บทนำ : อย่าเพิ่งวางใจ
วันที่ 28 พฤศจิกายน เฟซบุ๊กศูนย์ข้อมูล COVID-19 รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ในประเทศไทย โดยระบุว่ามีหญิงไทย อายุ 29 ปีเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน เดินทางเข้าไทยทางจังหวัดภาคเหนือ กระทั่งวันที่ 26 พฤศจิกายน ผลตรวจพบเชื้อ มีไข้ ถ่ายเหลว ตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน มีอาการปวดศีรษะและจมูกไม่ได้กลิ่น เข้ารักษาที่ รพ.นครพิงค์ นอกจากนี้ยังพบว่า หญิงไทยคนดังกล่าวเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ โดยใส่หน้ากากอนามัยไม่ตลอด
ต่อมาได้พบหญิงไทย อายุ 26 ปี และ 25 ปีเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน เดินทางเข้าประเทศไทยตามเส้นทางธรรมชาติบริเวณชายแดนภาคเหนือ โดยรายแรก เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน เริ่มมีอาการไข้ และไอ เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ตรวจพบเชื้อ รายที่สองเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน มีอาการไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล และผลตรวจพบเชื้อ ทั้งนี้ ผู้ป่วย 2 ราย เข้ารักษาที่ รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ สำหรับหญิงไทย 2 คนหลังนี้ระบุว่า หลังจากข้ามพรมแดนมาแล้ว ไม่ได้เดินทางไปไหน พักอยู่ในที่พัก และไปตรวจโรคที่โรงพยาบาลเท่านั้น
ขณะนี้ยังต้องรอผลการตรวจเชื้อของกลุ่มเสี่ยงที่อยู่ใกล้กับผู้ป่วยซึ่งมีจำนวนนับร้อยคน โดยหวังว่าทุกคนจะปลอดโรค ไม่ติดโรคโควิด-19 แต่หากพบว่าติดเชื้อก็เชื่อว่าศักยภาพของสาธารณสุขไทยจะสามารถควบคุมการระบาดได้ แต่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหนีไม่พ้นธุรกิจของจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงราย ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อมีกระแสข่าวว่าหญิงไทยที่กลับมาจากประเทศเมียนมาติดโรคโควิด-19 ทางการไทยทั้งฝ่ายปกครอง ฝ่ายทหาร ฝ่ายตำรวจ รวมถึงฝ่ายสาธารณสุขจึงตื่นตัว ค้นหาเส้นทาง ยานพาหนะ และกลุ่มเสี่ยงเพื่อตรวจเชื้อและรักษา ขณะเดียวกันได้วางแผนป้องกันมิให้มีการข้ามแดนโดยไม่ตรวจเชื้อ หรือกักตัว
สำหรับประชาชนทั่วไป ในขณะที่ผลการตรวจเชื้อยังไม่ปรากฏ การรักษามาตรฐานทางสาธารณสุขเพื่อป้องกันการระบาดจึงจำเป็นอย่างมาก การสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือด้วยสบู่ หรือเจล การเว้นระยะห่าง รวมไปถึงการลงทะเบียนเข้าและออกร้านค้า เพื่อเป็นข้อมูลหากปรากฏการติดเชื้อขึ้นมา จะได้ป้องกันการระบาดได้ทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะแม้ว่าสถานการณ์ในประเทศไทยจะบรรเทาเบาบางลง คือ ไม่มีการระบาดของโรค แต่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยยังมีการระบาดอยู่สถานการณ์จึงไม่น่าไว้วางใจ การรักษามาตรการทางสาธารณสุขยังจำเป็น โดยเฉพาะในพื้นที่บริเวณชายแดน

