มีรายงานการศึกษาวิจัยชิ้นใหม่เกี่ยวกับการกลายพันธุ์ของเชื้อก่อโรคโควิด-19 จนมีขีดความสามารถในการหลีกเลี่ยงแอนติบอดีที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสร้างขึ้นมา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของวัคซีนได้ในอนาคต หากเรายังปล่อยให้มันระบาดและกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ
งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ ไซนซ์ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้นี่เอง เป็นผลงานของ พอล ดูเพร็กซ์ ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อการวิจัยวัคซีน ของมหาวิทยาลัยพิทส์เบิร์ก สหรัฐอเมริกา กับคณะ
ผมหยิบมาเล่าสู่กันฟัง เพราะงานชิ้นนี้อธิบายถึงการกลายพันธุ์ไว้ดีมากๆ ทำให้เห็นภาพได้กระจ่างชัดว่า การกลายพันธุ์เกิดขึ้นจากอะไร กลายพันธุ์อย่างไร แล้วเจ้าไวรัสร้ายใช้การกลายพันธุ์ให้เป็นประโยชน์อย่างไรครับ
ดูเพร็กซ์ อธิบายไว้ว่า ไวรัสซาร์ส-โควี-ทู เมื่อจะขยายพันธุ์ จะใช้วิธีการแบ่งตัวแบบทวีคูณ คือจาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 และเพื่อให้ตัวที่แบ่งออกไปใหม่มี “คุณสมบัติ” เหมือนเดิม กลไกในเซลล์จะ “ก๊อบปี้” เอาพันธุกรรมทั้งหมดมาจากของเดิม
การกลายพันธุ์เกิดขึ้น เมื่อการทำสำเนาของเดิมที่ว่านั้น ก๊อปมาไม่หมด บางส่วนขาดหายไปนั่นเอง
อันที่จริงไวรัสตระกูลโคโรนาก็มีกลไกที่จะตรวจสอบการทำสำเนาอยู่ในตัว แต่ตัวกลไกที่ว่านี้ไม่สามารถแก้ไขความผิดพลาดจากการทำสำเนาได้ เพราะส่วนที่ผิดนั้น ไม่ใช่การก๊อปมาผิดๆ แต่เป็นการก๊อปมาไม่หมด ซึ่งดูเพร็กซ์เรียกว่าเป็น “ความฉลาดที่ชั่วร้าย” ของไวรัสซาร์ส-โควี-ทู ครับ
เพราะถ้ามันทำสำเนาส่วนหนึ่งมาผิด กลไกก็อาจแก้ให้ถูกได้ แต่ถ้าไม่เอาส่วนเดิมมาเลย ก็ไม่รู้จะแก้อย่างไรนั่นเอง
ดูเพร็กซ์ อุปมาอุปไมยไว้ว่า สายพันธุกรรมของไวรัสก็เหมือนกับสายสร้อยที่ร้อยขึ้นจากลูกปัดจำนวนมาก หายไปเม็ดนึง ก็ไม่ได้ทำให้หมดสภาพการเป็นสายสร้อยได้ เพราะตำแหน่งที่หายไปก็จะมีโปรตีนตัวอื่นเข้ามาแทนที่
แต่มันเกิดผลร้ายขึ้น 2 ทางครับ ทางหนึ่งคือ ทำให้แอนติบอดีที่เคยจำได้ว่าองค์ประกอบของไวรัสเป็นอย่างไร เกิดไม่รู้จักเจ้าไวรัสกลายพันธุ์ขึ้นมา เพราะองค์ประกอบที่เคยรู้จักเปลี่ยนไปทั้งหมด แล้วก็เลยไม่ทำลายมันอย่างที่เคยทำลาย
อีกทางหนึ่งคือ ทำให้พฤติกรรมของเจ้าไวรัสร้ายเปลี่ยนไป อาทิ บี.1.1.7 ซึ่งเป็นการกลายพันธุ์ที่เริ่มต้นที่ประเทศอังกฤษ ทำให้โควิด-19 ที่นั่นระบาดเร็วกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม เป็นอันตรายมากยิ่งขึ้น
ทีมวิจัยของดูเพร็กซ์ยังพบอีกว่า จากการตรวจสอบฐานข้อมูลที่จำแนกพันธุกรรมไวรัสไว้ทั่วโลก 150,000 รายการ พบว่า มีบางพื้นที่ของสายพันธุกรรม เกิดกลายพันธุ์บ่อย หรือซ้ำๆ กัน ทั้งๆ ที่อยู่ห่างกันคนละซีกโลก
เควิด แม็คคาร์ธี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านชีวโมเลกุลและพันธุกรรมโมเลกุล หนึ่งในทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยพิทส์เบิร์ก ชี้ว่า ตำแหน่งที่พบการกลายพันธุ์ซ้ำๆ กันมากที่สุดคือตำแหน่งใน สไปค์โปรตีน หรือตุ่มโปรตีนที่ไวรัสใช้เพื่อจับเกาะกับเซลล์ในร่างกายคนนั่นเอง
การกลายพันธุ์ในจุดนี้ทำให้มันจับเกาะกับเซลล์ของคนได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น เข้าไปแบ่งตัวในเซลล์ของเราได้มากขึ้น แล้วก็แพร่ให้กับคนอื่นได้ง่าย และเร็วขึ้นนั่นเอง
ทีมวิจัยเชื่อว่า ที่ไวรัสเกิดการกลายพันธุ์เหมือนๆ กันขึ้น ทั้งๆ ที่อยู่กันคนละซีกโลก อาจเป็นเพราะมีแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมทั้งสองที่คล้ายๆ กัน
การกลายพันธุ์มักเกิดขึ้นในผู้ติดเชื้อที่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายไม่สมบูรณ์ หรือแข็งแกร่งพอที่จะขจัดไวรัสออกจากตัวให้หมด ทำให้ไวรัสอาศัยอยู่ในตัวเองได้นานๆ แล้วก็วิวัฒนาการหาวิธีเลี่ยงการตรวจจับของแอนติบอดีขึ้นมาได้นั่นเอง
ผู้ป่วยที่ทีมวิจัยพบไวรัสกลายพันธุ์ที่นำมาซึ่งงานวิจัยหนนี้นั้น ติดโควิดอยู่นานถึง 74 วันเลยทีเดียว อาการไม่ทรุดหนัก แต่ก็ไม่หายสักที
การกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ย่อย พี.1 ในบราซิล ก็พบครั้งแรกในชุมชนที่เกิดการแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางแล้วไม่มีใครสนใจจะไปทำอะไร เพราะผู้ป่วยไม่ค่อยมีอาการ ทำให้ไวรัสวนเวียนอยู่ในร่างกายนานมากกว่าปกติ จนเกิดการกลายพันธุ์นั่นเองครับ
ที่น่ากังวลก็คือว่า การฉีดวัคซีนป้องกันโควิดที่ทำกันอยู่ในเวลานี้ เป็นไปแบบตัวใครตัวมัน ชาติใครชาติมัน ใครมีเงินซื้อก็ได้วัคซีนเร็ว อะไรทำนองนั้น
นักวิทยาศาสตร์กลัวกันว่า ประเทศจนๆ ที่เหลืออยู่ ก็จะเกิดการระบาดไปเรื่อยๆ เสี่ยงต่อการเกิดกลายพันธุ์ที่สามารถต้านทานวัคซีนที่มี และอนุญาตให้ใช้กันอยู่ขึ้นมา
เท่ากับว่า เชื้อกลายพันธุ์เหล่านั้นก็จะกลับไประบาดใหม่ได้ในทั่วทุกประเทศในที่สุดนั่นเอง

