การศึกษาขั้นปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยมานิโตบา (Manitoba) ประเทศแคนาดา ระหว่าง พ.ศ.2509-2510
จังหวัดมานิโตบา (Manitoba province) อยู่ตอนกลางค่อนมาทางตะวันตกของประเทศแคนาดามีพื้นที่เกือบเท่าประเทศไทย แต่มีประชากรไม่ถึง 2 ล้านคน ซึ่งรัฐบาลประเทศแคนาดา มอบหมายให้คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมานิโตบาเป็นหัวหน้าโครงการให้ความช่วยเหลือมหาวิทยาลัยขอนแก่นในระยะแรกเริ่มก่อตั้ง เริ่มก่อตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะเกษตรศาสตร์
ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว สาขาวิศวกรรมโยธา ชั้นปีที่ 3 และ 4 มีนักศึกษาชั้นละประมาณ 60-70 คน เวลาเรียนช่วงเช้าเรียนตั้งแต่ 08.00-12.00 น. ช่วงบ่าย 13.00-17.00 น. ถ้าจำไม่ผิดหน่วยกิตตลอดหลักสูตรประมาณ 160 และใช้เวลาเรียน 4 ปี
ช่วงเช้าจะเป็นการบรรยาย ช่วงบ่ายถ้าไม่มีเรียนปฏิบัติการก็จะเป็นชั่วโมงทำแบบฝึกหัด ในการเรียนนั้น อาจารย์ผู้สอนแต่ละท่านจะมีตำรา (Text) ประจำวิชา (แต่มีหลายครั้งที่เรื่องที่สอนไม่มีในตำรา) เวลาสอนมักจะมีติวเตอร์มานั่งฟังด้วย ภาคแรกเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน-ธันวาคม ภาคที่ 2 เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน เริ่มเรียนเวลา 08.00 น. โดยเฉพาะภาคการศึกษาที่ 2 ช่วงเช้าอากาศจะหนาวต่ำกว่า 0 ฟาเรนไฮต์ อาจารย์จะเข้าสอนตรงเวลา มีนักศึกษาเข้าสายประมาณ 2-3 คน นักศึกษาจะตั้งใจเรียน ไม่มีพูดคุยในชั้นเรียน เมื่อสอนเสร็จ อาจารย์จะแจ้งให้ทราบว่าครั้งต่อไปจะสอนเรื่องอะไร เนื้อหาที่นำมาสอนจะเป็นหลักสำคัญๆ ส่วนปลีกย่อย อาจารย์จะแนะนำให้นักศึกษาไปศึกษาเอง ฉะนั้นแต่ละรายวิชาจึงสอนได้เนื้อหามาก
ในชั่วโมงปฏิบัติการหรือทำแบบฝึกหัดภาคบ่ายจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ในการทำแบบฝึกหัด โจทย์ที่ติวเตอร์เตรียมมาครั้งละประมาณ 6-10 ข้อ สงสัยให้ถามติวเตอร์ห้ามถามกันเอง ในบางครั้งติวเตอร์ก็จะอธิบาย ทฤษฎีเพิ่มเติมเฉพาะที่เห็นว่าสำคัญ เมื่อทำการบ้านเสร็จแล้วนำส่งติวเตอร์ ซึ่งติวเตอร์จะนำไปตรวจและมีคะแนนให้ แล้วจะคืนให้นักศึกษาแต่ละคน บางวิชามีแบบฝึกหัดพร้อมเฉลยของปีก่อนๆ อยู่ในห้องสมุด เท่าที่เปิดดูในวิชาชลศาสตร์ (Hydraulics) ซึ่งอยู่ในชั้นปีที่ 3 มีมากกว่า 100 ข้อ ถึงแม้จะมีชั่วโมงทำแบบฝึกหัดแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีนักศึกษาเข้ามาถามติวเตอร์ซึ่งผู้เขียนนั่งทำงานอยู่ห้องเดียวกับติวเตอร์ถ้าไม่พบติวเตอร์ก็มักจะถาม ผู้เขียนแทน
สำหรับนักศึกษาแต่ละคนจะมีโต๊ะประจำตัวที่มหาวิทยาลัย สำหรับเก็บสิ่งของที่จำเป็นและนั่งทำงาน สำหรับห้องสมุดก็จะมี 2 ห้อง เป็นห้องตำรา และห้องวารสาร สำหรับห้องตำราจะมีนักศึกษาเข้ามาใช้มาก
มีนักศึกษาสาขาวิศวกรรมโยธา ท่านหนึ่งจากประเทศจาเมกา (แต่ผิวขาว) เล่าให้ผู้เขียนฟังว่าเขาเคยปฏิบัติงานสำรวจภูมิประเทศที่ประเทศจาเมกามาก่อน ฉะนั้นเมื่อเรียนวิชาวิศวกรรมสำรวจพร้อมทั้งฝึกงาน สำรวจภาคสนามคงไม่มีปัญหา แต่พอถึงเวลาเรียนจริงก็เกิดปัญหาเพราะปริมาณงานที่อาจารย์ให้ทำมีมาก แต่ให้เวลาในการปฏิบัติงานน้อย
สำหรับร้านหนังสือนั้นมีบริการสั่งหนังสือจากต่างประเทศให้และก่อนสอบประมาณ 1-2 สัปดาห์ จะมี ้อสอบเก่าๆ มาวางขาย
กล่าวโดยสรุปคือ 5 วันทำการจะมีกิจกรรมที่เกี่ยวกับการเรียนเต็มทุกวันเท่าที่สังเกตนักศึกษามีความรับผิดชอบดี ปฏิบัติตัวเหมือนกับให้ทำงานที่ได้รับมอบหมายตั้งแต่ 08.00-17.00 น. ในหลักสูตรมีงานโครงการ (Project Assignment) ในชั้นปีที่ 4 ซึ่งเคยไปเปิดดูบางเรื่องมีคุณภาพดี ไม่มีเรียนนอกเวลา เสาร์-อาทิตย์ และหยุดภาคฤดูร้อน (Summer)
ในช่วงเวลาหยุดภาคฤดูร้อน (Summer) ประมาณ 4 เดือน นักศึกษาส่วนใหญ่มักออกไปทำงานเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายในการศึกษา ผู้เขียนเคยได้รับคำบอกเล่าจากศาสตราจารย์ทางด้านวิศวกรรมเกษตรที่นั่นว่า ลูกชายของท่านสอบเข้าเรียนแพทย์ได้ ในช่วงหยุดภาคฤดูร้อน ได้สมัครไปทำงานในเหมืองถ่านหินแห่งหนึ่งทางขั้วโลกเหนือ ซึ่งเป็นงานที่หนักแต่ได้เงินดีเกือบพอใช้ในการเรียน 1 ปี ทั้งๆ ที่ท่านก็มีเงินส่งให้เรียนหนังสือ ทำให้ท่านรู้สึกแปลกใจมาก
ประมาณปี 2511-2512 เมื่อคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมานิโตบา ซึ่งเป็นหัวหน้า โครงการ (Project Director) ให้ความช่วยเหลือมหาวิทยาลัยขอนแก่น (ให้ความช่วยเหลือในการจัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะเกษตรศาสตร์ ซึ่งผู้เขียนเป็นนักศึกษารุ่นแรกที่ไปศึกษาต่อที่นั่นภายใต้โครงการ ช่วยเหลือดังกล่าว) ซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐบาลประเทศแคนาดาได้มาเยี่ยมมหาวิทยาลัยขอนแก่น ท่านได้เล่าให้ฟังว่า นักศึกษาของคณะวิศวกรรมศาสตร์ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยมานิโตบา จะถูกคัดชื่อออกประมาณ 35-40%
วินนิเพค (Winnipeg) เป็นเมืองหลวงของจังหวัดมานิโตบา (Manitoba province) มีประชากรในขณะนั้นประมาณ 500,000 คน มีแม่น้ำ 2 สายไหลมาบรรจบกันที่ตัวเมืองตั้งอยู่ได้แก่ แม่น้ำเรด (Red river) ไหลมาจากรัฐนอร์ต ดาโกตา (North Dakota) ของสหรัฐอเมริกา และอีกสายหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าคือ แม่น้ำแอสซินนิบอน ไหลมาจากแคนาดาตะวันตก
ในปี 2509-2510 เกิดพายุหิมะพัดเข้ามาในเมืองวินนิเพค (Winnipeg) ซึ่งคืนนั้นเวลาประมาณ 02.00 น. ผู้เขียนมีความรู้สึกว่ามีลมพัดแรง พอรุ่งเช้าเวลาประมาณ 07.00 น. ก่อนลงมารับประทานอาหารเช้า เปิดวิทยุฟัง ทราบว่ามีประกาศให้โรงเรียนปิด แต่ยังไม่มีข่าวเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย พอรับประทานอาหารเช้าเสร็จ เวลาประมาณ 07.40 น. เปิดประตูบ้านเพื่อออกเดินทางไปมหาวิทยาลัย พบว่ามีหิมะตกทับถมสูงออกไปได้ยาก จึงถอยกลับเข้าบ้านจนเวลาประมาณ 08.00 น. ก็มีประกาศให้มหาวิทยาลัยปิดเรียนด้วย ทั้งนี้เพราะการคมนาคมโดยทางถนนไม่สามารถทำได้ ปรากฏว่ามีผู้ป่วยฉุกเฉินโทรศัพท์ขอรถพยาบาลแต่รถพยาบาลของโรงพยาบาลไม่สามารถไปรับได้ ซึ่งต้องใช้รถเกรดไปเกรดหิมะบนถนนออกก่อน และมีการโรยทรายเพื่อไม่ให้ถนนลื่นด้วย ในการเปิดเรียนวันแรก รถโดยสารสาธารณะมีผู้โดยสารมากกว่าปกติ เพราะยังไม่สามารถใช้รถยนต์ส่วนตัวได้ ซึ่งจะต้องรอให้เกรดหิมะออกจากที่จอดรถก่อนทั้งนี้ เพราะรถยนต์ส่วนตัวจะต้องเข้าไปจอดในที่ที่เช่าไว้ ซึ่งจะต้องมีที่สำหรับเสียบปลั๊กไฟฟ้ากับเครื่องยนต์ของรถยนต์ มิฉะนั้นจะสตาร์ตเครื่องยนต์ไม่ติดเพราะอากาศหนาวมาก
อนึ่ง ในวันที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งเล็กน้อยและเกิดฝนตกจะทำให้ฝนที่ตกถึงพื้นทางเดินกลายเป็นน้ำแข็ง (Freezing rain) ใช้เดินลำบากเพราะถนนลื่น ฉะนั้นผู้ที่ลงจากรถเมล์จะต้องก้าวลงสู่สนามหญ้าข้างเคียง ซึ่งถ้าก้าวลงสู่แผ่นคอนกรีตก็จะลื่นล้ม นอกจากนี้ตามสี่แยกซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายผู้โดยสารก็จะมีตู้และมีเครื่องทำความอุ่นสำหรับผู้โดยสารเพื่อเข้าไปรอรถคันต่อไป
จากลักษณะอากาศหนาวดังกล่าว ในการเรียนวิชาวิศวกรรมสำรวจจะเรียนในภาคที่ 2 และการฝึกงาน สำรวจภาคสนามจะเรียนในปลายเดือนเมษายน เมื่อหิมะเริ่มละลาย ตึกเรียนและหอพักที่ก่อสร้างขึ้นมาใหม่จะมีอุโมงค์ลอดใต้ดินถึงกันได้ตลอด มีนักเรียนไทยคนหนึ่งพักอยู่หอพัก และเดินลอดอุโมงค์ไปเรียนหนังสือจึงไม่ทราบว่าความหนาวของอากาศภายนอกและหิมะที่ตกเป็นอย่างไร
พอใกล้ถึงเวลาที่หิมะจะละลายก็คาดว่าจะทำให้เกิดน้ำท่วม จึงมีการศึกษาที่ห้องปฏิบัติการทางชลศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยมานิโตบา (Manitoba) เพื่อสร้างฝายหินทิ้งบริเวณเหนือสะพานก่อนถึงตัวเมืองเพื่อชะลออุทกภัย ที่จะไหลผ่านเมืองวินนิเพค (Winnipeg) เนื่องจากมหาวิทยาลัยตั้งอยู่นอกเมืองวินนิเพค และอยู่ติดกับแม่น้ำเรด โดยมีคันกั้นน้ำป้องกันอุทกภัยจากแม่น้ำ จึงมีการนำกระสอบทรายมาวางรอบบ่อรับน้ำทิ้งลงท่อระบายน้ำ และมีข่าวออกมาว่าถ้าเกิดน้ำท่วมจะเลื่อนการสอบภาคปลาย (ขณะนั้นเป็นเดือนเมษายน) สาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วม ประกอบด้วย สาเหตุหลัก 4 ประการซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่
– ก่อนหิมะตกความชื้นในดินสูงมาก เมื่อหิมะละลายจึงกลายเป็นน้ำไหลบนผิวดิน (Runoff) เกือบทั้งหมด
– เกิดหิมะตกหนัก หรือมีพายุหิมะพัดเข้ามา
– มีอากาศร้อนพัดเข้ามาติดต่อกันเป็นเวลานาน จนหิมะละลายหมดอย่างรวดเร็ว
– ขณะที่หิมะละลายเกิดฝนตกหนักด้วย
ขณะที่พายุหิมะพัดเข้ามาคลองผันน้ำอุทกภัย (Winnipeg food way) กำลังก่อสร้าง โดยอาจารย์หัวหน้าสาขาวิศวกรรมแหล่งน้ำของมหาวิทยาลัยมานิโตบา เป็นผู้คำนวณทั้งทางด้านอุทกวิทยาและชลศาสตร์ โดยผันน้ำจากแม่น้ำเรด อ้อมเมืองวินนิเพค ไปลงด้านท้ายน้ำ ปริมาณน้ำฝนที่ออกแบบ 1,700 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยคลองผันน้ำเป็นคลองดิน เมื่อใช้งานไปเป็นเวลาประมาณ 25 ปี พบว่าคลองผันน้ำมีขนาดเล็กไป จึงเปลี่ยนเป็นคลองดาด
อาจารย์หัวหน้าสาขาวิศวกรรมแหล่งน้ำนอกจากเขียนตำราชื่อการพัฒนาแหล่งน้ำ (Water resources development) แล้วยังสอนวิชาในระดับปริญญาตรี 3 วิชา ได้แก่ วิชาชลศาสตร์ (Hydraulics,) (เรียนปี 3) วิศวกรรมไฟฟ้าพลังน้ำ (Water power engineering,) (เรียนปี 4) และการพัฒนาแหล่งน้ำ (Water resources development,) (เรียนปี 4 เป็นวิชาเลือก) และผู้เขียนได้เรียนร่วมกับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ทั้ง 2 วิชา (ขณะนั้น ประเทศไทยมีเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ แต่เพียงเขื่อนภูมิพลและเขื่อนอุบลรัตน์เท่านั้นที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ)
สำหรับคะแนนที่สอบผ่าน 50% สำหรับปริญญาตรีและ 60% สำหรับปริญญาโท
ในช่วงที่หิมะละลายมีแพน้ำแข็งลอยมาติดบริเวณตอม่อสะพานในเมืองเป็นความยาวมาก (ประมาณ 500- 600 ม.) ขึ้นไปทางด้านเหนือน้ำจึงทำให้เกิดน้ำท่วมทางด้านเหนือน้ำสูงขึ้น เมื่อดูทีวีพบว่าได้ปล่อยคนเกาะเชือก ลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ เพื่อนำไดนาไมต์มาระเบิดแพน้ำแข็ง แต่ได้ผลน้อยมาก ฉะนั้นการออกแบบทางน้ำล้น (Spillway) ของเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ (กำลังผลิต 2 ล้านกิโลวัตต์) ประมาณ 3.5 เท่าของเขื่อนภูมิพล ทางด้านเหนือของเมืองประมาณ 380 ไมล์ ซึ่งกำลังจะก่อสร้าง จึงต้องออกแบบไม่ให้แพน้ำแข็งไปบล็อกทางระบายน้ำล้นเมื่อเกิดหิมะละลาย ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหัวข้อวิทยานิพนธ์ขั้นปริญญาเอก ของอาจารย์ของผู้เขียน (ซึ่งสอนวิชาการเกิดการพัฒนาและการพัดพาตะกอนของแม่น้ำ (Fluvial Process in Geomorphology) ที่มหาวิทยาลัยจอห์น ฮ็อบกินส์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ว่าจ้างให้ศึกษาเต็มเวลา อาจารย์เล่าว่า หน่วยงานที่ว่าจ้างได้จัดหาเฮลิคอปเตอร์ให้ 1 ลำ สำหรับบินไปเก็บข้อมูล ณ สถานที่ก่อสร้างเขื่อนและสถานที่อื่น ตามที่ต้องการจากหัวข้อวิทยานิพนธ์ดังกล่าวท่านได้ค้นคว้าทฤษฎีกลศาสตร์น้ำแข็ง (Ice mechanics) ขึ้นมาใหม่ สุดท้ายในปี พ.ศ.2509 2510 ก็ไม่เกิดน้ำท่วมเมืองวินนิเพค
ที่มหาวิทยาลัยมานิโตบานี้ในช่วงปิดภาคฤดูร้อนเวลาประมาณ 4 เดือน อาจารย์สามารถไปทำงาน ต่างประเทศได้ ซึ่งอาจารย์หัวหน้าสาขาวิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำมักจะไปทำงานต่างประเทศเป็นประจำ และต่อมาในปี พ.ศ.2517-2518 เมื่อผู้เขียนได้ไปปฏิบัติงานกับบริษัทวิศวกรที่ปรึกษาขนาดใหญ่ในประเทศแคนาดา ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ใกล้น้ำตกไนแอการา ก็ได้ทราบว่าอาจารย์หัวหน้าสาขาวิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำเคยสมัครไปทำงานของบริษัทซึ่งเป็นงานการพัฒนาแหล่งน้ำในประเทศสเปน แต่ปรากฏว่าเซ็นสัญญาช้าไป ทำให้ไปตรงกับช่วงเวลาเปิดเทอม จึงไม่สามารถจะไปปฏิบัติงานที่ประเทศสเปนได้
อนึ่ง สำหรับบัณฑิตศึกษาสาขาวิศวกรรมโยธา ที่มหาวิทยาลัยมานิโตบาขณะนั้นถ้าอาจารย์ที่สอนไม่ดีจะไม่มีผู้มาเรียน
กล่าวโดยสรุปนักศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยมานิโตบาทุกท่านจะปฏิบัติงานทุกอย่างที่เกี่ยวกับการเรียนให้แล้วเสร็จที่มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นถ้ามีเวลาว่างก็จะไปทำงานหาเงินมาใช้ในการศึกษาเล่าเรียน ดังตัวอย่างเช่น เมื่อปี พ.ศ.2517-2518 ขณะที่ผู้เขียนปฏิบัติงานอยู่กับบริษัทวิศวกรที่ปรึกษา ขนาดใหญ่ในประเทศแคนาดา ค่ำวันหนึ่งเวลาประมาณ 19.00 น. ผู้เขียนได้โดยสารรถแท็กซี่คันหนึ่งปรากฏว่าผู้ขับรถเป็นนักศึกษาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยในบริเวณนั้น
ในช่วงเวลาดังกล่าว อาจารย์หัวหน้าสาขาวิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำได้เสนอโครงการ “การผันน้ำจากประเทศแคนาดาไปขายให้ประเทศสหรัฐอเมริกา” (Water export to U.S. government) และมหาวิทยาลัย ได้รับเป็นโครงการของมหาวิทยาลัย โดยได้จัดสัมมนาพิเศษ 1-2 ครั้งโดยได้เชิญอาจารย์มหาวิทยาลัยข้างเคียง โดยเฉพาะทางแคนาดาตะวันตกที่สนใจมาร่วมในการสัมมนาด้วย ทั้งนี้เพราะทางเหนือของเมืองวินนิเพค ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจังหวัดมานิโตบา มีทะเลสาบขนาดใหญ่กว้างประมาณ 60 กม. และยาวประมาณ 120 กม. และมีแม่น้ำเนลสันเพียงสายเดียวไหลออกจากทะเลสาบไปสู่ขั้วโลกเหนือ โดยทะเลสาบมีระดับ 660 ฟุตเหนือ ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยปานกลาง แม่น้ำเนลสันยาวประมาณ 450 กม. มีที่เหมาะสำหรับก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ ประมาณ 12 แห่งแต่ละแห่งมีกำลังผลิตกระแสไฟฟ้าประมาณ 2 ล้านกิโลวัตต์ เมื่อก่อสร้างไปได้ 3 แห่งก็หยุดก่อสร้างเพราะไม่ทราบว่าจะเอากระแสไฟฟ้าไปใช้ที่ใด และปริมาณน้ำเหล่านี้ก็ไม่ได้ใช้ทำอะไร นอกจากใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้าเท่านั้น
เรื่องที่น่าสนใจเรื่องที่สองคือ พื้นที่ชายแดนระหว่างประเทศแคนาดาและสหรัฐอเมริกาจะประกอบด้วยพื้นดิน ทะเลสาบและแม่น้ำ และทั้งสองประเทศได้ตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อพิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ บริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศ (International joint Commission between the United States of American and Canada) โดยมีกรรมการประเทศละ 14 คน ในชั่วโมงสัมมนาอาจารย์ได้เชิญหนึ่งในกรรมการ ดังกล่าวมาบรรยาย ผู้บรรยายได้กล่าวว่าเวลาเกิดปัญหา ในการประชุมกับกรรมการของฝ่ายประเทศคานาดา 14 คนเพื่อหาข้อสรุป สำหรับนำไปประชุมร่วมกับกรรมการฝ่ายประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนใหญ่จะใช้เวลานาน เพราะกลัวจะเสียเปรียบประเทศสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อนำข้อสรุปที่ได้ไปประชุมร่วมกับกรรมการฝ่ายประเทศสหรัฐอเมริกา บางครั้งกรรมการฝ่ายประเทศสหรัฐอเมริกาก็ยอมรับในผลสรุปที่ฝ่ายประเทศคานาดาเสนอ โดยใช้เวลาในการพิจารณาไม่มาก ทำให้กรรมการฝ่ายประเทศแคนาดาเข้าใจว่า ข้อสรุปที่นำเสนออาจจะทำให้ประเทศ คานาดาเสียเปรียบประเทศสหรัฐอเมริกา
เรื่องที่น่าสนใจเรื่องที่สามคือในขณะนั้น ได้มีการศึกษาเพื่อผันน้ำจากทางเหนือของเมืองผ่านทะเลสาบ และผันน้ำจากทะเลสาบไปลงหน้าเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มการผลิตพลังงานไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้น้ำใน ทะเลสาบสูงขึ้นประมาณ 1.50-2.00 เมตร รอบๆ ทะเลสาบจะมีแต่ชาวอินเดียแดง ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองประมาณ 200 คน อาศัยอยู่และมีอาชีพหาปลาเป็นหลัก ปรากฏว่าชาวอินเดียแดงไม่ยอมจึงทำไม่ได้ เรื่องที่เป็นข่าวมากอีกเรื่องหนึ่งก็คือ หน่วยงานด้านผลิตพลังงานไฟฟ้าของเมืองนั้นได้เปลี่ยนนโยบาย โดยให้ผู้บริหารสูงสุดต้องสำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาเอกทางด้านเศรษฐศาสตร์ ส่วนทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ตำแหน่ง สูงสุดคือ นายช่างใหญ่ (Chief engineer) ปรากฏว่าผู้ว่าการท่านแรกสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์ อายุเพียง 42 ปี แต่นายช่างใหญ่อายุมากกว่า 55 ปี เวลามีการบรรยายพิเศษที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ผู้เขียนเคยพบนายช่างใหญ่มาเข้าร่วมการบรรยายอย่างน้อย 1 ครั้ง รู้สึกว่าอาจารย์หัวหน้า สาขาวิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำจะให้ความเกรงใจนายช่างใหญ่ค่อนข้างมาก ซึ่งต่อมาได้ทราบว่าอาจารย์รับงานพิเศษจากหน่วยงานมาปฏิบัติค่อนข้างบ่อย และช่วงปิดเทอมครั้งแรกอาจารย์หัวหน้าสาขาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ ได้ฝากผู้เขียนให้เข้าฝึกงานในหน่วยงานนี้ด้วย นอกจากนี้ยังมีอาจารย์พิเศษจากหน่วยงานนี้มาช่วยสอนอีกด้วย
เนื่องจากที่เมืองมานิโตบา ในฤดูหนาวอากาศหนาวมากในบางพื้นที่ความหนาของน้ำแข็งในทะเลสานจะสูงถึง 1.50 ม. บางพื้นที่รถยนต์ขนาดเล็กสามารถวิ่งบนพื้นน้ำแข็งไปยังเกาะกลางทะเลสาบได้ ฉะนั้นในแม่น้ำ ถึงแม้จะมีน้ำแข็งหนาที่ผิวน้ำ หนาที่ผิวน้ำ แต่ข้างใต้ผิวน้ำแข็งก็ มีน้ำไหล ในสมัยนั้นการวัดความเร็วของกระแสน้ำข้างใต้จึงต้องมีเครื่องมือเจาะผิวน้ำแข็งให้เป็นรูเพื่อหย่อนเครื่องวัดความเร็วของกระแสน้ำ (Current meter) ลงไปวัดอัตราความเร็วของกระแสน้ำที่ไหลอยู่ภายใต้ผิวน้ำแข็ง ลักษณะดังที่กล่าวนี้ทำให้เกิดผลกระทบที่หน้าเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ บางกรณีปริมาณน้ำอาจไหลเข้าท่อรับน้ำ (Penstock) ไปยังเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังน้ำไม่ได้ตามที่ต้องการ จึงจำเป็นต้องจัดทำระบบให้กระแสน้ำไหลหมุนเวียนจากข้างล่างซึ่งน้ำไม่เป็นน้ำแข็งสู่ข้างบน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ปริมาณน้ำหน้าท่อรับน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง
ที่เมืองมานิโตบานี้มีเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำหลายแห่ง และไฟฟ้าพลังน้ำที่ผลิตได้บางส่วนจะขายให้ประเทศสหรัฐอเมริกา ฉะนั้นจึงใช้ไฟฟ้าพลังน้ำเป็นฐานในการจ่ายไฟฟ้า (Base load) ซึ่งประเทศไทยใช้ในช่วงที่ใช้ไฟฟ้าสูง (Peak load) และเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่จะอยู่ห่างจากตัวเมืองมาก เพราะฉะนั้นสายส่งจึงมีค่าแรงดัน (Voltage) สูงกว่าเมืองไทย โดยมีสถานีแปลงแรงดัน (Substation) ทั้งต้นทางและปลายทาง
เนื่องจากสาขาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำที่มหาวิทยาลัยมานิโตบาไม่มีการสอนถึงขั้นปริญญาเอก ฉะนั้นเมื่อผู้เขียนศึกษาจบรายวิชาจึงได้นำคะแนนที่สอบผ่านในแต่ละวิชาไปปรึกษาอาจารย์ทางด้านอุทกวิทยาที่มหาวิทยาลัยชัสแคชชีวาน ซึ่งอยู่ไปทางแคนาดาตะวันตกและมีการสอนถึงขั้นปริญญาเอก คำตอบที่ได้คือ เมื่อสำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาโทแล้วยินดีรับเข้าศึกษาต่อขั้นปริญญาเอก ฉะนั้นในปีที่ 2 ซึ่งศึกษาเพื่อเขียนวิทยานิพนธ์ ผู้เขียนจึงได้เรียนเพิ่มอีก 2 วิชา คือ ฟิสิกส์ของดิน (Soil Physics) และการไหลผ่านตัวกลางที่พรุน (Flow through porous media) แต่เมื่อคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งรัฐบาลประเทศแคนาดาได้แต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าโครงการให้ความช่วยเหลือในการก่อตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะเกษตรศาสตร์ ของ มหาวิทยาลัยขอนแก่นทราบเรื่องเข้า ก็ให้อาจารย์ที่เกี่ยวข้องมาแจ้งว่า ขณะนี้คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ยังไม่มีอาจารย์สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาโทเลยจึงยังไม่ต้องการอาจารย์ที่สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาเอก และขอให้เดินทางกลับเมื่อสำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาโทแล้ว ซึ่งผู้เขียนก็ยินดีปฏิบัติตาม
เนื่องจากที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมานิโตบา ทางคณะได้สนับสนุนให้คณาจารย์สามารถไปปฏิบัติงานโดยเฉพาะกับบริษัทวิศวกรที่ปรึกษาขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศในช่วงปิดภาคฤดูร้อนเวลาประมาณ 4 เดือน เพื่อจะได้นำประสบการณ์มาสอนนักศึกษา เมื่อผู้เขียนเดินทางกลับมาสอนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในเดือนพฤษภาคม 2511 มีอาจารย์ชาวแคนาดาที่รัฐบาลประเทศแคนาดา ส่งมาช่วยในการจัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ 4 ท่าน และคณะเกษตรศาสตร์อีก 4 ท่าน รวม 8 ท่าน โดยมีอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์สาขาเดียวกับผู้เขียนเป็นหัวหน้าคณะ ท่านจึงพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท วิศวกรที่ปรึกษาจขากประเทศแคนาดาที่ปฏิบัติงานอยู่ในประเทศไทย เพื่อจะได้ส่งผู้เขียนไปร่วมปฏิบัติงานในช่วงปิดภาคการศึกษาจนได้ข้อมูล่าวมีบริษัทเอเคอร์ Acres International Ltd.) จากประเทศแคนาดา เป็นบริษัทที่ปรึกษาในการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่เขื่อนสิริกิติ์ ภายใต้โครงการเงินกู้จากธนาคารโลก
อ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ก่อสร้างบนน้ำน่านเหนือนที่ตั้งจังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อการชลประทาน การผลิตพลังงานไฟฟ้าและเพื่อป้องกันน้ำท่วม ก่อนการก่อสร้างได้มีแรงกดดันจากนักการเมือง เมื่อก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วและกำลังผลิตพลังงานไฟฟ้าอยู่ ถ้าเกิดต้องหยุดการผลิตพลังงานไฟฟ้าโดยทันทีทันใดจะทำให้เกิดคลื่นตามลำน้ำน่านท้ายอ่างเก็บน้ำ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อเรือบรรทุกสินค้าบนลำน้ำน่านท้ายอ่างเก็บน้ำได้
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงได้ว่าจ้างบริษัท เอเคอร์ (Acres International Ltd.) จากปรากฏการณ์ดังกล่าว และบริษัทเอเคอร์ได้สร้างแบบจำลองทางกายภาพของแม่น้ำน่ายท้ายอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ ท้ายอ่างที่เป็นอันตรายต่อการเดินเรือบรรทุกสินค้าเป็นระยะทางตามลำน้ำน่านจากท้ายอ่างประมาณ 20-30 กม.เท่านั้น หรือในช่วงระยะทางจากท้ายอ่างถึงที่ตั้งจังหวัดอุตรดิตถ์เท่านั้น แต่เรือบรรทุกสินค้าบนแม่น้ำน่านใน ขณะนั้นมีมากเฉพาะในเขตจังหวัดพิจิตรและจังหวัดนครสวรรค์เท่านั้น ส่วนที่จะขึ้นไปถึงจังหวัดพิษณุโลกก็มีไม่มาก
อนึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมปฏิบัติงานในโครงการดังกล่าวในช่วงปิดเรียนภาคปลายปีการศึกษา 2513 และภาคต้นปี พ.ศ.2514 เมื่อการศึกษาแล้วเสร็จผู้เขียนก็ได้นำข้อมูลส่วนหนึ่งของการศึกษา มาศึกษาหากราฟ ความสัมพันธ์โดยประมาณระหว่างความผันแปรของระดับน้ำและระยะทางตามลำน้ำท้ายอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ โดยวิธีดิฟฟิวชั่น อนาโลยี (Diffusion Analogy) ในการศึกษาดังกล่าวนี้ ผู้เขียนมีความรู้สึกว่าวิศวกรของบริษัทเอเคอร์ที่รับผิดชอบในการก่อสร้างและทดสอบแบบจำลองทางกายภาพเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในงานดังกล่าวสูงมาก
ผู้เขียนก็ได้นำเอาวิธีการเดียวกันมาศึกษาหาความสัมพันธ์โดยประมาณระหว่างการผันแปรของระดับน้ำ และระยะทางตามลำน้ำท้ายเขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี และได้จัดทำรายงานในหัวข้อ “รูปร่างลักษณะของลำน้ำและความผันแปรของระดับน้ำท้ายเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ” คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พฤศจิกายน 2514, 21 หน้า อนึ่ง ผู้เขียนขอขอบพระคุณมิสเตอร์ จิม คาวลี่ (Mr.Jim Cowley) หัวหน้าโครงการของบริษัทเอเคอร์ ซึ่งได้ให้คำแนะนำในการศึกษาเป็นอย่างดีมา ณ โอกาสนี้ด้วย และผู้เขียนได้ใช้ผลงานนี้ในการขอตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ในปี พ.ศ.2515
ต่อมาในปี พ.ศ.2517-2518 รวมเวลา 1 ปี ผู้เขียนก็ได้มีโอกาสไปปฏิบัติงานที่สำนักงานใหญ่ของบริษัท อเคอร์ (Acres Consulting Services Ltd. (ชื่อที่ใช้ในประเทศ) ซึ่งสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ห่างจากน้ำตกไนแอการา (Niagara Falls) ประมาณ 5 กม. และได้พบว่าที่สำนักงานใหญ่นี้มีอาคารขนาดใหญ่หลังหนึ่งเพื่อใช้ก่อสร้างแบบจำลองทางกายภาพ และมิสเตอร์จิม คาวสี่ ได้กลายเป็นหัวหน้ากลุ่มงานชลศาสตร์ (Head, Hydraulic Department) ของบริษัท บริษัท เอเคอร์เป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติงานเฉพาะทางและมีงานมาให้ปฏิบัติจากทั่วโลก รวมทั้งจากประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย อนึ่ง ที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทเอเคอร์นี้ ถ้าผู้เขียนสมัครไปโดยตรงบริษัทก็คงไม่รับเข้าปฏิบัติงาน เมื่อปฏิบัติงานได้ประมาณ 2 สัปดาห์ และทราบว่าใครเป็นใครในกลุ่มงานชลศาสตร์ (Hydraulic department) ผู้เขียนก็ต้องตั้งใจปฏิบัติงานอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้เสียชื่อผู้ฝาก
เขื่อนเจ้าพระยาก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2498 ระบบส่งน้ำซึ่งสามารถส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกฤดูฝนได้มากกว่า 7 ล้านไร่ ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2504 เขื่อนภูมิพลก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2506 และเขื่อนสิริกิติ์ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2514 หลังจากเขื่อนสิริกิติ์ก่อสร้างแล้วเสร็จ ข้าราชการในกรมชลประทานเข้าใจว่าปริมาณน้ำที่สามารถเก็บกักได้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งสองมีมากพอที่สามารถจะเปิดพื้นที่ชลประทานด้านท้ายน้ำเพิ่มได้อีกมาก ร้อนถึงธนาคารโลกซึ่งให้กู้เงินมาก่อสร้างโครงการทั้ง 3 ได้เสนอแนะให้กรมชลประทาน ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษามาศึกษาการใช้น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา แม่กลอง (Chao Phray-Meklong Basin Study) ปรากฏว่า บริษัทเอเคอร์ได้รับการคัดเลือกให้เข้ามาศึกษาโครงการดังกล่าว ผลการศึกษาในระยะแรกและระยะที่ 2 (Phases 1 and 2) ปรากฏว่าปริมาณน้ำที่สามารถเก็บกักได้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 2 ด้านเหนือน้ำมีปริมาณไม่เพียงพอสำหรับเพาะปลูกข้าวฤดูแล้งได้เต็มพื้นที่ (เต็มตามความสามารถที่คลองส่งน้ำจะส่งให้ได้) ทุกปี เป็นผลให้โครงการชลประทานพิษณุโลกระยะที่ 2 ฝั่งซ้าย (หันหน้าตามน้ำ) ในเขต จ.พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ ประมาณ 500,000 ไร่ ต้องถูกยกเลิก หลังจากนั้นกรมชลประทานได้ว่าจ้างบริษัทเอเคอร์ให้ศึกษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยจัดสรรน้ำล่วงหน้ารายสัปดาห์อย่างเป็นระบบด้วยแบบจำลอง ซึ่งเป็นงานในระยะที่ 2 และ 3 (Phases 2 and 3)
อนึ่ง ผู้เขียนได้รับการชักชวนจากบริษัทเอเคอร์ให้เข้ามาร่วมงานดังกล่าว ซึ่งขณะนั้นผู้เขียนกำลังปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรองอธิการบดีท่านที่ 1 รับผิดชอบงานบริหารโดยมี ศ.ดร.วิทยา เพียงวิจิตร ดำรงตำแหน่งอธิการบดี สุดท้ายผู้เขียนก็สามารถลาออกจากราชการเป็นการชั่วคราวตามมติ ครม.มาร่วมงานในโครงการดังกล่าว เป็นเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2522 ถึง 31 ธันวาคม 2524 งานส่วนใหญ่ก็เป็นงานการจัดสรรน้ำล่วงหน้า รายสัปดาห์อย่างเป็นระบบด้วยแบบจำลองในลุ่มน้ำเจ้าพระยา หลังจากสิ้นสุดสัญญาจ้างผู้เขียนได้นำแบบจำลองสำหรับคำนวณหาความต้องการน้ำชลประทาน เพื่อการเพาะปลูกข้าวและพืชอื่นที่เหมาะสมสำหรับลักษณะการชลประทานในประเทศไทย ที่บริษัทเอเคอร์ได้เริ่มพัฒนาไว้ไปพัฒนาต่อและได้โอนมาปฏิบัติราชการที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในเดือนมีนาคม 2526
ผู้เขียนได้นำแบบจำลองความต้องการน้ำชลประทานไปจัดสรรน้ำล่วงหน้ารายสัปดาห์ พร้อมทั้งเก็บข้อมูลจากแปลงทดลองในสนามมาสอบเทียบแบบจำลองด้วย เป็นเวลา 1 ฤดูฝนในโครงการชลประทานน้ำอูน จ.สกลนคร และ 2 ปี ในโครงการชลประทานมูลบน จ.นครราชสีมา กับได้เก็บข้อมูลจากแปลงทดลองสำหรับการเพาะปลูกข้าวในเขตโครงการชลประทานลำปาว จ.กาฬสินธุ์ 1 ฤดูฝนซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนด้าน การเงินให้ศึกษาจากอียู โดยมีวิศวกรชาวเนเธอร์แลนด์เป็นหัวหน้าโครงการและในปี พ.ศ.2539 ได้ไปจัดสรรน้ำล่วงหน้ารายสัปดาห์ที่โครงการฝายกุมภวาปี จ.อุดรธานี และที่นี่ได้พัฒนาวิธีการคำนวณหาค่าชลภาระสำหรับการเพาะปลูกข้าวฤดูฝนที่เหมาะสำหรับลักษณะชลประทานในประเทศไทยโดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับนำไปคำนวณหาค่าความจุของคูส่งน้ำสำหรับการเพาะปลูกข้าวและในปี พ.ศ.2544 ผู้เขียนได้มีโอกาสไปศึกษาการใช้น้ำในลุ่มน้ำชีอย่างเป็นระบบด้วยแบบจำลอง ในโครงการการเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำและการใช้น้ำ อย่างมีประสิทธิภาพด้วยระบบท่อส่งน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน (กรมนี้ถูกยุบประมาณปี พ.ศ.2546) เนื่องจากระยะเวลาในการศึกษาของโครงการเพียง 1 ปี จึงไม่สามารถเก็บข้อมูลจากแปลงทดลองในสนามมาสอบเทียบแบบจำลองได้ จึงใช้ข้อมูลจากแปลงทดลองของโครงการชลประทานลำปาว
จ.กาฬสินธ์ ซึ่งศึกษาภายใต้การสนับสนุนด้านการเงินจากอียู โดยมีวิศวกรชาวเนเธอร์แลนด์เป็นหัวหน้าโครงการมาใช้สอบเทียบแบบจำลอง ในการศึกษาสมดุลน้ำได้แบ่งลุ่มน้ำชีออกเป็น 80 ลุ่มน้ำย่อยตามที่คณะอนุกรรมการอุทกวิทยาแห่งชาติได้แบ่งไว้ โดยศึกษาสมดุลน้ำในแต่ละลุ่มน้ำย่อยจากต้นน้ำจนถึงปลายแม่น้ำ จากผลการศึกษาดังกล่าวได้เสนอแนะให้ปรับเกณฑ์การใช้อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์เพื่อลดปัญหาน้ำท่วมด้านท้ายน้ำใหม่ ซึ่งทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้องก็เห็นด้วย และถ้านเกณฑ์ใหม่นี้ไปใช้งานเป็นเวลาเพียง 2-3 ปีก็คุ้มค่าจ้างศึกษา (เฉพาะลุ่มน้ำชี) อนึ่ง การศึกษาการใช้น้ำในลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบด้วยแบบจำลอง มีการศึกษาในลุ่มน้ำเจ้าพระยา แม่กลอง ในช่วงปี พ.ศ.2521-2525 โดยบริษัทวิศวกรที่ปรึกษาจากต่างประเทศ และลุ่มน้ำชีโดยวิศวกรชาวไทย จากผลการศึกษาดังกล่าว ในลุ่มน้ำชียังมีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่ดี คุ้มค่าทางเศรษฐกิจและเป็นที่ต้องการของประชาชน ยังไม่ได้พัฒนาอีก หลายโครงการทั้งๆ ที่เวลาได้ล่วงเวลามา 16 ปี (กรกฎาคม 2561) แล้วในขณะที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา โครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่ไม่ได้ศึกษาอย่างเป็นระบบลุ่มน้ำที่ถูกต้องด้วยแบบจำลอง กลับได้รับงบประมาณในการพัฒนา ฉะนั้นถ้าไม่รีบดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างเป็นระบบด้วยแบบจำลองโดยเร่งด่วนและถ้าเกิดความแห้งแล้งเช่นปี พ.ศ.2536 ขึ้นมาอีกในลุ่มน้ำเจ้าพระยา โอกาสที่กรุงเทพฯจะขาดน้ำดิบในการผลิตน้ำประปาจึงมีสูงมาก
การศึกษาขั้นปริญญาตรีที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมานิโตบา ประเทศแคนาดา ในปี พ.ศ.2509 สามารถสรุปได้ดังนี้
1) หลักสูตร 4 ปี หน่วยกิตตลอดหลักสูตร 160 และนักศึกษาชั้นปีที่ 1 จะถูกคัดชื่อออกประมาณ 35-40% โดยไม่มีเรียนนอกเวลาราชการ วันเสาร์-อาทิตย์ และหยุดภาคฤดูร้อน
2) ในการศึกษาวิชาทางด้านวิศวกรรมโยธาในชั้นปีที่ 3 และ 4 ประกอบด้วย
2.1) วิชาทางทฤษฎีอาจารย์ผู้สอนแต่ละท่านจะมีตราประจำวิชาให้และจะนำมาสอนเฉพาะเรื่อง สำคัญๆ ส่วนปลีกย่อยนักศึกษาจะต้องไปศึกษาเอง ซึ่งจะสอนในช่วงเช้าเวลา 08.00 น. ถึง 12.00 น. ส่วนช่วงบ่าย ถ้าไม่มีเรียนในห้องปฏิบัติการก็จะจัดเป็นชั่วโมงทำแบบฝึกหัด
2.2) ในการสอนทางทฤษฎีมักจะมีติวเตอร์มานั่งฟังด้วย ส่วนชั่วโมงทำแบบฝึกหัดในภาคบ่าย บางครั้งติวเตอร์ก็จะบรรยายเสริมทฤษฎีในภาคเช้า ส่วนแบบฝึกหัดที่ติวเตอร์เตรียมมาประมาณ 6-10 ข้อ สงสัยให้ถามติวเตอร์ ห้ามถามกันเอง ทำแบบฝึกหัดเสร็จแล้งส่งติวเตอร์ซึ่งติวเตอร์จะนำไปตรวจและให้คะแนนแล้วนำมาคืนให้
3) นักศึกษาแต่ละคนจะมีโต๊ะประจำตัว สำหรับใช้นั่งปฏิบัติงานและเก็บสัมภาระที่จำเป็น ซึ่งคณะจะจัดให้เป็นชั้นๆ ไป
4) สำหรับห้องสมุดมี 2 ห้อง ได้แก่ห้องตำราซึ่งมีนักศึกษาเข้ามาใช้มาก ผู้เขียนได้พบแบบฝึกหัดพร้อม เฉลยวิชาชลศาสตร์หรือกลศาสตร์ของไหลของปีก่อนๆ ในห้องสมุดนี้ ส่วนห้องวารสารมีนักศึกษาเข้าไปใช้น้อย
5) เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วนักศึกษาส่วนใหญ่จะพยายามเข้าปฏิบัติงานในองค์กรขนาดใหญ่เพราะมีผู้ ที่มีประสบการณ์ในงานสูงคอยให้คำแนะนำ
กล่าวโดยสรุป ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น.นักศึกษาแต่ละคนจะปฏิบัติงานเกี่ยวกับการเรียนให้เสร็จ เรียบร้อยที่คณะ หลังจากนั้นนักศึกษาบางคนอาจใช้เวลาว่างไปทำงานหาเงินมาใช้ในการศึกษา จึงทำให้นักศึกษามีความรับผิดชอบในการเรียนสูงมาก
อนึ่ง ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะในเวลานั้นประเทศไทยกู้เงินจากต่างประเทศมาพัฒนางานด้านต่างๆ มาก และผู้เขียนพบว่าวิศวกรสาขาวิศวกรรมโยธาจากประเทศที่พัฒนาแล้วบางคนสำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาตรี และมีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานเพียง 6-7 ปี ก็สามารถเป็นหัวหน้าโครงการเงินกู้ดังกล่าวแล้วได้
ศ.เกียรติคุณ ฉลอง เกิดพิทักษ์

