หน้าแรก บทความ เดียรถีย์ปลอม...

เดียรถีย์ปลอมเป็นพระ

11.02.21 | 12:08 น.

เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปได้ 218 ปี พระเจ้าอโศกมหาราช ผู้ยิ่งใหญ่ในชมพูทวีปทรงมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ทรงให้การอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างล้นเหลือ เมื่อเป็นอย่างนี้ ศาสนาพราหมณ์และลัทธิต่างๆ ในช่วงนั้น จึงเกิดความขาดแคลน พวกเดียรถีย์ หรือนักบวชในลัทธิเหล่านั้นจึงอดๆ อยากๆ ดำรงชีวิตอย่างลำบากยากแค้น พวกเขาจึงวางแผนทำลายพระพุทธศาสนา โดยดำเนินการสองอย่าง คือ หนึ่ง โกนหัวห่มผ้าเหลืองเอง แล้วสอนลัทธิพราหมณ์แก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ สอง เพื่อความอยู่รอดของชีวิตตน เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ศรัทธาผู้ห่มผ้าเหลือง พวกเดียรถีย์ที่ปลอมบวชคราวนั้นมีประมาณถึงหกหมื่นคน เมื่อเป็นเช่นนี้สังฆมณฑลจึงเกิดความวุ่นวายขึ้น
ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นนั้น มีทั้งที่เบาและหนัก ที่เบาหน่อยก็คือทั้งชาวบ้านและพระในกรุงปาฏลีบุตรต่างก็เกิดความสงสัยว่า ทำไมพระมีอาการไม่สำรวมมากมายนัก ต่างเกิดความสงสัยว่าเป็นพระจริงหรือพระปลอม เพราะพระจริงในสมัยนั้น ท่านมีมารยาทสำรวม เวลาเดิน ท่านจะทอดสายตาลงประมาณ
สี่ศอกเท่านั้น ไม่เหลียวหน้าเหลียวหลัง ไม่เดินหน้าตั้งมองฟ้ามองไปรอบตัวเหมือนชาวบ้าน ทั้งนี้เป็นเพราะท่านปฏิบัติตามเสขิยวัตรดีแล้ว ชาวบ้านชาววัดสมัยนั้นจึงซุบซิบกันอย่างแน่ชัดว่า พวกนอกศาสนาปลอมเข้ามาบวชเพื่อหากินแน่แล้ว เมื่อเป็นอย่างนี้ พระภิกษุในอารามต่างๆ เมื่อถึงวันอุโบสถซึ่งพระจะต้องเข้าไปฟังพระปาฏิโมกข์คือพระวินัยของท่านทุกวัน 15 ค่ำของเดือนจันทรคติ ท่านจึงไม่ลงร่วมทำสังฆกรรม เพราะพระวินัยห้ามร่วมทำสังฆกรรมกับผู้ไม่ใช่พระ
คราวนั้นพระสงฆ์ไม่ทำอุโบสถกันเป็นเวลาถึง 7 ปี นี่คือความวุ่นวายอย่างหนัก

ความทราบไปถึงพระเจ้าอโศกมหาราช จึงทรงส่งอำมาตย์ไปบังคับให้สงฆ์ทำอุโบสถกรรม แต่สงฆ์ก็ไม่ทำเพราะท่านเห็นมีพระแปลกหน้าอยู่เต็มอาราม อำมาตย์ฆ่าพระไปหลายองค์ จนพระน้องชายของพระเจ้าอโศกต้องมานั่งคั่นไม่ให้อำมาตย์ฆ่าพระอีกต่อไป
พระเจ้าอโศกมหาราชจึงถามคณะสงฆ์ว่า พระสงฆ์รูปใดจะแก้ไขมลทินของพระพุทธศาสนาได้ คณะสงฆ์จึงแจ้งให้ทราบว่า พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระองค์เดียวเท่านั้น ที่จะแก้วิกฤตของพระศาสนาได้ ท้าวเธอจึงอาราธนาพระโมคคัลลีมายังกรุงปาฏลีบุตร พระโมคคัลลีเถระจึงขอให้พระเจ้าอโศกศึกษาคำสอนทางพระพุทธศาสนา ให้รู้หลักธรรมที่พระพุทธเจ้าสอน และให้รู้คำสอนที่ผิดของเดียรถีย์เหล่านั้น แล้วขอให้พระเจ้าอโศกดำเนินการจับคนปลอมบวชเหล่านั้นให้ถอดผ้าเหลืองสึกออกไป พระเจ้าอโศกมหาราชจึงนิมนต์พระทั้งหมดมาประชุมกัน แล้วให้จัดพระที่น่าสงสัยนั่งแยกกันเป็นกลุ่มๆ เช่นกลุ่มที่สอนว่า บุญบาปไม่มี คนตายแล้วสูญ นั่งอยู่กลุ่มหนึ่ง กลุ่มที่สอนว่า โลกเที่ยงก็นั่งอยู่กลุ่มหนึ่ง เป็นต้น
เมื่อได้เวลา พระเจ้าอโศกมหาราชก็ประทับอยู่ในม่าน เจ้าหน้าที่จะเรียกพระมาสนทนากับพระเจ้าอโศกในม่าน พระเจ้าอโศกจะตรัสถามว่า พระพุทธเจ้าตรัสสอนอย่างไร จากนั้นแต่ละกลุ่มจะตอบตามลัทธิของตน เช่น กลุ่มที่ตอบว่า บุญบาปไม่มี คนตายแล้วสูญ เป็นต้น พระองค์จะรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่พระแท้จึงพระราชทานผ้าขาวให้ แล้วตรัสบอกให้สึกไปเสีย จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็เรียกพระที่ไม่มีพิรุธเข้ามาในม่าน พระองค์ตรัสถามว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ พระพุทธเจ้าสอนอะไร พระแท้ท่านจะตอบว่า ทุกสิ่งเกิดแต่เหตุ แล้วทรงแยกเหตุดีเหตุชั่ว เป็นต้น พระองค์จะทราบทันทีว่านี่พระแท้
พระองค์ดำเนินการไปอย่างนี้ จึงจับพระปลอมถอดผ้าเหลืองไปได้ถึง 6 หมื่นคน จากนั้นตรัสกับคณะสงฆ์มีพระโมคัลลีบุตรติสสเถระเป็นประธานว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ ขณะนี้สงฆ์บริสุทธิ์แล้ว ขอคณะสงฆ์ทำสังฆกรรมฟังพระปาฏิโมกข์เถิด ขณะคณะสงฆ์ทำสังฆกรรมนั่งฟังพระปาฏิโมกข์ในพระอุโบสถ ท้าวเธอให้ทหารทำการอารักขาตลอดเวลา จนสิ้นสุดการทำอุโบสถกรรม

การที่ยกเรื่องคนนอกพุทธศาสนาเข้ามาปลอมบวชเป็นพระในยุคพระเจ้าอโศกครั้งนี้ ก็เนื่องมาจากในปัจจุบันนี้กลับมีผู้ห่มผ้าเหลือง ประกาศให้ชาวพุทธกราบไหว้พระเจ้าในศาสนาอื่นอย่างหน้าตาเฉย จึงเท่ากับว่าพระในปัจจุบันกลับตาลปัตรไปเป็นเดียรถีย์นำรูปพระเจ้าในศาสนาอื่นมาตั้งทั้งในวัด มาตั้งทั้งในโบสถ์เสียฉิบ
เมื่อสามปีมาแล้ว ผู้เขียนไปกราบพระ พอเข้าไปในโบสถ์ หวังจะกราบพระพุทธรูป ยังไม่ทันได้กราบเลย ไปเห็นมีรูปพระเจ้าในศาสนาอื่นอยู่ในโบสถ์ เกิดความรู้สึกสิ้นศรัทธาในวัดนี้ จึงรีบเดินออกจากโบสถ์ไปทันที เท่านั้นไม่พอ ปรากฏวัดต่างๆ ในเมืองไทย สร้างเทพเจ้าในศาสนาอื่นไว้ในวัด ที่น่าอดสูยิ่งกว่านั้น พบว่าพิมพ์ฎีกาทอดกฐิน แล้วประกาศว่า ผู้ใดบริจาคเท่านั้นเท่านี้จะได้รูปเทพเจ้าเป็นของแถม พฤติกรรมเหล่านี้น่าเชื่อว่ามาจากพระที่อ้างตนว่าเคารพพระพุทธเจ้าทั้งนั้น
ความทรงจำดังกล่าวมานี้ เมื่อล่วงมาหลายปีเข้าผู้เขียนก็ลืมเลือนไป แต่เมื่อวานนี้ พบเด็กวัยรุ่นออกมาประกาศทางมือถือว่า วัดไทยนับถือพระพุทธศาสนาเถรวาท เคร่งครัดในวินัย แต่ทำไมจึงหันมา สร้างรูปเทพเจ้าในศาสนาอื่นมากมายไว้ในวัด ผู้เขียนพบแล้วมันกระตุ้นให้นึกถึงความทรงจำเก่าๆ ขึ้นมาได้ จึงรีบเขียนบทความนี้ขึ้นมา ด้วยหวังว่า เจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ระดับต่างๆ จะทำการห้ามปรามและทำลายรูปเหล่านั้นเสีย แต่ก็ไม่แน่ใจเจ้าคณะเหล่านั้น ท่านจะห้ามปรามหรือไม่ เพราะอะไร? เพราะท่านไม่เห็นมันผิดวินัยข้อไหน ท่านมองไม่ออกความควรไม่ควร มองแต่วินัยอย่างเดียว
ท่านคงไม่สนใจคำสอนที่ละเอียดลึกซึ้งที่ว่า ชาวพุทธไม่ว่าพระหรือชาวบ้าน เมื่อถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งแล้ว ถ้าไปนับถือพระเจ้าองค์อื่น ความเป็นชาวพุทธจะขาดไปทันที แต่เมื่อมันขาดก็มองไม่เห็น เพราะเป็นนามธรรม แต่ท่านคงไม่ถึงกับไปออกปากว่จะนับถือเทพเจ้าเป็นที่พึ่งหรอก คงหวังเพียงให้คนมากราบไหว้เยอะๆ จะได้มีรายได้เต็มกระเป๋า สรุปแล้วก็คือหวังลาภสักการะ

อยากจะสรุปเปรียบเทียบว่า ในช่วง พ.ศ. ยุคพระเจ้าอโศกมหาราช คนนอกศาสนาขาดแคลนลาภสักการะ ประกอบทั้งหวังทำลายพระพุทธศาสนา จึงปลอมตัวเป็นพระ เพียงถือบาตรเดินไปในตรอกซอยในช่วงเช้า ก็ได้อาหารมาเลี้ยงชีพแล้ว พร้อมกันนั้น ก็ประกาศลัทธิของตนด้วย เท่ากับว่ายิงทีเดียวได้นกสองตัว พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้คณะสงฆ์เกิดความระแวงในหมู่คนห่มเหลืองด้วยกันว่า นี่ใช่พระแท้หรือไม่ ทำให้สงฆ์ไม่ลงอุโบสถทำสังฆกรรมถึง 7 ปี จนถึงพระเจ้าอโศกต้องเสด็จมาดำเนินการ จับพระปลอมให้สึกไปถึง 6 หมื่นคน
ดูเหมือนจะร้ายแรงมากกว่า พ.ศ.นี้ ที่พระในวัดหันไปประกาศให้ชาวพุทธทำความเคารพนับถือ พระผู้เป็นเจ้าในลัทธิอื่นๆ เมื่อมองในมุมเปรียบเทียบอย่างนี้แล้ว จะเห็นความร้ายแรงของเหตุการณ์ดังกล่าวชัดขึ้น ในทำนองพระพุทธศาสนาเป็นที่แอบแฝงของคนในศาสนาอื่น หรือไม่ก็พระเองนั่นแหละเป็นตัวแทนให้ศาสนาอื่น แสวงหาลาภสักการะและบ่อนทำลายพุทธศาสนา
อย่างน้อยที่สุดที่เกิดขึ้นแล้วคือชาวพุทธที่รู้เรื่องดี ไม่อยากเข้าวัดที่มีพฤติกรรมดังกล่าวอีก

กลิ่นบงกช

Advertisement