ความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอๆ อยู่แล้ว ในทุกนาที ชั่วโมง วัน เดือน ปี
แต่หลายครั้ง (หรือส่วนใหญ่) ความเปลี่ยนแปลงมักดำเนินไปโดยที่เราไม่รู้ตัว กล่าวคือมีลักษณะเปลี่ยนน้อยๆ หรือค่อยๆ เปลี่ยน ไปตามเหตุปัจจัยต่างๆ
ตรงกันข้ามกับความเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่สังคมไทยต้องเผชิญในปี 2563
ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่ชัดเจน ทว่าขณะเดียวกัน ก็เป็นภาพที่หลายคนคาดคิดไม่ถึงหรือจินตนาการไม่ออกมาก่อน
ขออนุญาตละที่จะกล่าวถึงหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงใหญ่ คือ การอุบัติขึ้นของ
โควิด-19 ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงด้านสาธารณสุข วิทยาศาสตร์ ระบบโลกาภิวัตน์ ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนจำนวนมากและอาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
ซึ่งนับเป็นความเปลี่ยนแปลงใหญ่ในปี 2563 ที่เชื่อมโยงกับปัจจัยภายนอก
แต่สิ่งที่บทความชิ้นนี้ต้องการจะวิเคราะห์ถึง ก็ได้แก่ การถือกำเนิดขึ้นของขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่จากช่วงต้นถึงปลายปีนี้ ที่รู้จักกันในนาม คณะราษฎร 2563
ซึ่งนับเป็นความเปลี่ยนแปลงใหญ่อันแตกแขนงสืบเนื่องมาจากความขัดแย้ง-ปัญหาภายในตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา
ด้านหนึ่ง เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ม็อบราษฎร คือขบวนการทางการเมืองภาคประชาชนที่มุ่งต่อต้านรัฐบาลและวิพากษ์อำนาจรัฐ ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด ตั้งแต่หลังเหตุการณ์รัฐประหารปี 2557 เป็นต้นมา
ถ้าย้อนไปไม่กี่ปีก่อน ผู้สันทัดกรณีจำนวนไม่น้อยคงยังมองไม่ออกว่าภารกิจเรียกร้องประชาธิปไตย จะถูกส่งมอบจาก คนเสื้อแดง ซึ่งมีฐานใหญ่เป็นชาวบ้านตามพื้นที่ชนบท ผู้ได้รับผลประโยชน์จากระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง มาสู่
คนรุ่นใหม่ ในเขตเมืองได้อย่างไร
แต่การดำรงอยู่ของ คณะราษฎร 2563 คือหมุดหมายบ่งชี้ว่าการส่งมอบภาระหน้าที่การต่อสู้ดังกล่าวได้ดำเนินไปเรียบร้อยแล้ว
มิใช่เพียง อายุ ของแกนนำ คณะราษฎรฯ เท่านั้นที่ น้อย จนน่าสนใจ
ทว่าอีกด้านหนึ่ง คนรุ่นใหม่ ที่เรียกร้องความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างกระตือรือร้นเหล่านี้ ยังมีพื้นเพมาจากการเป็น คนชั้นกลาง ในเมืองใหญ่ ที่ได้เล่าเรียนในสถาบันการศึกษาหลักๆ ของประเทศ (และเข้าถึงข้อมูลความรู้มากมายในโลกอินเตอร์เน็ต) จนกล้าตั้งคำถามกับระบอบอำนาจนิยมและเครือข่ายอนุรักษนิยมในสังคมไทยอย่างตรงไปตรงมา
หลังจากที่คนรุ่นพ่อแม่ของพวกเขาและเธอ ถูกมองว่าเป็นพลังทางการเมืองที่เอียงขวาหรือเป็น สลิ่ม เรื่อยไปถึงเป็นพลเมืองที่สยบยอม เฉื่อยชา หลับใหล ปราศจากความกระตือรือร้น มาตลอด 1-2 ทศวรรษหลัง
เมื่อผนวกกับโครงสร้างทางการเมืองของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป
การก่อตัวของขบวนการทางการเมืองโดย คนรุ่นใหม่ ณ ปี 2563 จึงถือเป็นความเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่ทุกคนต้องจับตามอง
อย่างไรก็ดี ทุกๆ ความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นผลลัพธ์จากความคิดและการกระทำของทุกคนทุกฝ่ายในสังคม ไม่ว่าพวกเขาและเธอจะมีความเชื่อ-อุดมการณ์ แตกต่างหรือสอดคล้องกันก็ตาม
ถ้า คนรุ่นใหม่ คือ กระแสพลังอันเร่าร้อนเปี่ยมชีวิตชีวา ซึ่งออกมากระตุ้นเตือนว่าสังคมไทยมาถึงจุดต้องเปลี่ยนแปลง การเมืองไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง
บรรดาผู้มีอำนาจก็คงไม่สามารถจะทัดทานต่อต้านข้อเรียกร้องข้างต้นด้วยการยืนกรานปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง หากแต่ต้องพยายามกำหนดกุมทิศทางความเปลี่ยนแปลงให้ดำเนินไปตามที่ใจตนเองปรารถนา
การปะทะกันของพลังความเปลี่ยนแปลงสองกระแสได้เริ่มออกดอกผลให้เห็นบ้างแล้วในปลายปีนี้
และน่าเชื่อว่าการแย่งชิงบทบาท ผู้นำการเปลี่ยนแปลง จะยิ่งเข้มข้นและปรากฏชัดเจนขึ้นในปี 2564
โดยยังไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ว่าความขัดแย้งระลอกนี้จะนำพาทุกคนไปพบเจออะไร?
ดุลยภาพ-ฉันทามติใหม่ที่ดูจะเกิดขึ้นได้ไม่ง่ายนัก?
ความรุนแรงเสียเลือดเนื้อที่หลายฝ่ายไม่ต้องการและพยายามไม่ให้เกิดขึ้น?
หรือการเริ่มต้นใหม่หลังจากทุกฝ่ายล้วนกลายเป็นผู้สูญเสีย?
ปราปต์ บุนปาน

