เดินหน้าชน : แก้ฝุ่นพิษต้องยั่งยืน โดย นายด่าน

อาจจะเป็นความคุ้นชินของคนเมืองกรุงไปแล้วหรือเปล่า กับปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ในกรุงเทพฯและจังหวัดรอบนอก ที่พุ่งทะยานเกินค่ามาตรฐานอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกช่วง 2 สัปดาห์ก่อน

หากเปรียบเทียบสถิติในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ค่าฝุ่นพิษไม่ได้บรรเทาเบาบางลง เท่าไรนัก หลายพื้นที่เกินมาตรฐานยังเป็นพื้นที่เดิมๆ

ความโชคดีของคนกรุงในปีนี้คือการได้ลม มาช่วยพัดพาฝุ่นพิษออกไปจากพื้นที่ ทำให้สถานการณ์คลี่คลายได้เร็วกว่าเดิม

ย้อนไปช่วงกุมภาพันธ์ 2562 รัฐบาลได้ประกาศให้การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นวาระแห่งชาติ และใช้เวลาอีกหลายเดือนจึงออกแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง”

แผนดังกล่าวมอบอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการแก้ปัญหาช่วงค่าฝุ่นวิกฤต พร้อมการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น

โดยมี 3 มาตรการประกอบด้วย 1.การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ มีการกำหนดเป็นขั้นปฏิบัติการตามสถานการณ์ฝุ่นละออง

2.การป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง มุ่งให้ความสําคัญในการควบคุมและลดการระบายมลพิษทางอากาศจากแหล่งกําเนิด รวมถึงลดจํานวนแหล่งกําเนิดมลพิษฝุ่น

3.การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะดำเนินการพัฒนาระบบ เครื่องมือ กลไกในการบริหารจัดการ

แม้แผนปฏิบัติงานดังกล่าวจะคลอดออกมาใช้แล้วกว่า 1 ปี แต่ที่ผ่านมามีการดำเนินการจริงจังมากน้อยแค่ไหน

เพราะสาเหตุของฝุ่นพิษใน กทม.ถ้าไม่นับปัจจัยธรรมชาติภาวะลมนิ่ง หรือปรากฏการณ์ฝาชีครอบต่ำต่อเนื่อง

ปัญหาหลักๆ มาจากการใช้รถใช้ถนน การเผาในพื้นที่เกษตรจังหวัดภาคกลางลุ่มเจ้าพระยา และหลายจังหวัดภาคอีสานและภาคเหนือ

ล่าสุดจึงได้เห็นท่าที “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ที่ออกมากำชับ สั่งการกระทรวง หน่วยงานบูรณาการ รับมือ PM เน้นขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและบังคับใช้กฎหมาย เพื่อลดปัญหาที่ต้นเหตุ

ทั้งการขอให้กระทรวงมหาดไทย ท้องถิ่น ลงพื้นที่ตรวจสอบกวดขันบังคับใช้กฎหมายกับการเผาพืชไร่ในที่โล่ง

การประสานกระทรวงอุตสาหกรรม ตรวจสอบมลภาวะของโรงงานอุตสาหกรรม

รวมทั้งให้กระทรวงคมนาคม และตำรวจ ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาจราจร

โดยเฉพาะพื้นที่การจราจรที่คับคั่ง และจัดตั้งจุดตรวจสกัดรถควันดำที่สร้างปัญหาในพื้นที่

ในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืนนั้นขอหยิบยกผลการศึกษาวิจัย “ต้นทุนของสังคมไทยจากมลพิษทางอากาศและมาตรการรับมือ” ของ รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ ม.เกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกษตร สิ่งแวดล้อม

ได้ข้อสรุปว่าปัญหามลพิษทางอากาศก่อให้เกิดต้นทุนต่อสังคมไทยที่สูงมาก โดยเฉพาะประเด็นเรื่องสุขภาพและคุณภาพชีวิต โดยปัญหาได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นเนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมน้อย มีการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาในวงจำกัด ไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ พร้อมกฎหมายที่บูรณาการทุกมิติของปัญหา

เพื่อแก้ปัญหามลพิษทางอากาศโดยเฉพาะจากฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างยั่งยืน ควรนำมาตรการ 6 ด้านมาประยุกต์ 1.เร่งสร้างความตระหนักรู้ถึงอันตรายของมลพิษ 2.ลดมลพิษจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงในรถยนต์ 3.ลดมลพิษจากการเผาในที่โล่งแจ้งในภาคเกษตรและป่าไม้ 4.ลดมลพิษจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงจากกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม 5.ลดมลพิษที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน และ 6.ประเมินผลสัมฤทธิ์ของมาตรการที่ใช้ ได้เวลาเร่งหาทางแก้ไขอย่างจริงจัง

การแก้ปัญหาฝุ่นพิษคงไม่ใช่เรื่องเฉพาะหน้า ที่จะแก้กันปีต่อปี แต่ต้องอาศัยความต่อเนื่องและยั่งยืน อย่าผักชีโรยหน้า

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้พิษโควิด! เลื่อนแข่งเทควันโด ปทท. หวั่นนักกีฬาหลาย จว.มาเสี่ยงที่ ‘โคราช’
บทความถัดไป“ชลน่าน”ชี้เป็นความรับผิดชอบรัฐบาลโควิดระบาดรอบใหม่ หลุดจากด่านธรรมชาติ เตรียมประชุมนำอภิปราย