
ระหว่างที่ทีมค้นหาความจริงขององค์การอนามัยโลกเพิ่งเริ่มต้นทำงานเพื่อควานหาต้นตอของโรคระบาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษอย่างโรค โควิด-19 อยู่ในเมืองอู่ฮั่น มณฑลเหอเป่ย์ ประเทศจีน
ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันปาสเตอร์แห่งกัมพูชา ในกรุงพนมเปญ ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ของฝรั่งเศส ภายใต้การสนับสนุนของยูเนสโก ก็เผยแพร่ผลการค้นพบที่มีนัยสำคัญประการหนึ่งออกมา นั่นคือการค้นพบว่า ค้างคาวในพื้นที่ป่าทางตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชามีเชื้อโคโรนาไวรัสอยู่ในตัว ซึ่งเมื่อนำมาจำแนกพันธุกรรมอย่างถี่ถ้วนแล้วนำไปเปรียบเทียบกับพันธุกรรมของ ซาร์ส-โควี-ทู (SARS-CoV-2) ที่เป็นตัวการก่อโรคโควิด-19 แล้ว มีความคล้ายคลึงกันมากถึง 92.6 เปอร์เซ็นต์
มีเชื้อไวรัสอีกตัวเดียวเท่านั้นที่มีความคล้ายคลึงกับ ซาร์ส-โควี-ทู มากกว่า นั่นคือเชื้อโคโรนาไวรัสที่นักวิทยาศาสตร์จีนเคยตรวจพบในตัวค้างคาวเหมือนกัน แต่เป็นค้างคาวอีกสายพันธุ์ พบในถ้ำในพื้นที่ป่ามณฑลยูนนาน ทางตอนใต้ของประเทศจีน
ตอนนั้นมีการจำแนกเชื้อโคโรนาที่พบในค้างคาวจีน พบว่ามีความคล้ายคลึงกับเชื้อก่อโรคโควิดถึง 96.2 เปอร์เซ็นต์
การค้นพบเชื้อโคโรนาที่คล้ายคลังกันอีกตัวที่กัมพูชานี้อาจมีความหมายต่อการค้นหา “ต้นตอ” ของโควิดของทีมจากองค์การอนามัยโลกหรือไม่ก็ได้
แต่ในเวลาเดียว การค้นพบของทีมกัมพูชาครั้งนี้ก็มีความหมายที่สำคัญอยู่ในตัวมันเองอีกด้วยครับ
ด้วยเหตุที่ต้นตอของโควิด-19 จริงๆ นั้นยังไม่มีใครรู้แน่ชัด ในแวดวงวิทยาศาสตร์ตั้งสมมุติฐานที่เป็นไปได้ขึ้นมา 3 ทาง
ทางแรกสุดก็คือ ไวรัสร้ายตัวนี้ “กระโดด” จากค้างคาว มาสู่ “สัตว์สื่อกลาง” ซึ่งถูกนำมาซื้อขายกันเป็นๆ ที่ตลาดค้าส่งสัตว์น้ำสัตว์ป่าในเมืองอู่ฮั่น อันเป็นสถานที่ที่ไวรัสกระโดดจาก “สัตว์สื่อกลาง” มาสู่มนุษย์อีกต่อหนึ่ง
“สัตว์สื่อกลาง” ที่ว่านี้สันนิษฐานกันว่าคือ “ตัวนิ่ม” หรือ “ตัวลิ่น” โดยอาศัยพื้นฐานเปรียบเทียบพันธุกรรมของเชื้อโคโรนาที่พบอยู่ในตัวมันนั่นเองแหละเป็นมูลในการสันนิษฐาน
หนทางถัดมาที่สันนิษฐานกันก็คือ เป็นไปได้ที่เชื้อจากค้างคาว “กระโดด” มาสู่คนโดยตรง แล้วคนคนนั้นบังเอิญนำมันมาแพร่ระบาดที่ตลาดอู่ฮั่น
แนวทางสุดท้ายซึ่งทางการจีนพยายามนำเสนอมาตลอด ก็คือ “ซาร์ส-โควี-ทู” นั้น แพร่ระบาดอยู่นานมากแล้วในหลายประเทศอีกด้วย หนึ่งในเหยื่อที่ติดเชื้อนี้มาโดยไม่รู้ตัวนำมันมาแพร่ที่อู่ฮั่น
โดยนัยนี้ทางการจีนบอกว่า โควิด-19 ไม่ได้เริ่มต้นที่อู่ฮั่น แต่เป็นเชื้อ “นำเข้า” เข้ามาแพร่ที่อู่ฮั่นเท่านั้นเอง
อันที่จริง ความพยายามที่จะชี้ให้ชัดเจนว่า โควิด-19 เริ่มต้นได้อย่างไร ที่ไหนนี้ ไม่ได้เป็นความพยายามจับผิดหรือ “เอาเรื่อง” กับทางการจีนอย่างที่หลายคนเข้าใจ (หรือพยายามทำให้เป็นอย่างนั้น) แต่เป็นความพยายามมองหาต้นตอที่ชัดเจน เพื่อผลในการเฝ้าระวังและป้องกันการเกิดเหตุทำนองเดียวกันขึ้นซ้ำอีกในอนาคตต่างหาก
การค้นพบที่กัมพูชามีนัยสำคัญหลายทางทีเดียว ในทางหนึ่งการค้นพบนี้สนับสนุนข้อสันนิษฐานแนวทางแรกและแนวทางที่สองว่า เป็นต้นตอของการเกิดโควิด-19 มากกว่าที่จะเป็นทางที่ 3
แต่ในอีกทางหนึ่ง การค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่า เชื้อโคโรนาไวรัสที่คล้ายคลึงอย่างยิ่งกับเชื้อก่อโรคโควิด วนเวียนอยู่ใกล้ตัวเรามากมายอย่างยิ่งในภูมิภาคนี้นี่เอง
ค้างคาวที่ทีมสถาบันปาสเตอร์กัมพูชาตรวจสอบพบเชื้อคล้ายเชื้อโควิดนี้ เรียกชื่อสามัญว่า Shamel’s horseshoe bats ในไทยเรียกว่าค้างคาวมงกุฎปลอมใหญ่ ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Rhinolophus shameli
พบมากในลาว เวียดนาม เมียนมา ในไทยก็มีให้เห็นในแทบจะทั้งประเทศ ยกเว้นทางตอนใต้ครับ
ค้างคาวชนิดนี้อยู่ในวงศ์เดียวกันกับค้างคาวถ้ำในยูนนาน ซึ่งเรียกว่า Intermediate Horseshoe Bat ภาษาไทยเรียกว่า ค้างคาวมงกุฎเทาแดง ไม่พบในประเทศไทยครับแต่มีในพม่าตอนเหนือ ในตัวมันมีเชื้อโคโรนาที่นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อว่า RaTG13 เจ้านี่แหละครับที่มีพันธุกรรมคล้ายคลึงกับเชื้อโควิด-19 ถึง 96.2 เปอร์เซ็นต์
แมรีออน คูปแมนส์ นักไวรัสวิทยาจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยอีราสมุส ในเนเธอร์แลนด์ เตือนว่าต้องเร่งหาข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสในตัวค้างคาวตระกูลนี้ในลาว เมียนมา และเวียดนามให้ได้มากที่สุดโดยเร็ว
เพราะความคล้ายคลึงทางพันธุกรรมที่ระดับ 92.6 เปอร์เซ็นต์นั้น หมายความได้ด้วยว่า มันมีโอกาสที่จะกระโดดมาอาศัย ฟักตัวและแพร่ในคนได้ ไม่ว่าจะผ่านสัตว์สื่อกลางหรือไม่ก็ตาม
พื้นที่ป่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เหล่านี้รวมทั้งในไทยจึงควรเป็นพื้นที่เฝ้าระวังการอุบัติใหม่ของโรคจากไวรัสนี้อย่างเข้มงวดเหนือพื้นที่อื่นๆ นั่นเองครับ
