บทนำ : ปลุก ศก.-ไม่ทิ้งใครข้างหลัง
ทั้ง นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไปในทางเดียวกัน นั่นคือยังไม่มีแพคเกจเพิ่มเติมในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยนายสุพัฒนพงษ์มองว่า ขณะนี้ระบบเศรษฐกิจของประเทศ น่าฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติเหมือนก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ภายในระยะเวลาประมาณ 12-18 เดือนนี้ เนื่องจากดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจระบุชัดเจนว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้นทุกภาคส่วน โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ทีมเศรษฐกิจทำให้ประเทศมีสภาพเศรษฐกิจมั่นคง เข้มแข็งยั่งยืนกว่าเดิม
ขณะที่นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เม็ดเงินในพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ยังมีเพียงพอเยียวยา คงเหลืออยู่ 300,000 ล้านบาท ซึ่งใช้ได้ถึงสิ้นเดือนกันยายน 2564 ดังนั้น คิดว่ายังไม่จำเป็นต้องมีมาตรการเพิ่มเติม และเชื่อว่าสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยจะกลับมาฟื้นตัวได้ในปีหน้า คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยประมาณ 8 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 5 ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2562 ที่ 40 ล้านคน
คำให้สัมภาษณ์ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล หนึ่ง คือ เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบันเดินหน้าต่อไปได้ โดยยังไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการพิเศษใดๆ เข้ามาอัดฉีดเหมือนกับตอนที่ต้องกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท สอง ได้ตั้งเป้าหมายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เกิดความมั่นคง เข้มแข็ง และยั่งยืนกว่าเดิม ก้าวสู่ที่หนึ่งของอาเซียน แล้วไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งมาตรการทางเศรษฐกิจดังกล่าวอาจจะเป็นไปได้ หรือเป็นไปไม่ได้ แต่ด้วยสถานการณ์โรคโควิด-19 ที่ไทยไม่สะบักสะบอมจากการระบาดเท่ากับอีกหลายประเทศ จึงเชื่อว่า ทีมเศรษฐกิจไทยที่มิใช่มีเพียงรัฐบาล หากยังมีภาคเอกชนที่พร้อมจะเดินหน้าประเทศ จะสามารถผลักดันให้เศรษฐกิจไทยวิ่งเข้าสู่เป้าหมายได้สำเร็จ ด้วยความรอบคอบและไม่ทอดทิ้งประชาชนเอาไว้ข้างหลัง เหมือนดั่งคำกล่าวที่ พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัญญากับคนไทยเอาไว้หลายครั้งหลายคราว

