ข้อเขียนมติชนฉบับที่ผ่านมา ผู้เขียนแสดงทรรศนะต่อกรณีโควิด-19 ในประเด็น วัคซีน ซึ่งอยู่ในระยะที่ปริมาณความต้องการมีมาก แต่การผลิตยังไม่เพียงพอ ผนวกกับปัญหาเรื่องคุณภาพ ซึ่งมีตั้งแต่ 50% จนถึง 95% และมีข่าวคราวเรื่องผลข้างเคียง ตั้งแต่อาการเล็กน้อยจนถึงเสียชีวิต อันเป็นผลจากโควิด-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ การศึกษา ทดลอง ถูกจำกัดด้วยระยะเวลา เพื่อการผลิตมีและใช้ฉีดให้ประชาชน เพราะว่าการพัฒนาวัคซีน ไม่ว่าจะเป็น วัคซีนป้องกันวัณโรค วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก รวมถึงโปลิโอ จะใช้เวลาทดลองหลังจากผลิตแล้ว 2-5 ปี และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง “เชิงคุณภาพ” จนมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ในการฉีดให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย
โควิด-19 ยังคงเป็นภัยคุกคามชาวโลกอย่างต่อเนื่องจะจบเมื่อใดนั้นสุดจะคาดเดา ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลก 103,514,297คน เสียชีวิตสะสม 2,237,252 คน (ข้อมูล 1 กุมภาพันธ์ 2564) ในเอเชีย ประเทศที่ครองแชมป์ มี อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเมียนมา ยังวิกฤต มีผู้ติดเชื้อวันละหลายพัน จนถึงหลายหมื่น ขณะที่วัคซีนป้องกันโควิด-19 ทยอยฉีดกันไปหลายประเทศแล้ว สำหรับประเทศไทย วัคซีนล็อตแรก จาก
ซิโนแวค 5 หมื่นโดส คาดว่าจะเริ่มฉีดเข็มแรกในวันวาเลนไทน์ 14 ก.พ.64 โดยมีผู้อาสาฉีดเข็มเรียก หรือหนูทดลอง คือท่านอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข นั่นเอง
สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย แม้จะพบผู้ป่วยผู้ติดเชื้อมากขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้ วันละเกือบพัน แต่เพราะเป็นการตรวจเชิงรุก ค้นหาผู้ติดเชื้อในพื้นที่สีแดง จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นการทำงานเพื่อควบคุมป้องกันมาตรการเข้มข้นไม่ให้มีการแพร่กระจายแบบไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ดีในการเฝ้าระวังควบคุมโรค หากดูจำนวนคนตายไม่ได้กระโดดสูงขึ้น แสดงว่า ระบบสาธารณสุขของไทยเรารับมือได้ และโรงเรียน มหาวิทยาลัย เริ่มเปิดเรียนเมื่อวันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 พร้อมกันยกเว้นโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครที่ต้องปิดต่อ หลายมาตรการเริ่มมีการผ่อนคลาย
ผู้เขียนขอทบทวนสื่อสารเรื่องทั่วๆ ไปเกี่ยวกับ “โควิด-19” กับ “วัคซีน” โดยสรุปดังนี้
1.เชื้อโควิด-19 เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่สามารถก่อให้เกิด “โรคระบบทางเดินหายใจได้” เชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถแพร่เข้าสู่ร่างกายผ่านด้วยการไอ จาม ซึ่งมีละอองฝอยน้ำมูก หรือเสมหะ ที่มีเชื้อไวรัสมรณะ โควิด-19 นี้อยู่ รวมถึงการสัมผัสสิ่งต่างๆ ที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสแล้วเอามือไปจับหน้า ขยี้ตา เข้าปาก และเข้าจมูกก็มีโอกาสติดเชื้อ เป็นโรคโควิด-19 ได้
2.คนที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง มีประมาณเพียง 10-15% เท่านั้นที่จะมีอาการรุนแรง ซึ่งคนที่มีอาการรุนแรงมักจะเป็นผู้สูงอายุ คนที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง มะเร็ง ฯลฯ คนอ้วนมีน้ำหนักตัวมาก และคนที่ทำงานในสถานที่เสี่ยง เช่น โรงพยาบาล สถานที่กักกันผู้เดินทางเข้าประเทศ สถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก เช่น บ่อนการพนัน บ่อนตีไก่ สนามมวย ผับ บาร์ หรืองานเลี้ยง งานประชุม เป็นต้น หากมีอาการป่วยรุนแรงจะหอบเหนื่อยมาก ปอดบวม และเข้าถึงการรักษาที่โรงพยาบาลช้า อาจถึงเสียชีวิตได้
3.การป้องกันการติดเชื้อ สามารถทำได้ 3.1 โดยการสวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้าตลอดเวลา เมื่ออยู่นอกบ้าน หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่มีคนหนาแน่นแออัดหรือพื้นที่ปิด 3.2 ก่อนรับประทานอาหาร หรือหลังเข้าห้องน้ำ หยิบจับสิ่งต่างๆ ต้องล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาด หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ทุกครั้ง 3.3 หลีกเลี่ยงเอามือไปจับ แคะ ถูไถ บริเวณหน้า ตา ปาก จมูก 3.4 ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น กินอาหารแยกสำรับ หรือใช้ช้อนกลางส่วนตัว
4.“สร้างสุขภาพ” ด้วยตัวเราเอง “3อ” 4.1 ออกกำลังกาย อาทิตย์ละ 3-5 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30 นาที ทำให้ร่างกายแข็งแรง สม่ำเสมอ จะมีการหลั่งสารแห้งความสุข Endorphin ออกมา ทำให้เกิดภูมิต้านทานของร่างกายแข็งแรงขึ้น 4.2 อารมณ์สร้างรอยยิ้ม อารมณ์ขันเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ หรือสวดมนต์ ปฏิบัติ “ธรรม” 4.3 อาหาร ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ลดหวาน มัน เค็ม
กิจกรรม ข้อ 3 ข้อ 4 เป็น “การสร้างวัคซีนธรรมชาติ” ป้องกันโควิด-19 ด้วยตัวเราเอง หากทำได้เคร่งครัด ป้องกันโควิด-19 ได้ ชะงัด มากกว่า 80-90% ดังเห็นได้จากช่วงต้นปี 2563 ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม เราใช้มาตรการดังกล่าวจนเห็นผลเชิงประจักษ์สามารถป้องกันควบคุมไวรัสโควิด-19 กระทั่งองค์การอนามัยโลกได้กล่าวชื่นชมความสำเร็จ
5.หากเดินทางกลับจากต่างประเทศ หรือพื้นที่ที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ควรกักตัวที่บ้าน 14 วัน และปฏิบัติตัวตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข และหมั่นสังเกตอาการตนเอง หากมีอาการ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ให้รีบไปรับการตรวจรักษาที่ “โรงพยาบาล” ใกล้บ้านทันที
6.นอกจากนี้แล้วกระทรวงสาธารณสุขเร่งรัดรณรงค์ให้มีการ “ฉีดวัคซีนโควิด-19”เพื่อป้องกันการเกิดโรค หรือป้องกันอาการป่วยรุนแรงได้อีกด้วย โดยทางรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายฉีดให้ประชาชนฟรีทุกคน และมอบหมายให้ นพ.โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการวางแผนบริหารจัดการเกี่ยวกับเรื่องวัคซีนโควิด-19 โดยเฉพาะโดยมีแนวทางการดำเนินการ ดังนี้
1)เหตุผลเลือกบริษัท AstraZeneca/Oxford: วัคซีนจากบริษัท AstraZeneca/Oxford Lot แรก จำนวน 50,000 โดส ที่จะมาต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เก็บรักษาเคลื่อนย้ายในระบบลูกโซ่ ความเย็นของระบบสาธารณสุขประเทศไทยสามารถบริหารจัดการได้โดยเก็บไว้ในอุณหภูมิ +2 ถึง +8 องศาเซลเซียส หรือตู้เย็นช่องปกติที่ระบบสาธารณสุขไทยได้อยู่ขณะนี้ ไทยสามารถบริหารจัดการได้ เนื่องจากวัคซีนบริษัทอื่นบางบริษัทต้องอาศัยการเก็บรักษาโดยอุปกรณ์พิเศษ Deeo Freezer -70 องศาเซลเซียส ซึ่งจะดำเนินการได้ลำบากโดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล
เพื่อสร้างความมั่นคงต่อวัคซีน Vaccine Security ของประเทศ AstraZeneca/Oxford ได้แสดงความจำนงในการเลือกบริษัท Siam bioscience ที่มีประสบการณ์ในการผลิตแบบ Biological ชีววัตถุ ที่สามารถเป็นฐานในการผลิตวัคซีนได้ โดยบริษัท AstraZeneca/Oxford ได้เลือกให้ไทยเป็นฐานในการผลิตสำหรับภูมิภาคอาเซียน เพื่อประโยชน์ของภูมิภาคด้วย นี่เป็นเรื่องที่สมควรภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
2) ขั้นตอนการดำเนินการหลังวัคซีนมาถึงไทยจนถึงขั้นตอนการฉีดมีกระบวนการ ดังนี้ คาดว่าวัคซีนั้นจะมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิต้นกุมภาพันธ์ จากนั้นจะผ่านขั้นตอนทางศุลกากร และต้องผ่านการขอรับรอง Lot Release จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อรับรองประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนก่อนที่จะเข้ามาฉีดในประเทศไทย เมื่อได้รับใบรับรองแล้ว วัคซีนจะดำเนินการจัดส่งตามแผนการกระจายวัคซีนถึงหน่วยบริการสาธารณสุขเป้าหมาย
3) แผนการกระจายวัคซีน โดยจัดแบ่งเป็น 4 กลุ่ม กลุ่ม 1 : บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข กลุ่มเสี่ยงด้านหน้าทั้งภาครัฐและเอกชน (รวม อสม.และ อสต.) กลุ่ม 2 : ประชาชนที่มีโรคประจำตัว ดังนี้ โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง (ปอดอุดตัน หอบหืด) โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตเรื้อรังระยะ 5 (ไตวายเรื้อรัง) โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็งทุกชนิดที่อยู่ระหว่างรักษาด้วยเคมีบำบัด รังสีบำบัดและภูมิคุ้มกันบำบัด โรคเบาหวาน ความดัน โรคอ้วน กลุ่ม 3: ประชาชนอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่ม 4 : เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับการป้องการควบคุมโรคโควิด-19 ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วย เช่น ด่านควบคุมโรค สถานกักกัน ทหาร ตำรวจ
โดยวัคซีนที่มารอบแรก 50,000 โดส คาดว่าจะเริ่มฉีดวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 คาดว่าจะเริ่มฉีดกลุ่มที่ 1 คือ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ กลุ่มที่ 4 โดยพื้นที่คาดว่าจะเป็นจังหวัดสมุทรสาคร โดยถ้ามีวัคซีนเพียงพอจะฉีดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
4) ต่อจากล็อตแรกมีแผนการจัดสรรและการกระจายวัคซีนคาดว่าเดือนมีนาคม จะได้รับวัคซีน 100,000 โดส เพิ่มเติมจะฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 สำหรับผู้ที่ได้รับเข็มแรก และเพิ่มเติมในกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ โดยใช้ข้อมูลจากความเสี่ยงในระดับพื้นที่เป็นแนวทางในการดำเนินการ
5) ผู้ต้องการได้รับการฉีดวัคซีนต้องทำอย่างไร? เนื่องจากวัคซีนที่ฉีดครั้งนี้เป็นวัคซีนใหม่ จะมีใบเซ็นยินยอมสมัครใจ (Consent form) ในการรับวัคซีน และมีการจองสิทธิโดยใช้ Application หมอพร้อม (MOPH connect) จากนั้นก่อนมารับบริการผู้จองสิทธิจาก
เจ้าหน้าที่อีกรอบหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มโรคเรื้อรังตรวจเช็กให้ชัดเจนก่อนรับวัคซีน
6) การติดตามผลและเตรียมการ AEFI จะมีทีมติดตามประเมินผล โดยกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรคและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ติดตามการใช้วัคซีน โดยอาศัยข้อมูลจาก Application หมอพร้อม เพื่อติดตาม โดยการติดตามจะดำเนินการภายหลังได้รับวัคซีนเข็ม 1 และเข็ม 2 ไม่น้อยกว่า 30 วัน เพื่อติดตามความปลอดภัยของผู้ได้รับวัคซีน
7) ภาพรวมแผนการจัดหาวัคซีนครั้งนี้ มีดังนี้ 7.1 วัคซีนจาก AstraZeneca/Oxfordfinished product เดือนกุมภาพันธ์ 50,000 โดส 7.2 วัคซีนจาก AstraZeneca/Oxfordfinite product เดือนมีนาคม 100,000 โดส 7.3 วัคซีนจากประเทศจีน 2,000,000 โดส อยู่ในระหว่างยื่นขอขึ้นทะเบียนในประเทศไทย 7.4 วัคซีน จาก AstraZeneca/Oxford และ Siam bioscience ผลิตในไทย 26 ล้านโดส (หัก 150,000 โดส) ตั้งแต่มิถุนายน-มีนาคม 2564 7.5 วัคซีน จาก AstraZeneca/Oxford และ Siam bioscience ผลิตในไทย 35 ล้านโดส เริ่มมกราคม 2565 รวมถึงจำนวนวัคซีนทั้งหมดตามแผน จำนวนทั้งหมดประเทศ 63,000,000 โดส เพื่อครอบคลุมสร้าง Herd immunity กับประชาชนไทยกลุ่มเป้าหมาย
โดยสรุปนั้นคือ แผนการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข จะดำเนินการตลอดปี 2564-2565 โดยมีการเฝ้าระวังและขณะเดียวกัน กลุ่มเสี่ยงทั้งหลายที่มีอายุมากๆ พิการ มีโรคเรื้อรังเป็นแล้วจะลดอัตราการตาย และความพิการให้น้อยลงมากที่สุด จนสามารถควบคุมได้ แต่จะต้องมี “ระบบเฝ้าควบคุมป้องกันไวรัสโควิด-19” อย่างต่อเนื่องในอีกอย่างน้อย 2-5 ปี เหมือนกันกับที่กระทรวงสาธารณสุข เราเคยดูแลเรื่อง คอตีบ ไอกรน โปลิโอ บาดทะยัก ฯลฯ
ผู้เขียนขอให้กำลังใจและเชื่อมั่นท่านผู้นำกระทรวง ตั้งแต่ รมว.สธ. รมช.สธ. ผู้ช่วยรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงฯ อธิบดีฯ และ สสจ. ผอ.รพศ./รพท. ผอ.รพช/รพ.สต. ตลอดจน อสม./อสต. กว่า 1 ล้านชีวิต จะควบคุมโควิด-19 ได้ชะงัดในเร็วๆ นี้
และอย่าลืม “สร้างภูมิคุ้มกันโรคโควิด-19” ตัวเราเองด้วยมาตรการ 1.ใส่หน้ากากอนามัย 2.เว้นระยะห่าง 3.กินร้อน ช้อนส่วนตัว 4.ล้างมือบ่อยด้วยสบู่&แอลกอฮอล์ และที่สำคัญ “สร้างสุขภาพ” ด้วย “3อ” เป็น “วัคซีนชีวิต” สร้างด้วยตัวเราเพื่อตัวเราดีที่สุด ไงเล่าครับ

