็นมรดกล้ำค่า ทำให้สังคมไทยพ้นจากภาวะสงครามได้อย่างหวุดหวิด…

วันนั้น ณ กรุงปักกิ่ง… นายกรัฐมนตรีไทยและทีมงานอัจฉริยะ ได้เปิดใจ พูดคุยกับผู้นำจีน บางช่วงบางตอน …ทำเอาผู้นำจีน…หัวร่อ-งอหาย

รายละเอียดข้อตกลงในความเป็นมิตร …คือมรดกแห่ง “ความงดงาม-ล้ำค่า” ที่ผู้เขียนร้องขอให้ทางราชการต้องนำไปเป็นเนื้อหา การเรียนของเยาวชนคนไทย ลูกหลานไทยจะได้รับรู้…สำเหนียก…

ตั้งแต่บัดนั้น..ปัญหา พคท. ที่จับอาวุธขึ้นสู้กับฝ่ายรัฐบาลจากการสนับสนุนของจีน เริ่มคลี่คลาย …นี่คือ วันใหม่ๆ ที่สดใสสำหรับคนไทย…

หลังการพูดคุย สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตวันนั้น นายทหาร นักธุรกิจ ทยอยเดินทางไปปักกิ่ง เดินไปตามถนนที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์และทีมงานได้สร้างไว้ พูดจา เจรจากันไปเป็นขั้นเป็นตอน

ฉากแห่งประวัติศาสตร์หน้าสำคัญ…ก็มาถึง…

กรกฎาคม 2522 พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ส่งทีมเจรจาลับ คือ พล.ท.ผิน เกสร พันเอกชวลิต ยงใจยุทธ และพันเอกพัฒน์ อัคนิบุตร บินไปพบกับ เติ้งเสี่ยวผิง ผู้นำจีนที่ปักกิ่ง เจรจาให้พรรคคอมมิวนิสต์จีน (พคจ.) ยุติความช่วยเหลือ พคท.ไทย …ขอให้จีนยุติการออกอากาศสถานีวิทยุเสียงจากปักกิ่ง มีข้อตกลงแบบ “หมูไป-ไก่มา” ที่ถือว่า win-win

อ้าวเฮ้ย…พี่จีนใจถึง พึ่งได้…ตอบตกลง !

11 กรกฎาคม พ.ศ.2522 สถานีวิทยุที่เคยออกอากาศจากมณฑลยูนนาน ภาคภาษาไทย ก็ต้องเก็บฉาก ยุติการส่งเสียง…

มีข้อมูลแถมว่า…ในระหว่างงานเลี้ยงของผู้นำ ไทย-จีน ครั้งประวัติศาสตร์ในค่ำคืนวันนั้น…ปรากฏกายของสุภาพสตรีที่เป็นพิธีกรพูดภาษาไทยอย่างฉาดฉาน

คณะของนายกรัฐมนตรีไทยในงาน ต้องหันไปมองเธอเป็นตาเดียวกัน เพราะคุ้นกับน้ำเสียง สำเนียงของเธอ… ซึ่งเธอก็คือ คุณวันเพ็ญ…โฆษกของสถานีวิทยุเสียงจากปักกิ่งนั่นเอง…

ชาวชนบทไทย…อกหัก-พักบ้านนี้ ไม่มีวิทยุปักกิ่งให้ฟังอีกแล้ว

วิทยุเสียงปักกิ่ง เป็น กระบอกเสียงให้ใช้ยุทธวิธี “ป่าล้อมเมือง”

ลัทธิคอมมิวนิสต์ คือ เจ้าพ่อ เจ้าสำนัก แห่งการทำสงครามจิตวิทยา (Psychological Warfare) …กองทัพไทยรีบตั้งหลักสูตร “สงครามจิตวิทยา” ที่แปลตำรามาจากหน่วยรบพิเศษสหรัฐ

วิทยุปักกิ่ง คือ โซ่ทองคล้องใจ ส่งข้อมูล ข่าวสาร ให้กำลังใจ แก่บรรดาทหารป่า ผกค. ในป่าเขา ที่กำลังรบกับทหาร ตำรวจไทย

วิทยุธานินทร์ ของดี ราคาถูก รับได้ทุกคลื่น เสียงดังฟังชัด ดังทะลุบ้านไป 3 หลัง โดยเฉพาะคลื่น “เสียงจากปักกิ่ง”

ผู้เขียน…ต้องขอชื่นชม ย้อนไปในอดีต…ที่เราต้องรบกันวันนั้น…ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตน บางคนต้องใช้ปืน บางคนต้องใช้ปาก…

แม้เราจะเคยอยู่ฝ่ายตรงข้ามกัน…ต้องยอมรับว่า โฆษกหญิงคนนี้และทีมงานอีกหลายคน มีพลังในการสร้างมิตรไมตรี สร้างสหายในประเทศไทยขึ้นมาใหม่ได้ทุกวัน

ภาษาที่เรียบง่าย น้ำเสียงหวาน-ทรงพลัง ช่วงแรกออกอากาศวันละ 15 นาที… ตอนช่วงค่ำ หลังจากเกษตรกรกลับจากทำไร่ ทำนา

จำได้ว่า บางช่วงบางตอน…เธอกล่าวจิกมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา ที่เข้ามาสร้างอิทธิพลในภูมิภาค มาครอบงำรัฐบาลไทย

วันนั้น…เราคือ คู่สงคราม …วิทยุกระจายเสียงของรัฐบาลไทย สถานีวิทยุโทรทัศน์ของทหารก็ใช้วาจา “ให้ร้าย” กับปักกิ่งเช่นกัน

ยามค่ำคืนเดือนหงาย คนโบราณหวังดี…บอกลูกหลานว่า บนดวงจันทร์… มีกระต่ายนั่งอยู่… ขยันบอกทุกวัน…ลูกหลานก็จะคล้อยตามไปเองว่ามีกระต่าย…

คนโบราณบางคนจะเล่าแบบฉาดฉานว่า…“เหตุที่แผ่นดินไหว ก็เพราะไอ้ปลาอานนท์ที่มันอยู่ใต้โลก…มันเมื่อย..มันพลิกตัว…”

ซึ่งผู้เขียนเอง…ก็เชื่อมาเช่นนั้นมานานพอสมควร….

ผู้เขียนพยายามค้นหาข้อมูลคุณวันเพ็ญ ที่เคยเป็นโฆษกวิทยุปักกิ่ง ก็ไม่พบข้อมูลของท่านตรงไหนมากไปกว่านี้ โดยเฉพาะทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์

ประวัติศาสตร์ตรงนี้ ตอนนี้ เพื่อการเรียนรู้นะครับ…ใครสร้างคุณูปการอะไรไว้กับแผ่นดินเกิด ใครมีสติปัญญาในการนำพาประเทศชาติ…

ความสัมพันธ์ไทย-จีน แน่นปึ้ก ก่อนโควิด-19 ชาวจีนบินมาเที่ยวเมืองไทยราว 10 ล้านคน…สร้างรายได้มหึมาให้ไทย

ความรอบคอบ สุขุม มีสติปัญญาฉลาดล้ำของ นายกรัฐมนตรี คึกฤทธิ์ และทีมงาน คือ มรดกล้ำค่า ที่สังคมไทยต้องขอขอบคุณไปชั่วนิรันดร์

ใครครองสื่อ…คนนั้นครองโลก…

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon