หน้าแรก บทความ ‘หมอ’…ต...

‘หมอ’…ต้องไม่ประมาท โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

24.12.20 | 14:56 น.

บทความฉบับนี้ผู้เขียนมุ่งให้แต่ละท่านมี “สติ” และ “ไม่ประมาท” ในฐานะผู้ใช้บริการต้องรู้จักเลือกใช้บริการที่เหมาะสม ถูกต้อง และผู้ให้บริการทางการแพทย์ก็ต้องให้บริการด้วยความสุจริตใจ

ท่านใดที่อายุเริ่มเยอะขึ้น หรือมีพ่อแม่อายุมาก ควรเสียเวลาอ่าน

“เสียชีวิตจากการตรวจสุขภาพ”

ตัวอย่างผู้ป่วย ชายไทย อายุ 72 ปี ไม่มีโรคประจำตัวใดๆ ได้ดูแลรักษาสุขภาพของตนเองเป็นอย่างดี ไม่สูบบุหรี่หรือดื่มสุรา ไม่มีอาการผิดปกติ วิ่งออกกำลังกายทุกวัน จึงแข็งแรงดี ในครอบครัวไม่มีใครเป็นเบาหวาน ความดันเลือดสูง โรคหัวใจ หรือโรคร้ายแรงใดๆ บิดามารดายังมีชีวิตอยู่และยังช่วยตนเองได้ตามสภาพแก่วัยที่เกิน 90 ปีแล้ว

วันหนึ่ง บุตรสาวคนสุดท้องที่อยู่กับพ่อเห็นข่าวประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาลรัฐบาลแห่งหนึ่งว่า ผู้สูงวัยควรไปตรวจ (เช็ก) สุขภาพประจำปีว่ามีโรคร้ายแรงหรือไม่ จะได้รักษาแต่เนิ่นๆ

Advertisement

ยิ่งมีข่าวผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองล้มฟุบกลางที่ประชุมจนต้องนำส่งโรงพยาบาล และแพทย์ต้องนำไปทำ “บอลลูน” ขยายหลอดเลือดหัวใจโดยด่วน แล้วแพทย์ยังออกมาให้ข่าวว่า “โชคดีที่มาเร็ว ไม่งั้นอาจรักษาไม่ทัน” เป็นต้น ยิ่งทำให้เธอเป็นห่วงพ่อมากขึ้น จึงรบเร้าให้พ่อไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลของรัฐ เพราะเชื่อว่าโรงพยาบาลของรัฐคงจะไม่มั่ว หรือตรวจรักษาเพื่อหวังผลกำไรเช่นโรงพยาบาลเอกชน เนื่องจากเธอได้ข่าวว่า
โรงพยาบาลเอกชนมี “โปรแกรม” และ “แพคเกจ” ตรวจสุขภาพแบบต่างๆ มานานแล้วเพื่อหาเงินให้กับแพทย์และโรงพยาบาล เธอจึงไม่สนใจ

แต่เมื่อโรงพยาบาลของรัฐโฆษณาประชาสัมพันธ์เรื่องการตรวจสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องโรคหัวใจในผู้สูงอายุ เธอจึงสนใจและรบเร้าพ่อให้ไปตรวจ ทั้งที่พ่อเองไม่อยากตรวจ เพราะเห็นว่าตนเองสบายดี ไม่มีอาการผิดปกติอะไรและยังออกกำลังได้เป็นปกติ ทั้งตนเองก็ไม่เคยไปตรวจสุขภาพประจำปีมาก่อนเลย ก็ไม่เห็นเป็นอะไร (แต่เคยไปตรวจสุขภาพเมื่อครั้งไปสมัครเข้าทำงาน แล้วเขาบังคับว่าต้องไปให้หมอตรวจสุขภาพก่อน เพื่อจะได้เลือกเอาคนที่ไม่เป็นโรคเข้าทำงาน จึงจำเป็นต้องไปตรวจสุขภาพ)

อย่างไรก็ตาม เมื่อลูกรบเร้าอยู่เรื่อยๆ พ่อก็ยอมตามใจลูก เพราะลูกบอกว่าสามารถเบิกค่าตรวจรักษาต่างๆ ได้หมด จึงไปตรวจสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุตามคำโฆษณาประชาสัมพันธ์นั้น แม้ว่าการตรวจสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุจะแพงกว่าสำหรับประชาชนทั่วไปที่ไม่เจาะจงว่าจะตรวจแบบผู้สูงอายุ เนื่องจากโปรแกรม หรือแพคเกจ การตรวจสุขภาพทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดจะเน้นการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (การตรวจ “แล็บ”) แบบครอบจักรวาล หรือแบบสะเปะสะปะ โดยไม่ได้ขัดเกลาให้เหมาะสมกับประวัติความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยของแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกัน และให้เหมาะสมกับความผิดปกติที่พบจากการตรวจร่างกายในแต่ละคน

เพราะในการตรวจสุขภาพส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดแพทย์จะให้ความสนใจกับการซักประวัติและการตรวจร่างกายน้อยมาก เพราะการซักประวัติและตรวจร่างกายให้ละเอียดถี่ถ้วนต้องใช้เวลาอย่างน้อย 20-30 นาที ซึ่งจะทำให้แพทย์เสียเวลามาก และไม่คุ้มกับค่าตรวจที่ได้รับการตรวจสุขภาพเกือบทั้งหมด จึงเน้นการตรวจ “แล็บ” เช่น ตรวจเลือด อุจจาระ ปัสสาวะ เอกซเรย์ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ คลื่นเสียงสะท้อนหัวใจและ/หรือท้อง และอื่นๆ

เมื่ออายุมากขึ้น อวัยวะและระบบต่างๆ ในร่างกายจะย่อหย่อนและมีโรคภัยไข้เจ็บเพิ่มมากขึ้น การตรวจแล็บจึงต้องครอบจักรวาลมากขึ้น การตรวจสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุจึงมีราคาแพงมากกว่าสำหรับประชาชนทั่วไป และยิ่งตรวจมากก็ยิ่งพบความผิดปกติมากขึ้นเป็นธรรมดา
ชายผู้นี้ก็เช่นเดียวกัน หลังการตรวจแพทย์บอกว่า ไขมัน (คอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์) ในเลือดสูงเล็กน้อย กรดยูริกสูงเล็กน้อย คลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติเล็กน้อย ไม่แน่ใจว่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือดจากหลอดเลือดหัวใจตีบหรือไม่ ควรตรวจเพิ่มเติมด้วยการออก-กำลังบนลู่วิ่ง (Treadmill exercise test)

ชายผู้นี้ปฏิเสธ แต่ลูกสาวก็รบเร้าให้ตรวจเพราะเบิกค่าตรวจได้ ในที่สุดชายผู้นี้ก็ยอมให้ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะวิ่งจนเหนื่อย แต่ไม่มีอาการอะไรอื่น เพราะเคยวิ่งออกกำลังทุกวันอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจออกมายังก้ำกึ่งว่าจะเป็นโรคหัวใจขาดเลือดหรือไม่ แพทย์จึงแนะนำให้ตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiography) ซึ่งไม่เหนื่อยและไม่เจ็บตัว ผลปรากฏว่าหัวใจดูปกติดี แต่ไม่สามารถบอกว่าหลอดเลือด หัวใจตีบหรือไม่

แพทย์จึงแนะนำให้สวนหัวใจ (Cardiac catheterization) และฉีดสี (สารทึบแสงเอกซเรย์) เข้าในหลอดเลือดหัวใจ (coronary angiography) ซึ่งจะเป็นการตรวจที่แน่นอนที่สุดว่าหลอดเลือดหัวใจผิดปกติหรือไม่ ชายผู้นี้ปฏิเสธเพราะไม่อยากเจ็บตัวและเห็นว่ายิ่งตรวจยิ่ง “หนักข้อ” ขึ้นเรื่อยๆ แต่ลูกสาวก็ยังรบเร้าให้ตรวจเพราะเบิกค่าตรวจรักษาทั้งหมดได้ และหมอยังบอกด้วยว่า “ถ้าเป็นพ่อของหมอ หมอก็จะให้สวนหัวใจตรวจเช่นเดียวกัน”

ลูกสาวจึงเคี่ยวเข็ญพ่อจนพ่อยอมอดอาหารและเตรียมตัวเป็นอย่างดีเพื่อการสวนหัวใจ และในเช้าวันหนึ่ง พ่อก็ได้รับการสวนหัวใจหลังจากที่ถูกงดไปครั้งหนึ่ง (เพราะมีผู้ป่วยหนัก “แซงคิว” ไปในครั้งก่อน) แต่ชายผู้นี้โชคร้าย สายสวนหัวใจเกิดแทงทะลุหลอดเลือดใหญ่ทำให้ตกเลือด ช็อก และเสียชีวิตในเวลาต่อมา เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นน้อยมาก แต่ก็เกิดขึ้นได้ เพราะในการตรวจพิเศษต่างๆ ที่ต้องสอดใส่เครื่องมือเข้าไปในร่างกาย ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ย่อมเกิดขึ้นได้และบางรายก็ถึงแก่ชีวิต เช่นเดียวกับการผ่าตัด แม้แต่การผ่าฝีหรือผ่าตัดไส้ติ่งที่คนทั่วไป (รวมทั้งแพทย์) อาจเห็นว่าเป็นของเล็กน้อย แต่ภาวะแทรกซ้อนถึงแก่ชีวิตก็อาจเกิดขึ้นได้ แม้จะเกิดขึ้นน้อยมากก็ตาม

การฉีด “สี” (สารทึบแสงเอกซเรย์) ก็เช่นเดียวกัน คนที่แพ้ “สี” อาจจะหายใจไม่ออก ช็อกและเสียชีวิตได้ แม้จะเป็นการฉีด “สี” เข้าหลอดเลือดธรรมดาเหมือนการฉีดยาทั่วไป การตรวจและการรักษาต่างๆ ที่ต้องใช้ยา หรือสารเคมี หรือเครื่องมือกระทำต่อร่างกาย จึงเกิดผลข้างเคียง (ภาวะแทรกซ้อน) ได้เสมอ ถ้าเป็นน้อยก็เป็นเพียงอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ หรือผื่นคัน ถ้าเป็นมากก็อาจมีอาการรุนแรง หรือถึงแก่ชีวิตได้ ที่น่าเสียใจสำหรับชายผู้นี้ก็คือ ท่านเป็นคนแข็งแรงดี ไม่มีอาการอะไร และไม่มีประวัติโรคร้ายแรงในครอบครัว แต่ต้องมาจบชีวิตลงด้วย “การตรวจสุขภาพ”

อันที่จริงการตรวจสุขภาพคือการตรวจหา “โรค” ให้แก่คนที่ไม่ใช่ผู้ป่วย หรือหาโรคเพิ่มให้แก่ผู้ป่วย จึงเป็นการ “หาเงิน” ให้แก่แพทย์และโรงพยาบาล โดยเฉพาะแพทย์และโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยไปให้รักษาน้อย เพราะแพทย์และโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยมากจนล้นมืออยู่แล้วไม่มีใครที่อยากจะให้บริการตรวจสุขภาพกับใครอีก เพราะแค่งานตรวจรักษาผู้ป่วยก็แสนสาหัสอยู่แล้ว ยังจะต้องมาคอยให้บริการคนดีๆ ที่ไม่มีอาการเจ็บป่วยอีก

รัฐบาลและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมาตรวจสุขภาพ “ฟรี” จึงเป็นการเพิ่มภาระให้แก่แพทย์และโรงพยาบาล ทำให้แพทย์และโรงพยาบาลต้องใช้ทรัพยากร (ทั้งบุคคลและวัตถุ) สำหรับทรัพยากรที่รัฐบาลและ สปสช.ให้ไว้นั้นก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการตรวจรักษาผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก แล้วยังสร้าง “ค่านิยม” ผิดๆ ให้แก่สังคมและประชาชนทั่วไปในเรื่องสุขภาพ เพราะสุขภาพคือภาวะแห่งความสุข ทั้งทางกาย ทางใจ ทางจิต และทางสังคมด้วย

“สุขภาพ” ไม่ใช่ภาวะที่ปราศจากโรคเพราะคนทุกคนย่อมมีโรคอยู่ในตนไม่มากก็น้อยเสมอ เช่น ปวดเวียนศีรษะเพราะโรคเครียด ปวดฟันเพราะโรคฟันหรือเหงือก ปวดท้องเพราะโรคกระเพาะลำไส้หรืออาหารเป็นพิษ ตาพร่ามัวเพราะโรคสายตา เป็นต้น แต่แม้เราจะมีโรค แต่เราก็มีความสุขทั้งทางกาย ทางจิต ทางใจ และทางสังคมได้ ถ้าเราควบคุมดูแลโรคของเราให้เราสามารถอยู่กับมันได้อย่างมีความสุข

คนที่มีโรคเบาหวาน โรคความดันเลือดสูง โรคหัวใจ/ตับ/ไต ฯลฯ ส่วนใหญ่จึงมีความสุข นั่นคือมีสุขภาพ การมีโรคจึงไม่ได้แปลว่าไม่มีสุขภาพ หรือสุขภาพไม่ดี การตรวจสุขภาพแบบที่ทำกันอยู่ทั่วไปยังไม่มีหลักฐานใดๆ ว่าช่วยสร้างเสริมสุขภาพ แต่มักจะทำให้เกิดโรคประสาท (ความกลัวว่าจะเป็นโรค) และหาโรคให้แก่คนดีๆ หรือทำให้คนดีๆ ต้องล้มป่วยหรือเสียชีวิตจากการตรวจและการรักษาที่ไม่จำเป็นต่างๆ

เมื่อประมาณ 30 ปีก่อน ก็มีคนดีๆ ที่ไปตรวจเช็กสุขภาพของกระเพาะลำไส้ด้วยการเอกซเรย์แบเรียม แล้วเกิดแบเรียมเป็นพิษ ทำให้คนดีๆ 4 คน (รวมเด็กในท้องด้วยก็เป็น 5 คน) ต้องเสียชีวิตโดยไม่จำเป็น ทำให้การตรวจสุขภาพซบเซาไปพักใหญ่ แต่ปัจจุบันกลับเป็นธุรกิจที่แพร่หลายและหาเงินได้อย่างมหาศาล

การตรวจสุขภาพแบบครอบจักรวาลและแบบสะเปะสะปะจึงเป็นขยะในทางการแพทย์ และควรที่ประชาชนจะรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของธุรกิจเช่นนั้น จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของความปรารถนาดีแต่ประสงค์ร้ายของผู้ใดเป็นอันขาด จงดูแลสุขภาพของตนเองโดยหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และอย่าไปห่วงเรื่อง “การตรวจสุขภาพประจำปี” เลย (Cr: Chantira Beverley นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ บทความเรื่องเสียชีวิตจากการตรวจสุขภาพ)

ท้ายสุดนี้ผู้เขียนเองคิดว่าทุกอย่างเป็นดาบสองคมได้เสมอ “การสร้างสุขภาพ” ในมิติที่เป็น “Active Activity” คือ “3อ 3ลด” 3อ: กินอาหารให้ครบห้าหมู่ ลดหวาน มัน เค็ม ออกกำลังกายวันละ 3 นาที อารมณ์: หมั่นสวดมนต์ ฝึกสมาธิตามที่ผู้เขียนเคยกล่าวถึงเสมอในหนังสือพิมพ์มติชนฉบับก่อนหน้านี้ และก็ต้องพูดเสมอต่อเนื่องให้ประชาชนเกิดเจตคติที่รู้ เข้าใจ และยอมรับ เกิดพฤติกรรมสุขภาพที่ดำเนินเป็นปกตินิสัย หรือพฤติกรรมธรรมชาติของ “คนทุกคน” เพราะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันโรค หรือเป็นวัคซีนชีวิตที่ดีที่สุด แต่ “การตรวจสุขภาพ” (Health Surveillance) ก็เป็นอีกมิติหนึ่งของการ “เฝ้าระวังสุขภาพ” และเป็น “Passive Activity” เพื่อจะทำให้สุขภาพแข็งแรงทั้งทางกายและทางจิตใจ ซึ่ง “การตรวจสุขภาพประจำปี” ดังกล่าวควรจะทำหรือดำเนินการแต่พอดี หรือสายกลาง โดยดำเนินการที่เป็นประโยชน์ “คน” หรือ “มนุษย์” โปรดกรุณาอย่าแฝงในเชิงธุรกิจจนเกินเหตุจนทำให้เกิดปัญหาดังกล่าวคนแล้วคนเล่าตามที่ “ท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์สันต์ หัตถีรัตน์” ได้ให้ “สติ” กับพวกเราที่มี “อาชีพแพทย์” ทุกท่านพึงตระหนักใน “จริยธรรมทางการแพทย์” และที่สำคัญผู้เขียนเชื่อ “แพทย์พวกเราทุกท่าน”ได้รับการอบรมกล่อมเกลาสั่งสอนจากอาจารย์จาก “โรงเรียนแพทย์ หรือคณะแพทย์ฯ” ทุกมหาวิทยาลัยมาอย่างดีแล้ว กล่าวคือ…“ดำเนินการโดยไม่ประมาท”

อนึ่ง : “ห้ามประมาท” ขณะนี้ประเทศไทยกำลัง “ผวาโควิด-19 รอบ 2 ลามทั่วประเทศ” จุดเริ่มต้นที่ “จ.สมุทรสาคร” เมื่อวันเสาร์ (19 ธ.ค.63) จาก 13 คน ระบาดเป็น 548 คน “ปีใหม่” กำลังจะเข้ามา การเฉลิมฉลองเป็นการรวมตัวของคนหมู่มาก ทำให้ยากต่อมาตรการในการกำหนดระยะห่าง ทุกคนต้องตระหนักให้ความร่วมมือ คือจะต้องอยู่แบบวิถีชีวิตใหม่ (New normal) ด้วยการระมัดระวัง ลดให้น้อยลง หรือลดละการเฉลิมฉลองปีใหม่เหมือนตอนสงกรานต์ที่ผ่านมา ซึ่งเราประสบความสำเร็จทุกคนด้วยการเต็มใจ Lockdown ตนเอง ใส่หน้ากากอนามัย กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือและเฝ้าระวังสุขภาพของตนเอง ทุกคนและบุคคลข้างเคียง ทุกครอบครัว เชื่อว่าประเทศไทยเราจะควบคุมโรคโควิด-19 ได้แน่นอน ขอให้กำลังใจ ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และทีมงาน รวมถึง อสม. ประสบความสำเร็จและโชคดี ควบคุมโรคร้ายสงบลงได้ เป็นของขวัญ “ปีใหม่ 2564” ให้คนไทยไงเล่าครับ