หน้าแรก บทความ การอยู่กับปัจ...

การอยู่กับปัจจุบัน‘ทฤษฎีแม่ไก่ฟักไข่’ โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

17.12.20 | 14:27 น.

ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านหนังสือของ “หลวงพ่อพุทธทาส” ซึ่งเพื่อนที่อยู่สุราษฎร์ธานีมอบให้มาเมื่อปีที่แล้ว หนังสือชื่อว่า “การอยู่ด้วยปัจจุบัน” ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ซึ่งมีคุณค่าเหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน หลวงพ่อฯได้ปรารภว่า…

มีถ้อยคำหนึ่งซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า “บุคคลไม่ควรตามคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วยอาลัย ไม่พะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง แล้วให้กำหนดอยู่ที่ปัจจุบันให้ดีที่สุด” ซึ่งทุกวันนี้บางคนเขาว่ามันเป็นไปไม่ได้ ที่เรารอดอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะเขาหวัง “ปัจจุบัน” ในการทำงานหรือคิดถึงว่า “อดีต”
เอามาเป็น “ครู” แม้จะต้องกังวลอยู่กับอดีตกับอนาคตก็ยังพอใจอยู่

หากจะพูดเรื่องนี้ก็จะมีเจตนาจะบอกให้ว่า “อยู่ด้วยปัจจุบัน” โดยไม่ต้องมีอดีต หรืออนาคตมารบกวน เพราะคนทั่วไปเขาเข้าใจเอาเองว่าเราต้องเอา “อดีต” มาเป็น “ครู” เอา “อนาคต” มาเป็นความหวัง ปัจจุบันที่เราทำหน้าที่อยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง มีความอาลัยอาวรณ์ในอดีต และหวังอะไรอยู่ไม่มากก็น้อยอยู่ในอนาคต นี่แหละที่เขาว่า เราๆ ท่านๆ มันต้องทำอย่างนี้

แต่ว่าองค์พระพุทธเจ้าท่านทรงมุ่งหมายพิเศษว่า เวลาที่เราอยู่กันอย่างไม่มีทุกข์เลยนั้นจะต้องเป็นอย่างไร จะต้องทำอะไรเกี่ยวกับ “อดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต” ฉะนั้น ขอให้นึกถึงบทสวดมนต์ที่เราสวดกันอยู่เป็นประจำที่เรียกว่า “ภัทเทกรัตตคาถา : อดีตํ นานฺวาคเมยยํ นปฺปฏิกรฺเข อนาคตํ” แปลว่า ไม่กังวลถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว และก็ไม่หวังถึงสิ่งที่ยังไม่มา นี่อยู่ด้วยปัจจุบัน อย่างเห็นแจ่มแจ้งอยู่ในสิ่งที่เป็นปัจจุบัน ชัดเจน แจ่มแจ้ง แน่วแน่ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน พยายามทำอย่างนั้นให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ฟังดูเหมือนง่ายแต่มันก็ยังยุ่ง แต่สาระสั้นๆ ว่าถ้าเราต้องอยู่อย่างเป็นสุข สงบเย็นกันสักวัน เรียกว่า “สักวันหนึ่ง” สักคืนหนึ่งนั้น เราจะต้องทำอย่างไร ที่ว่านี้ ถ้าวันหนึ่งคืนหนึ่งทำได้ ทำหลายๆ วันมันก็จะได้ด้วย อย่างนี้ก็จะดีที่สุด มีประโยชน์ที่สุด ถ้าพูดถึงความสุขก็จะมีความสุขที่สุด

ถามว่าเราจะมีชีวิตอย่างไร? จึงจะมีชีวิตที่มีแต่ “ปัจจุบัน” และก็ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต เพราะว่าถ้าเรามีอดีต เรื่องในอดีตก็มารบกวน เรื่องหนหลังมารบกวน เราก็หาความสงบสุขไม่ได้ เพราะเราเป็นคนที่มี “อดีต” มารวมอยู่ด้วย มันก็จะมารบกวนเราอยู่ตลอดเวลา “อนาคต” ก็เหมือนกัน ใครมีอนาคตที่หวัง หวังอย่างยิ่งมากๆ หวังอยู่เหมือนที่เราเรียกกันว่า “หลง” สร้างวิมานในอากาศนั้น ถ้าหวังต่ออนาคตอยู่อย่างนั้น “อนาคต” นั่นแหละมารบกวน ไม่เป็นความสงบสุข พูดให้ชัดกว่านั้นก็ว่าความหวังนั่นแหละมันรบกวน

Advertisement

แต่เดี๋ยวนี้โรงเรียน มหาวิทยาลัย การศึกษาเขามักจะสอนกันว่าให้ “ลูกศิษย์” มีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง เข้าใจว่าลูกๆ เด็กๆ ทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่คงจะถือหลักวันนี้ ครูเขาว่าหรือเพื่อนเขาว่า ชีวิตอยู่ด้วยความหวัง เราตั้งความหวัง หวังอย่างยิ่ง กลายเป็นชีวิตที่ต้องไปศึกษา “ความหวัง” ก็ได้เหมือนกัน แต่คิดดูให้ดีเถิด มันเป็นอย่างไร? : ชีวิตอยู่ด้วยความหวัง “มันเย็นหรือมันร้อน?” ความหวังนั้นมันต้องการอะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วยังไม่ได้ ก็หวังอยู่เรื่อยๆ ร่ำไป มันสบายดีหรือเปล่า คนเป็นโรคประสาทกันจนเครียดนอนไม่หลับก็เพราะความหวัง จนบางคน “ความหวัง” มันทรมานจิตใจไม่ประสบความสำเร็จตามความหวัง นานเข้ามันก็เป็น “โรคประสาท” หรืถึง “โรคซึมเศร้า” เป็นไปได้มาก ถึงอย่างนั้นมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า คนเราหากทำอะไรด้วยความหวังก็ผิดหวังได้ทันที ควรมีหลักการในชีวิตว่า เราหวังอะไรก็ได้ เราคิดดูให้ดีว่าเราควรจะได้อะไร เราหวังอะไร? พอคิดเสร็จแล้วเราก็อย่าหวังมันเลย “ให้ทำก็แล้วกัน” ต้องกระทำๆ กระทำตามที่ควรจะทำ อย่าเอาความหวังมาทรมานใจเรา พอเราหวัง เราก็ผิดหวังทันที เพราะมันยังไม่มา มันยังไม่ได้ นี่เราจะไปหวังให้มันผิดหวังไปทำไม เพราะความผิดหวังหรือยังไม่ได้ตามที่หวังนั้นมันทรมานใจเรา มันกัดเรา

ในเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าท่านก็ได้ตรัสไว้เป็นเชิง “ทฤษฎีไก่ฟักไข่” เหมือนกันว่า เมื่อแม่ไก่มันไข่ออกมา แล้วมันก็ฟักไข่ นอนทับไข่ของมันเท่านั้นแหละ มันไม่ต้องหวังว่า “ลูกไข่จงออกมา” ไม่มีแม่ไก่บ้าตัวไหนที่มันจะหวังว่า ลูกไก่จงออกมา ลูกไก่จงออกมา แล้วมันก็นอนทับไข่กกไข่ให้ถูกต้องๆ ให้ถูกต้อง จะเห็นว่ามันคุ้ยบ้าง มันเขี่ยบ้าง มันพลิกบ้าง จะเห็นว่ามันคุ้ยบ้างกลับไปมา มันก็ทำให้ถูกต้อง แล้วพอถึงเวลาลูกไก่มันก็ออกมาเอง

ฉะนั้น เราไม่ต้องหวัง เราคิดดี เราต้องการอะไร เราคิดเสร็จแล้วเราก็ทำทันที ทำไปด้วยกำลังของเรา ด้วยสติ ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา หากทำด้วยความหวังแล้วมันกัดขบ มันกัด มันขบอยู่ตลอดเวลา หากมันเป็นสัตว์ร้าย ความหวังที่นี้เราพออนุมานได้ว่า เราไม่มีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง ให้เรามีชีวิตอยู่ด้วยสติปัญญาๆ ระลึกไว้ให้ดีแล้วก็ทำไปๆ เราไม่ต้องหวังให้มันกัดเรา สิ่งเหล่านั้นมันก็ดำเนินๆ ไปด้วยความถูกต้อง จนถึงเวลาที่มันมี “ผล” มันก็จะได้ “ผล” เองนั่นแหละ

ฉันใดก็ตามแม้เราเป็นชาวนา : เราก็ไถนาแล้วก็ดำนา แล้วก็ปลูกต้นข้าว อย่าไปหวังว่าข้าวจงออกมา ข้าวจงออกมา มันจะเป็นชาวนาบ้า คือ ต้องรู้จักดำรงจิตใจให้ถูกต้อง ว่าเมื่อคิดก็คิดๆๆ ให้ถูกต้อง ครบถ้วน รอบคอบ คิดหน้าคิดหลัง คิดตรงกลาง คิดข้างบน คิดข้างล่าง คิดให้มันถูกต้องหมดแล้ว ผลมันก็จะได้ออกมาตามที่เราปรารถนา นั่นเป็น “การทำด้วยสติปัญญา” อย่าทำด้วยความหวัง

ผู้ที่ไม่มีความอยากเป็นผู้ไม่มี “เวลา” เวลาไม่มีค่าสำหรับเขา : “เวลา” เป็นตัวแปรหรือเป็นปัจจัยหนึ่ง เมื่อมันกัดมันเจ็บปวดตรงที่เราหวังเกี่ยวกับ “เวลา” มันยังไม่ได้สิ่งที่เราต้องการ นี่มันกัดเราเพราะว่าเราไม่ได้สิ่งที่เราต้องการทันใจเรา เวลากัดเรา เราก็เจ็บปวดได้ เราทำอย่างไรอย่าให้ “เวลา” มันกัดเรา? ก็คือ เรารู้เรื่อง “เวลา” แล้วเราก็ไม่ทำอะไรด้วยความหวัง ทำด้วยจิตที่แจ่มแจ้ง เป็นจิตที่รู้เฉลียวฉลาด แจ่มแจ้งอยู่ในสิ่งที่เราทำ “แล้วเราก็ทำ” ไม่ให้เวลาเข้ามาแทรกแซง ไม่ให้เวลาเข้ามามีความหมาย เวลาไม่มีความหมายสำหรับเรา สิ่งที่เรียกว่า “เวลา” ไม่มีสำหรับเรา เพราะเดี๋ยวนี้เราไม่คำนึงถึงอดีต ไม่คำนึงถึงอนาคต ก็ไม่มีความอยาก

“ความอยาก” มันมีอยู่ที่เมื่อต้องการสิ่งที่จะได้ข้างหน้า ถ้าเราไม่คำนึงสิ่งที่จะได้ข้างหน้า เราก็ไม่มีความอยาก “เมื่อไม่มีความอยาก เวลามันก็ไม่มี” จุดตั้งต้นจากความอยาก จนกว่าจะได้รับสิ่งที่เราอยากนั่นแหละคือ “ตัวเวลา”

“อยาก” นี่เป็นจุดตั้งต้นของ “กิเลส” อยากว่าจะได้สิ่งนั้น นั่นคือ จุดหมายปลายทาง ระหว่างนั้น คือ “เวลา” มันจะมีความหมายเพราะเรา “อยาก” ถ้าเราไม่อยากมันไม่มี “เวลา” คือ มันไม่มีจุดตั้งต้น และมันก็ไม่มีจุดสุดท้าย ถ้าเราไม่อยาก ฉะนั้น เวลามีเฉพาะคนโง่ที่กำลังมีความอยาก กำลังมีความหวังเท่านั้นเอง ท่านยังพูดได้เลยว่า พระอรหันต์ไม่มีเวลา พระอรหันต์อยู่เหนือเวลา พระอรหันต์อยู่เหนือการที่จะถูกวัดด้วยเครื่องวัดใดๆ ทั้งสิ้น

การอยู่เหนือ “อำนาจเวลา” คือ อยู่อย่างพระอรหันต์ : ฉะนั้นถ้าใครอยากจะเป็นพระอรหันต์ หรือเหมือนพระอรหันต์สักวันหนึ่ง ก็ถือทำอย่างนี้ คือ ทำอย่างที่อยู่เหนือเรา อยู่เหนือความหมายของเวลา อยู่เหนือคุณค่าของเวลาไม่มีความอยาก ไม่มีกิเลส ไม่มีตัณหา ไม่มีอุปทาน ไม่มีความโลภ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความหลง เพราะมันอยู่เหนือเวลา ที่มันจะมีความโลภความโกรธความหลง หรือมีตัณหาได้ เพราะว่ามันต้องการให้เห็นแก่ความต้องการของมัน มันยังอยากอยู่ ถ้ามันไม่มีเวลา มันก็ไม่รู้จะอยากไปทำไม เรื่องความโกรธก็เหมือนกัน มันไม่ได้ทันเวลาก็โกรธ เรื่องความหลงมันก็ไม่รู้จะทำอย่างไรให้ทันแก่เวลา มันก็โง่

ฉะนั้น ถ้าเราไม่ต้องการเสียอย่างเดียว ก็ไม่มีปัญหาเรื่องความโลภความโกรธความหลง ไม่มีปัญหาว่าทันแก่เวลาหรือไม่ทันแก่เวลา ไม่มีปัญหาว่าได้หรือเสีย แพ้หรือชนะ อะไรมันก็พลอยไม่มีไปหมด เรารู้เรื่อง “เวลา” ว่าเราจะอยู่ให้ดีที่สุดสักวัน แล้วก็นี่อย่าอยู่กับอดีต หรืออนาคต แต่อยู่ด้วยปัจจุบัน แต่ถ้าเรายังดีอยู่ เราจงอยู่ปัจจุบัน ฉะนั้น เราจึงเป็นพระอรหันต์ ได้วันเดียวหรือได้ชั่วระยะหนึ่ง

จิตที่อยู่ด้วย “อุเบกขา” “ร่างกาย” ได้ต่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่มีปีติ ไม่มีสุข ไม่มีวิตกวิจารณ์ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปัจจุบันที่สุด เป็นปัจจุบันที่สะอาดที่สุด ที่กำหนดได้แล้วจะไม่มีความทุกข์ นี่เรียกว่า อยู่ด้วยปัจจุบันเท่านั้น อดีตอนาคตไม่อาจแทรกแซงเข้ามาได้ มีแต่ “อุเบกขากับเอกัคคตา”
เป็นอารมณ์

“เช่นนั้นเอง” ช่วยให้เราอยู่ด้วยจิตปกติ คำว่า “ตถาตา” “อย่างนั้นเอง” เราๆ ท่านๆ คงเคยได้ยินได้ฟังกันมามากหลายครั้ง หากเราทุกคนระวังกันให้ดีจำให้ดี จำกันไว้ให้ดี มันจะช่วยป้องกันมิให้เกิดความหวังชนิดโง่ๆ ชนิดเป็นทุกข์ให้เกิดขึ้นมากัดกินเอา ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เราระวังเสมอว่า “มันเช่นนั้นเอง จะไปหลงรักอะไรกับมันเล่า เขาจะไม่หลงโกรธ หลงเกลียด หลงกลัว หลงอะไรหมดทุกอย่าง” ตถาตาช่วยให้เราอยู่ด้วยจิตปกติ อดีตก็ไม่ทำอันตราย อนาคตก็ไม่ทำให้เกิดอันตราย “ปัจจุบัน” ก็ไม่เกิดปัญหาชนิดจะเป็นอันตรายได้

“ความว่าง” นั่นแหละเป็น “ปัจจุบัน” ที่สุด ไม่มีอะไรที่เป็นปัจจุบันมากเท่ากับความว่าง เพราะความว่างนี้มิได้ “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป” มันไม่มีอะไรที่จะเปลี่ยนแปลงความว่าง “นิพพาน” ก็ว่างอย่างยิ่ง ในความว่างไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้น ความว่างจึงเป็นปัจจุบันอย่างยิ่ง ถ้า “จิต” เรากำหนดอยู่ที่ความว่าง ก็คือ กำหนดอยู่ที่ “ปัจจุบัน” อย่างนี้มันก็ไม่เกิดความอยาก ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเวลา ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคตมารบกวน ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องของฝ่ายธรรมะ ฝ่ายพระศาสนา เป็น “คำสอน” แต่ในทาง “โลก” ทางด้านการศึกษาในปัจจุบัน ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เราจะต้องรู้จักทำชีวิตให้เหนือการบีบคั้นของ “เวลา” ด้วย เราต้องฝึกให้รู้ทัน คือ มี “สติ สมาธิ ปัญญา” รู้เท่าทัน ระลึกได้เฉียบพลัน ด้วย “เพราะเราไม่โง่และไม่อยากอะไรเข้า” เสียอย่างเดียว ชีวิตนี้จึงอยู่เหนือการบีบคั้นของ “เวลา” อย่างน้อยก็ไม่ได้รับประโยชน์ คือ ไม่ทุกข์ และถ้าว่าเราฝึกทำไปเรื่อยๆ มันจะดียิ่งๆ ขึ้นไปจนหมด หมดอำนาจของ “เวลา” โดยสิ้นเชิง หรือว่าเรารู้จักทำบ้างบางครั้งบางคราว มันคุ้มเราให้อยู่ผาสุกได้

โดยสรุป การมีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว คือ “วันนี้” อยู่กับ “ปัจจุบัน” อันบริสุทธิ์ อันประเสริฐสุดแล้วก็ไม่มีความทุกข์ เรียกว่า งดงามอย่างยิ่ง น่าชมอย่างยิ่ง โดยเพิกถอนอิทธิพล “อดีต” และ “อนาคต” ออกไปเสีย ก็จะได้ชื่อว่าเราได้ปฏิบัติธรรมะ ข้อที่ว่า “ภัทเทกรัตตคาถา” ไงเล่าครับ

อนึ่ง ขอนำเพลงที่สื่อเข้ากับ “ธรรมะ” ดังกล่าว ชื่อเพลง “พรุ่งนี้ไม่มีอะไรแน่นอน รักกันวันนี้ดีกว่า” ขับร้องโดย คุณปุ้ม อรวรรณ เย็นพูนสุข…

รักกันวันนี้ดีกว่า เผื่อว่าพรุ่งนี้มีอันเป็นไป แม้เธอและฉันนั้นต้องพลันสิ้นใจ ฉันจะหวังใคร ให้เป็นที่รักยิ่ง รักกันวันนี้ดีกว่า เผื่อว่าพรุ่งนี้มีใครมาชิง ฉันอาจพลาดแพ้เหลือแค่คืนทุกสิ่ง แล้วจะหมายอิง แอบอ้อนวอนรักใคร พรุ่งนี้ไม่มีอะไรแน่นอนแปรผันยอกย้อนลวงหลอนเปลี่ยนใจ เผื่อว่าพรุ่งนี้โลกแตกสลายไปวันนี้เล่าใครจะอยู่คู่ฉัน รักกันวันนี้ดีกว่า เผื่อว่าพรุ่งนี้จำใจไกลกันฉันอาจสิ้นหวัง เหมือนดังสิ้นชีวัน เหลือแต่เพ้อฝัน สุดกลั้นใจหมองตรม