หน้าแรก บทความ ส.ค.ส.2564 : ...

ส.ค.ส.2564 : สร้างความสุขเริ่มที่‘ตัวเรา’ โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

31.12.20 | 13:43 น.

วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2563 วันรุ่งขึ้นจะเป็นวันปีใหม่ 1 มกราคม พ.ศ.2564 เพื่อเป็นการเริ่มต้นกับปีใหม่ จึงมีทั้งงานรื่นเริง และความสุข ด้วยการอวยพรปีใหม่ “ส่งความสุข” ให้กันและกันภายในครอบครัว ชุมชน ภายในระดับจังหวัด ประเทศ และต่างประเทศ รวมถึงการสร้างความเป็นสิริมงคลกับพิธีกรรมทางพุทธศาสนา

ส.ค.ส. เป็นเครื่องที่สื่อถึงกันระหว่างบุคคล แสดงออกที่ปรารถนาให้ตนเองและผู้อื่นมีความสุขด้วยกัน ประเด็นที่ผู้เขียนอยากจะเสนอหรือมอบให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันแต่ละคนว่า “สร้างความสุข ต้องเริ่มที่ตัวเรา” นั้นสำคัญที่สุด คำถามตามมาว่า เราสร้างเองได้จริงหรือ? สร้างอย่างไร? มีอะไรเป็นเครื่องมือ? ซึ่งผู้เขียนได้หนังสือจากเพื่อน จากวัดธรรมมงคล หลวงพ่อวิริยังค์ ความว่า…

มีประเด็นว่า “ความสุขเกิดจากอะไร?” คนเข้าใจผิด : โดยทั่วไปคนทั่วๆ ไปทั้งหลายแสวงหาความสุขแตกต่างกันไป ตามความรู้ความเข้าใจที่เคยได้ยินได้ฟังต่อๆ กันมา คนบางคนก็ไขว่คว้าค้นหาความสุขโดยมุ่งไปที่ความสะดวกสบาย หรูหรา คนยกยอสรรเสริญ มียศ มีตำแหน่ง คงจะช่วยนำพาไปสู่ความสุขที่แสนวิเศษเมื่อเขาแสวงหาทำทุกสิ่งทุกอย่างมาได้ดังที่ตั้งใจแล้ว แต่สิ่งดังกล่าวไม่ใช่คำตอบที่ทำให้เขาพึงพอใจที่สุด ความไม่แน่นอนของชีวิตก็เกิดขึ้นกับเขา ทำให้เขาต้องทนทุกข์ใจทรมานกาย เป็นเหตุให้เกิดความท้อแท้ในชีวิตดังเคยมีตัวอย่างหลายๆ กรณี เช่น มีมหาเศรษฐีหรือมีคนใหญ่คนโต เป็นถึงรัฐมนตรี นายพลฯ ผู้ว่าราชการจังหวัด มีทั้งเงิน มีทั้งยศถาบรรดาศักดิ์ มีทรัพย์สินเงินทอง เรียกว่าติดอันดับต้นของประเทศหรือติดอันดับโลกคนหนึ่ง ซึ่งกำลังนอนป่วยหนักอย่างแสนสาหัสด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ปอด และประสบอุบัติเหตุรถยนต์ถูกขับไปชนกับรถบรรทุกกระดูกเชิงกรานหัก ต้องทนทุกข์ทรมานกายใจอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร

ผู้ป่วยรายนี้อยู่โรงพยาบาลชั้นนำของประเทศเรา พักห้องพิเศษหรูหราแพงที่สุด เปรียบเทียบดุจโรงแรมห้าดาว แต่โรคภัยไข้เจ็บไม่ได้ยกเว้น ใครจนหรือรวยก็ต้องเจ็บป่วยได้เหมือนกัน นายแพทย์ที่รักษาจัดหาหมอที่ว่าดีที่สุดทั่วโลกก็ถูกเชิญมารักษา แม้จะแพงเท่าไรไม่หวั่น ขอเพียงรักษาคนป่วยให้หายเท่านั้น ยินดีจ่ายไม่อั้น เมื่อได้หมอดีที่สุดมารักษาก็ไม่สามารถรักษาเยียวยาท่านเศรษฐีให้มีอาการดีขึ้นบ้างเลย มีทรงกับทรุด ไม่มีวี่แววที่จะหาย มีแต่จะผอมแห้งแรงน้อยลงไปทุกที ญาติพี่น้องของเศรษฐีผู้นี้ต่างคนต่างวิตกกังวลใจไม่รู้จะไปหาหมอวิเศษที่ไหนมาช่วยรักษา แม้เมื่อรู้ข่าวว่ามี “หมอเทวดา” หมอพระ หมอผี ก็มีผู้หวังดีมา
บอกกล่าวแก่ญาติเศรษฐี ท่านก็มีวิธีการรักษาตามตำราของท่าน หมอเทวดาก็สาธยายวิธีการรักษา ยินดีไปช่วยเหลือไม่คิดสตางค์ ท่านหมอเขาดีมีใจเมตตา เคยรักษาคนป่วยให้หายจากโรคภัยหลายรายแล้ว มีคนโจษจานเล่าขานต่อๆ กันมาแบบนี้ญาติๆ ของเศรษฐีก็ดีใจ เมื่อได้ทราบก็พากันไปรับหมอเทวดาไปพบ “คนป่วย” ที่โรงพยาบาล เมื่อหมอเทวดาได้พบคนป่วยเศรษฐีผู้น่าสงสารก็ตรวจดูอาการจนทั่วแล้วก็บอกว่า อาการป่วยนี้ไม่น่ากลัว มีวิธีรักษาให้หายได้

หมอเทวดาก็ได้บอกกับท่านเศรษฐีที่นอนป่วยด้วยความเมตตาว่า อาการอย่างนี้มีวิธีเดียวที่จะรักษาโรคนี้ของท่านให้หายโดยเร็ววัน ท่านต้องไปหาคนที่มี “วาสนาดีมีโชคดีที่สุดและมีความสุขที่สุดในโลก” ให้เจอแล้วขอซื้อเสื้อของคนคนนั้น 1 ตัว แล้วอาการของท่านก็จะทุเลาเบาบางจางหายไป อาการป่วยไข้นั้นจะบรรเทาดีขึ้นในไม่ช้า ไปหา “คนวาสนาดีมีโชคดีที่สุด”

Advertisement

มหาเศรษฐีได้พยักหน้ารับแต่โดยดี ไม่มีข้อแม้ใดๆ ได้แต่คิดในใจว่าทรัพย์สินเงินทองของเราก็มีมากมาย หากจะซื้อสิ่งใดในโลกไม่เห็นจะยากเย็นอะไร เศรษฐีไม่รีรอได้สั่งให้ลูกน้องหลายคนให้ออกไปตระเวนหาทั่วบ้านทั่วเมือง หาเท่าไรก็ไม่เจอสักราย ได้แต่ไต่ถามคนแล้วคนเล่า พวกเขาเหล่านั้นก็บอกว่า ชีวิตพวกเขาเกิดมาไม่มีวาสนาโชคไม่ดี มีแต่ความทุกข์ไม่เคยมีความสุขบ้างเลย

ลูกน้องของเศรษฐีทั้งหลายพากันเดินคอตกกลับมาหาเศรษฐีอย่างสิ้นหวัง ต่างคนต่างคิดจะไปบอกเจ้านายอย่างไร ในที่สุดก็มานั่งปรึกษากันให้มารายงานเศรษฐีในทำนองเดียวกัน หาคนวาสนาดีโชคดีมีความสุขอย่างเดียวไม่เจอสักคน มีแต่คนส่ายหน้า และบอกว่าชีวิตข้าเกิดมามีแต่ความทุกข์ และทุกข์แต่ละคนก็ไม่ซ้ำกัน บางคนทุกข์น้อย บางคนทุกข์มาก บ้างก็บ่นอยากฆ่าตัวตาย

ท่านมหาเศรษฐีได้ฟังรายงานแล้วก็ไม่มีความย่อท้อ ได้ต่อว่าลูกน้องว่าทำไมถึงงี่เง่าอย่างนี้ มันต้องมีสักคนสิ! ออกไปหาให้เจอ ไปคราวนี้ถ้าหาไม่เจออย่าให้ข้าเห็นหน้าอีก ลูกน้องทั้งหลายของเศรษฐีต่างก็เร่งรี่หนีออกไปคนละทาง บ้างก็เดินไปตามหมู่บ้านเล็กใหญ่ ไปคนละทิศละทาง เข้าป่าเขาลำเนาไพร แม้ในเขตเมืองชุมชนที่มีเศรษฐกิจดี ต่างคนต่างเดินไปหาเพราะคนที่มีวาสนาโชคดีมีความสุขที่สุดไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน หน้าตาเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ ลูกน้องทุกคนต่างก็เดินทางหาโดยไม่มีจุดหมายปลายทาง

“เจอคนวาสนาดีโชคดีที่สุด” ในทันใดนั้นลูกน้องเศรษฐีคนดังกล่าวหูเขาก็ผึ่งแว่วได้ยินเสียงเพลงซึ่งขับร้องมาแต่ไกลๆ แต่ก็ฟังได้ความชัดเจนเพราะเป็นจังหวะไม่ช้าไม่เร็วนัก เขาหยุดฟังสักพัก โอ้ๆๆ ช่างไพเราะจับใจจริงๆ ยิ่งฟังยิ่งระรื่นหู บ่งบอกถึงผู้ขับร้องว่ามีความสุข คงไม่มีความทุกข์แน่เลย ฟังจบแล้วจึงเดินเข้าไปหาก็ได้พบว่าเป็นชายคนหนึ่งซึ่งมาเลี้ยงแกะอยู่ กำลังเดินร้องเพลงและต้อนฝูงแกะเดินตามกันไปอย่างสบายใจ ลูกน้องเศรษฐีก็ไม่รีรอ ได้ขอถามชายเลี้ยงแกะนั้นว่า…

ท่านเกิดมาเป็นคนมีวาสนาโชคดีมีความสุขมากใช่ไหม? ใช่ๆ ชายคนเลี้ยงแกะตอบอย่างอารมณ์ดี และก็พูดอีกว่า คงไม่มีใครมีความสุขใจมากกว่าข้าหรอก เพราะข้าได้เห็นดวงตะวันขึ้นและลงทุกเช้าค่ำ หนำซ้ำข้ายังได้ยินเสียงนกเสียงการ้องเพลงกล่อมทุกวัน ข้านั้นจึงมีความสุข ลูกน้องมหาเศรษฐีพอได้ฟังเช่นนี้ก็ร้องอุทานออกมาดังๆ ทันทีทันใด ข้าได้เจอคนคนนั้นแล้วๆๆๆ

“คนวาสนาดีโชคดีไม่มีอะไร” ชายคนเลี้ยงแกะเห็นอาการเช่นนั้นเป็นงงงัน ไม่นึกไม่ฝันว่าจะเกิดเหตุการณ์ฉงนใจ เขาก็ฝืนยิ้มให้อย่างคนไม่เต็มใจ เพื่อไม่ให้ลูกน้องของเศรษฐีเขินอาย ลูกน้องเศรษฐีเห็นเป็นโอกาสดีจึงได้ชี้แจงแถลงไขว่า ทำไมเขาถึงเป็นเช่นนี้ จึงได้เอ่ยวาจาว่า ข้าเป็นลูกน้องของมหาเศรษฐีคนหนึ่ง ซึ่งกำลังนอนป่วยอยู่โรงพยาบาลอาจอยู่ไม่นานเท่าไร ท่านบอกให้ข้าไปหาคนที่มีวาสนาดีโชคดีมีความสุขที่สุด เมื่อเจอแล้วให้ข้า “ขอซื้อเสื้อตัวหนึ่ง” มาจากเขาแล้วนำมาให้ท่าน เสื้อหนึ่งตัวของคนคนนั้นมีความสำคัญต่อชีวิตท่านมาก ข้าก็ออกเดินทางไปหาคนนั้น คนที่ว่ามีความสุขที่สุด ไปหาที่ไหนๆ มีแต่คนบอกว่า คนที่ท่านถามหานั้นคงไม่มีหรอก ท่านอย่าไปหาให้เหนื่อยเปล่าเลย แล้วข้าก็หาไม่เจอสักราย จึงช่วยกันตระเวนหาลัดทุกไร่ทุ่งนาไปอย่างไม่มีจุดหมาย แต่มาวันนี้ข้าได้มาพบเจ้าแล้ว จึงได้เข้าใจว่าเจ้าคือผู้ที่มีความสุขที่สุดที่นายข้าต้องการ จึงได้แสดงอาการดังกล่าวที่ท่านเห็น ชายเลี้ยงแกะก็ถึงบางอ้อแล้วก็หัวเราะห้าห้าในทันที ลูกน้องเศรษฐีเห็นคนเลี้ยงแกะอารมณ์ดี เขาไม่มีท่าทีว่าเป็นทุกข์เป็นกังวล มีสีหน้าเบิกบานไม่หมองหม่นร้องรำทำเพลงเรื่อยไป ลูกน้องเศรษฐีก็ไม่รีรอ ได้เอ่ยขอซื้อเสื้อสักตัวจากเขา ชายเลี้ยงแกะก็ตอบเขาเบาๆ ว่า ข้าไม่มีเสื้อเลยสักตัว มีเพียงกางเกงเก่าๆ ตัวเดียวเท่านี้ ว่าแล้วก็หัวเราะ ฮา ฮาๆ อย่างสบายใจ เดินต้อนฝูงแกะต่อไป ซ้ำร้องรำฮัมเพลงเบาๆ อย่างอารมณ์ดี

เศรษฐีปลงตก : ฝ่ายมหาเศรษฐีนั่งรอนอนรออย่างกระวนกระวายใจ ในที่สุดลูกน้องของเขาก็เดินกลับมาหา ท่านเศรษฐีมองหน้าลูกน้องอย่างใจจดใจจ่อด้วยความกังวลใจ ลูกน้องก็บอกรายงานด้วยเสียงอ่อยๆ เศร้าสร้อยว่าสิ่งที่ท่านต้องการนั้นไม่มี ท่านเศรษฐีฟังแล้วแทบจะสิ้นชีวาหนทางที่รักษาโรคให้หายคงไม่มี ท่านเศรษฐีจึงมีอาการปลงตกหมดอาลัยตายอยากในชีวิต ลูกน้องเศรษฐีเห็นเจ้านายแล้วน่าเวทนาสงสารจึงบอก
เจ้านายว่า ผมไปเจอคนที่มีวาสนาดีโชคดีมีความสุขที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งคนนั้นมีเพียงกางเกงเก่าๆ ขาดๆ เพียงตัวเดียว แต่หน้าตาอิ่มเอิบเบิกบานใจ เขาเดินร้องเพลงเลี้ยงแกะไปตามทุ่งนาอย่างสบายอารมณ์ ดูเหมือนว่าเขาจะมีความสุขมากๆ ผมไม่อยากเชื่อเลย แต่มันเป็นเรื่องจริงในสิ่งที่ผมได้เล่ามาครับเจ้านาย

มหาเศรษฐีฉุกคิด มหาเศรษฐีเมื่อได้ฟังเช่นนี้ก็ฉุกคิด เกิดคิดตามขึ้นมาในใจทันทีทันใด โอ้ๆ เจ้าประคุณเอ๋ย คนอย่างนี้มีอยู่ในโลกด้วยหรือ คนที่มีความสุขที่สุด คือคนไม่มีเสื้อผ้า แม้แต่สวมใส่สักผืนเดียวมันเป็นไปได้อย่างไร คนไม่มีทรัพย์จะมีความสุขได้อย่างไร? ไม่น่าเป็นไปได้ หรือว่าเขาจะเป็นคนประหลาดผิดเพี้ยนไป

ท่านเศรษฐีฉงนสนเท่ห์ใจ แล้วบอกให้คนทั้งหลายกลับไปได้ เศรษฐีนอนเงียบสงบอย่างหมดอาลัยในชีวิต หรือว่า “ความสุข” เกิดจากความไม่มีอะไร ท่านเศรษฐีคิดได้เช่นนั้นจึงตะโกนเรียกคนทั้งหลายให้เข้ามาในห้อง แล้วก็สั่งญาติๆ และลูกน้องช่วยกันนำสินทรัพย์เงินทองสิ่งของทั้งหลายเอาไปบริจาคคนยากคนจนคนแล้วคนเล่าหลายครั้งหลายหนจนเป็นที่เลื่องลือของคนทั่วไป ชื่อเสียงก็โด่งดังไปในทางที่ดี ใครๆ ก็ชื่นชมท่านเศรษฐีมีใจเอื้ออาทร ไม่เป็นคนเห็นแก่ตัว รวยแล้วรู้จักแบ่งกันคนนั้นคนนี้ก็สรรเสริญ ไปที่ไหนๆ ก็ได้ยินคนพูดถึงว่า “เศรษฐีใจบุญสุนทาน”

ข่าวดีของเศรษฐี เศรษฐีได้ฟังข่าวจากชาวบ้านชาวเมืองโพนทะนาว่ามีเศรษฐีใจบุญคนหนึ่งเอาทรัพย์สินเงินทองสิ่งของไปบริจาคแก่คนยากไร้ เศรษฐีได้ฟังคนพูดถึงตัวเองทีไรมีความสุขใจปลื้มใจในคำเลื่องลือเกิดปีติเบิกบานใจ ความเครียดเรื่องงาน ความกังวลใจในธุรกิจ ทั้งการดูแลของและทรัพย์สินเงินทองก็ค่อยๆ จางหายไป อาการป่วยของเศรษฐีก็ทุเลาเบาบางลงไป ในที่สุดก็หายป่วยจากโรคร้าย เขาจึงมีความสุขไร้ความกังวลไม่คิดสับสนวุ่นวายอีกต่อไป

ท่านเศรษฐีก็ทำหน้าที่บริจาคทานเรื่อยมา เขาเห็นคุณค่าของการ “ให้” เป็นสิ่งที่ทำให้เขามีความสุขกายสุขใจ จึงได้ข้อสรุปว่า “ความสุขใจ” มิใช่อยู่ที่ทรัพย์สินเงินทอง มียศถาบรรดาศักดิ์ดังคนทั้งหลายเข้าใจกัน ที่จริงแล้วนั้นอยู่ที่การ “ให้” ต่างหาก ใครรู้จักการ “ให้” ด้วยใจบริสุทธิ์เขาจะมีความสุขใจ

สาเหตุการป่วยโรคร้ายของมหาเศรษฐีรายนี้เกิดจากความเครียดความกังวลคิดโน่นคิดนี่อยู่เรื่อย คิดแต่จะทำให้ตัวเองรวยๆๆๆ รวยแล้วรวยอีกไม่รู้จักพอ ก็เลยป่วยทั้งกายและใจ เมื่อหายจากโรคร้ายแล้วเขาจึงได้บอกกับตัวเองว่า เราถึงบางอ้อแล้วๆ เราจะต้องดูแลกายใจของตนเองไม่ให้เป็นคนโลภมากอีก เราจะไม่ยอมโง่อีกต่อไป ทรัพย์สินเงินทองสิ่งของนอกกาย ถ้าเราไม่ตายก็หาใหม่ได้

เนื่องในวันส่งท้ายปีเก่า (31 ธันวาคม 2563) ต้อนรับปีใหม่ (1 มกราคม 2564)…หนังสือพิมพ์ “มติชน” แลผู้เขียน ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยประทานพรให้แฟนๆ มติชนทุกท่าน คือ “รวยแล้ว รู้จักให้” ไม่ว่าจะยากดี มีสุข ยศสูงศักดิ์เพียงใด หรือต่ำเตี้ยปานใด ขอให้ “คิดดู พูดดี ทำดี” ด้วยการ “รู้จักให้” ไม่ต้องรอให้รวยก่อนแล้วจึงให้ อย่าได้คิดเช่นนั้น เพราะโรคทั้งหลายไม่ได้เลือกว่าเป็นใคร มีสิทธิป่วยได้เท่าเทียมกัน ฝึกนิสัยรู้จัก “ให้” เอาไว้ดีกว่า “เอา” อย่างเดียว (บ่งบอกเป็นคนเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้) ท้ายสุดกล่าวได้ว่า…ผมมีความสุขเพราะผมมีจิตคิด “ให้” ด้วยความบริสุทธิ์ใจดังที่ว่า ส.ค.ส.2564 “สร้างความสุข เริ่มต้นที่ตัวเรา” เป็นผู้ “ให้” ง่ายนิดเดียว ไงเล่าครับ

อนึ่ง คนเรามี 5 ลักษณะของการเป็นผู้ให้ที่ดี 1) ให้ด้วยความปรารถนาดี เป็นการให้ไม่หวังผลตอบแทน จะก่อให้เกิดความสุขใจที่ได้ให้ได้ทำ 2) ให้ในสิ่งที่ดี ให้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้รับ เช่น ให้ความรู้ ให้กำลังใจ หรือให้โอกาส 3) ให้ในสิ่งที่เราสามารถให้ได้ ทุกอย่างเราอยากให้ได้ แต่ให้แล้วเราต้องไม่ลำบาก หรือเป็นทุกข์ ฉะนั้น ก่อนจะมอบน้ำใจให้ก็ควรประมาณตนก่อน 4) ให้โดยที่เราสบายใจ อย่าให้ด้วยความฝืนใจ ไม่สบายใจ แล้วเราจะไม่ได้อะไรจากการให้แม้แต่ความสุข หรือความสบายใจ 5) ให้อภัย เป็นสุดยอดของการให้ จะทำให้เรามี “ความสุขกับชีวิตมากขึ้น” เป็นการตั้งสติ ดับเชื้อเพลิงความโกรธที่บั่นจิตใจให้เราแย่ลง

อานิสงส์แห่งการให้ทาน 1.ผู้ให้ทานย่อมเป็นที่รักชอบใจของชนหมู่มาก 2.สัปบุรุษผู้สงบย่อมคบหาผู้ให้ทาน 3.กิตติศัพท์อันงามของผู้ให้ทานย่อมขจรทั่วไป 4.ผู้ให้ทานย่อมไม่ห่างเหินจากธรรม 5.ผู้ให้ทานมีความสุขเมื่อตายไปแล้วย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์