พฤหัสบดีที่แล้วผมกล่าวถึงนโยบายใหม่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการล่าสุด ยกระดับคุณภาพโรงเรียนภายใต้คำขวัญโรงเรียนยกกำลังสอง โดยเร่งพัฒนาโรงเรียนดีสี่มุมเมือง โรงเรียนขนาดเล็กที่จำเป็นต้องคงอยู่ต่อไป และควบรวมโรงเรียนแบบเป็นกลุ่ม
ก่อนย้อนไปถึงแนวทางปฏิรูปที่เคยเสนอแนะกันเรื่อยมา คือ โรงเรียนนิติบุคคล ยกขึ้นมาเทียบเคียงให้คิดคู่กันไปว่า แนวทางใดตอบโจทย์ได้ตรงจุดมากกว่ากัน
เลยต้องหยิบเอาสิ่งที่ดำเนินมาแล้วให้รับรู้กันอีกครั้ง
เริ่มจาก กฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา พ.ศ.2550 ประกาศเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2550 โดยนายวิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สาระหลัก ให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ หรือเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานพิจารณาดำเนินการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านการบริหารงานบุคคล และด้านการบริหารทั่วไป ไปยังคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือสถานศึกษา
ต่อมามีประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่องการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาของ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปยังคณะกรรมการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2550 ลงนามโดย คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ.2550
14 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก ถึงปี 2564 เสียงเรียกร้อง โวยวาย วิพากษ์วิจารณ์ถึงคุณภาพการศึกษาไทยยังเต็มไปด้วยปัญหาน่าวิตก ขณะที่เสียงโหยหาความอิสระ เพื่อให้โรงเรียนบริหารจัดการการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ ยังดังอึงคนึงอยู่อย่างต่อเนื่อง
เหตุเพราะกฎกระทรวงข้างต้น ไม่ได้รับการปฏิบัติเพื่อบังคับใช้อย่างจริงจัง
สิ่งที่ควรจะเป็นก็ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ การยกระดับโรงเรียนที่มีความพร้อมให้เป็นโรงเรียนนิติบุคคลจึงยังห่างไกลความเป็นจริงต่อไป
ด้วยเหตุนี้จึงเกิดข้อเสนอหนึ่งของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) พ.ศ.2562 คือ ยกระดับประสิทธิภาพการบริหารและเพิ่มความเป็นอิสระให้เป็นโรงเรียนนิติบุคคล
ย้อนหลังกลับไปอีก สภาการศึกษาสมัยที่นายเอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์ เป็นเลขาธิการ พ.ศ.2555 ร่วมกับสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินการศึกษาวิจัยและพัฒนากฎหมายเพื่อการบริหารจัดการสถานศึกษานิติบุคคล ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ
งานวิจัยชี้ถึงข้อจำกัดการยกระดับพัฒนาโรงเรียนเป็นนิติบุคคลทุกด้าน ทั้งวิชาการ งบประมาณ บริหารงานบุคคล บริหารงานทั่วไป หากไม่ปลดล็อกปัญหาเหล่านี้ให้เบาบางลงจนหมดไปก็ยากที่จะทำให้โรงเรียนมีอิสระได้
อาทิ ปัญหาการจัดสรรอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา การสรรหาและการบรรจุและแต่งตั้ง การเปลี่ยนตำแหน่งให้สูงขึ้น การย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นต้น
ผลการศึกษาได้เสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการสถานศึกษาให้มีอิสระ คล่องตัว และมีประสิทธิภาพสมฐานะความเป็นสถานศึกษานิติบุคคล ต่อกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมแนวทางปฏิบัติเป็นรูปธรรม
เสนอให้ทำโครงการนำร่องพัฒนาประสิทธิภาพการบริหาร โดยคัดเลือกสถานศึกษาขนาดใหญ่จำนวน 25 แห่งเข้าร่วม เพื่อเป็นโรงเรียนนิติบุคคล ก่อนยกระดับไปถึงขั้นเป็นองค์การมหาชน เช่น โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
โรงเรียนนำร่อง กลุ่มที่ 1 กทม. 6 โรง ได้แก่ เตรียมอุดมศึกษา บดินทรเดชา ราชวินิตประถม ประเสริฐสุนทราศรัย อนุบาลสามเสน เทพลีลา
กลุ่มที่ 2 ภาคเหนือ 6 โรง ได้แก่ บุญวาทย์วิทยาลัย สันกำแพง อนุบาลเชียงใหม่ อนุบาลลำปาง สามัคคีวิทยาคม อนุบาลเมืองเชียงราย
กลุ่มที่ 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6 โรง ได้แก่ กัลยาณวัตร ปทุมเทพวิทยาคาร อุดรพิชัยรักษ์พิทยา อนุบาลหนองคาย สนามบิน อนุบาลอุดรธานี
กลุ่มที่ 4 ภาคใต้ 6 โรงได้แก่ อำมาตย์พานิชกุล พิชัยรัตนาคาร วิเชียรชมสงขลา อนุบาลกระบี่ สุราษฎร์ธานี อนุบาลสุราษฎร์ธานี
ปรากฏว่าผลการศึกษาวิจัยแม้เสนอการปฏิบัติที่ชัดเจนคือโครงการนำร่องดังกล่าว มีชะตากรรมเช่นเดียวกับงานวิจัยอีกมากมาย ถูกเก็บไว้ในตู้เอกสาร ไม่นำไปสู่การปฏิบัติแต่อย่างใด จนกระทั่งเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเวลาต่อมา เหตุการณ์ทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ปกติเหมือนเดิม
อีกไม่นานนี้ กำลังจะเกิดเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอีก 20 เขต จนครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ แต่โรงเรียนนิติบุคคลที่รอมาตั้งแต่ปี 2550 ยังเป็นฝันค้างอยู่ต่อไป
รัฐบาลใหม่ คลอดนโยบายใหม่ โรงเรียนยกกำลังสอง ชะตากรรมจะเป็นอย่างไร จึงท้าทายให้ติดตามอย่างยิ่ง
ไม่จำเป็นต้องเป็นนักการศึกษามืออาชีพระดับใดทั้งสิ้น ขอเพียงให้มีใจที่จะเรียนรู้ เพื่อร่วมแบกรับผลการปฏิรูปการศึกษาไทยไปด้วยกัน เท่านั้นเอง

