นักกฎหมายกับ‘หลักนิติธรรม
เมื่อกล่าวถึงนักกฎหมายกับ “หลักนิติธรรม” ถือว่ามีส่วนเกี่ยวกข้องกันอย่างใกล้ชิด เพราะ “หลักนิติธรรม” เป็นพื้นฐานของกฎหมาย เป็นหลักปรัชญาทางกฎหมายที่นักกฎหมายทุกคนต้องรู้ และต้องช่วยกันรณรงค์รักษาไว้ ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์แห่งหลักนิติธรรมให้คงไว้ให้จงได้
เนื่องจากนิติปรัชญาทางกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญยิ่งของรัฏฐาธิปัตย์สำหรับการปกครอง และบังคับใช้กฎหมายภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย เช่น ประเทศไทย เพื่อเป็นหลักประกันให้เกิดความยุติธรรม และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนผู้ใต้ปกครองอย่างแท้จริง
เรื่องของ “หลักนิติธรรม” นี้ แม้แต่อริสโตเติลบิดาแห่งรัฐศาสตร์ ยังได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับหลักนิติธรรม (the Rule of Law) ว่าเป็นสิ่งจำเป็น และสำคัญที่สุดในรัฐ
อีกทั้ง เพลโต้ นักปราชญ์ชื่อดังชาวกรีก ยังได้กล่าวว่า “การปกครองที่ดีที่สุด คือ การปกครอง โดยราชาปราชญ์” ซึ่งเป็นทั้งคนเก่งและคนมีคุณธรรม ปกครองบ้านเมืองด้วยความถูกต้องชอบธรรม แต่สุดท้ายแล้ว เพลโต้ ก็ไม่สามารถหาคนสมบูรณ์แบบพอที่จะเป็นราชาปราชญ์ได้
ในบั้นปลายชีวิต เพลโต้ จึงหันมาให้ความสำคัญกับ “กฎหมาย” เป็นสิ่งสูงสุด และเน้นว่า การปกครองจะต้องดำเนินตามกฎหมาย หากสังคมสามารถสร้างระบบกฎหมายที่ดี และเป็นธรรมขึ้นมาให้คนประพฤติปฏิบัติตามได้ แม้คนชั่วก็ยังอาจจะมีทางทำความดีขึ้นมาได้เช่นกัน
ดังนั้น ผู้เขียนนฐานะนักกฎหมายคนหนึ่ง จึงต้องติดตามศึกษาต่อไปว่า เหตุใดนักปราชญ์ทางรัฐศาสตร์ชาวต่างประเทศที่มีชื่อเสียงระดับโลก ยังให้ความสำคัญในหลักนี้อย่างยิ่งยวดถึงขนาดนี้
สำหรับประเทศไทย คงต้องอาศัยจากแนวฎีกา ซึ่งเป็นผลผลิตจากนักกฎหมายชั้นนำ คือ ท่านผู้พิพากษาศาลฎีกา อันเป็นสถาบันกระบวนการยุติธรรมสูงสุด มาเป็นแนวทางศึกษาในเชิงวิชาการว่าศาลสูงของไทยได้ให้ความสำคัญต่อหลักนิติธรรมดังกล่าวมากน้อยเพียงใด ?
ในที่สุด ก็จะเห็นได้จากแนวฎีกาที่เกี่ยวข้องกับนัยแห่งหลักนิติธรรมฎีกาหนึ่ง นั่นคือ ฎีกา 1935/2541 ที่มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับ “หลักนิติธรรม” วินิจฉัยไว้ดังนี้…
“ในกรณีเป็นผู้เสพยาเสพติดนั้น ย่อมเกิดผลร้ายแก่ตัวผู้เสพ ซึ่งพึงต้องได้รับการเยียวยาแก้ไขเป็นเบื้องต้น ส่วนปัญหาที่โจทก์อ้างว่า เป็นบ่อเกิดแห่งอาชญากรรมนั้น เป็นเพียงแนวโน้วที่มิได้เป็นจริงทุกกรณี ตราบใดที่ผู้เสพติด ยังมิได้กระทำการใดขึ้นเป็นการก่ออาชญากรรม การลงโทษรุนแรงไว้ก่อน ย่อมเป็นดังลงโทษล่วงหน้าสำหรับความผิดที่ยังมิได้เกิด เป็นการลงโทษที่ขัดต่อหลักนิติธรรม เป็นนโยบายการป้องกันที่ผิด และสร้างปัญหาให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเท็จจริงแห่งคดี ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีการกระทำที่เป็นส่วนแห่งการก่ออาชญากรรม หรือมีส่วนสนับสนุนแพร่กระจายยาเสพติด เหตุต่างๆ ที่โจทก์อ้างในฎีกา จึงเป็นการสรุปที่ให้ผลร้ายแก่จำเลยที่เกินเหตุ และอาจรับฟังเปลี่ยนแปลงดุลพินิจของศาลล่างทั้งสองที่ให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยได้”
ในที่นี้ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างของนักกฎหมายที่มีจุดยืนแน่วแน่มั่นคงในหลักของ “หลักนิติธรรม” อีกท่านหนึ่งมาเป็นอุทาหรณ์ คือ เรื่องราวในอดีตของท่านอดีตอธิบดีกรมอัยการ
พระยาเทพวิทุรพหุลศรุตาบดี ที่ได้ถวายความเห็น เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2471 แด่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ในเรื่องที่ทางราชการประสงค์จะให้ฟ้องหลวงภัณฑลักษณวิจารณ์ ในทางอาญา ฐานสร้างถนนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานให้สร้างได้ ทั้งๆ ที่ตามหลักฐานฟังได้ว่าผู้ต้องหามิได้กระทำผิด ดังนี้
“ในข้อที่ว่าจะให้ทำเป็นคดีตัวอย่างนั้น ข้าพระพุทธเจ้าไม่เห็นพ้องด้วย เพราะการที่จะให้บุคคลต้องเข้าทดลองเป็นจำเลยในคดีอาญานั้น เห็นด้วยเกล้าว่าไม่เป็นการสมควร และนึกไม่ออกว่าเขาทำกันในที่อื่น เพราะการเข้าไปเป็นจำเลยในคดีอาญา นอกจากกระทำให้บุคคลนั้นหน้าด้านต่อการเป็นจำเลยในคดีอาญา ซึ่งไม่เป็นสิ่งที่ปรารถนาขึ้นแล้ว บางทียังอาจเป็นผลร้ายแก่บุคคลนั้น เช่น ถูกกักขังในเมื่อหาประกันไม่ทันท่วงที เป็นต้น
ในเรื่องนี้ ถ้าหากทางราชการประสงค์จะฟ้องหลวงภัณฑฯในทางอาญาให้ได้แล้ว ข้าพระพุทธเจ้าสมัครที่จะให้ทางราชการวินิจฉัยเสียให้เด็ดขาดว่า ความเห็นของข้าพระพุทธเจ้านั้นผิด
โดนที่ข้าพระพุทธเจ้ามิได้เชื่อเลยว่าความเห็นของข้าพระพุทธเจ้าจะไม่อาจผิดได้
แต่เมื่อเวลานี้ยังไม่มีใครยืนยันว่า ความเห็นของข้าพระพุทธเจ้าผิดแล้ว การจะทดลองฟ้องไปนั้น ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่า ไม่เป็นหลักที่ดี”
พิเคราะห์จากคำฎีกาดังกล่าวข้างต้น และอุทาหรณ์ของท่านอธิบดีกรมอัยการพระยาเทพวิทุรพหุลศรุตาบดี แล้วจะเห็นได้ว่า “หลักนิติธรรม” เป็นแนวคิดและควรมีพลวัตซึ่งสามารถขยายความและปฏิบัติตามได้โดยนักกฎหมาย หรือนักนิติศาสตร์ สมควรอย่างยิ่งในการนำมาปฏิบัติเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมในที่สุด
นอกจากนี้ ขอกล่าวถึงอดีตนักกฎหมายที่จบเนติบัณฑิต ซึ่งยึด “หลักนิติธรรม” ในการทำงานอีกท่านหนึ่ง คือ ท่าน อรรถสิทธิ์ สิทธิสุนทร เนติบัณฑิตผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
คุณหลวงอรรถสิทธิ์ นอกจากจะเก่งโด่งดังในด้านการลงโทษแล้ว ในอีกด้านหนึ่งท่านก็ได้แสดงทรรศนะว่า การลงโทษเป็นทางแก้ข้าราชการที่ไม่ดีสถานเดียว แต่ถ้าใครสามารถให้คนชั่วเป็นคนดี โดยไม่ต้องใช้การลงโทษ ถือว่าผู้นั้นฝีมือดีที่สุด แต่ต้องอาศัยบารมี และการสร้างบารมีต้องมีประกอบกรรมดี ให้เป็นที่นับถือและเชื่อถือของคนทั้งหลาย ไม่แสร้งทำ ต้องจริงจังและจริงใจ
ท่านได้ชี้ให้เห็นความสำคัญของหลักนิติธรรมทางกฎหมายที่มีต่อบ้านเมือง ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ตั้งแต่การบัญชาการรักษาและการใช้กฎหมาย จะต้องเห็นคุณค่าของกฎหมายที่มีต่อบ้านเมืองและสังคม ตลอดจนตัวของเราเองก็จะทำให้คนเคารพกฎหมาย การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ต้องถือหลักนิติธรรมของกฎหมายเป็นหลักในการปกครอง กฎหมายเป็นหลักสำคัญที่สุด ฉะนั้นบ้านเมืองจึงมีความจำเป็นที่จะต้องบัญญัติกฎหมายออกใช้โดยชอบธรรม แล้วบริหารกฎหมายนั้นๆ ให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างยุติธรรม และมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเป็นนักกฎหมายจะต้องตั้งปณิธานให้แน่วแน่ว่า จะต้องเป็นผู้ที่มีการวินิจฉัยที่ถูกต้องเสมอ
ดังนั้น นักกฎหมายจำต้องคำนึงถึง “หลักนิติธรรม” และ “มโนธรรม” ควบคู่กันไปด้วยเสมอ แต่เมื่อความเป็นธรรมตามความเป็นจริง ไม่อาจเป็นไปได้แล้ว เราต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นผู้บัญญัติกฎหมายเสียเอง ผิดหลักอำนาจอธิปไตย ซึ่งรัฐธรรมนูญได้แบ่งแยกไว้ และจะกลายเป็นโทษมากกว่าคุณ เป็นอันตรายต่อส่วนรวม แต่เราจะต้องใช้กฎหมายให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมตามความเป็นจริง ความผิดทางอาญานั้นกฎหมายวางหลักให้ศาลใช้ดุลพินิจตลอดการกำหนดโทษ ลดโทษ และการรอลงโทษได้ในหลายกรณี ในกรณีที่ศาลไม่อาจใช้ดุลพินิจได้ ก็จำเป็นที่จะต้องถือกฎหมายเป็นหลัก เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้ศาลต้องดำเนินการตามกฎหมาย และผู้พิพากษาจะพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย ทางแก้ความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นนั้น อาจทำได้โดยการออกกฎหมายนิรโทษ หรือการมีพระราชทานอภัยโทษ และหรือแก้กฎหมายเสีย!!
ในฐานะที่ ท่านอรรถสิทธิ์ เคยเป็นทั้งอัยการ ป.ป.ช.และเป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลสัญญา 2 ซึ่งถือว่าเป็นผู้กระทำหน้าที่โดยอาศัย “หลักนิติธรรม” ทางกฎหมายประสานกับหลักรัฐศาสตร์ จนทำให้ท่านโชว์ผลงานได้โดดเด่น เป็นที่ยอมรับ ชื่อเสียงดังขจรไปทั่วหล้า อย่างน่าชื่นชม
ไพรัช วรปาณิ
เนติบัณฑิตไทย

