การพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน(3)
‘ความเสื่อมโทรมของศีลธรรม’
จากหนังสือพิมพ์มติชนฉบับที่แล้ว คงได้ทราบแล้วว่ายุคจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปฏิวัติครั้งที่ 2 ขึ้นทำการปกครอง เมื่อ 20 ตุลาคม 2501 และในปี 2502 ได้มี “พระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ พ.ศ.2502” เกิดขึ้นซึ่งประกาศใช้ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2502 อันทำให้เกิดมี “สภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ” นับเป็นครั้งแรกที่คำว่า “พัฒนา” ได้ขึ้นมาเป็นคำหลัก อันแสดงเป้าหมาย และเป็นศูนย์กลางที่กำหนดทิศทางแห่งกิจการของประเทศชาติ
ขอให้สังเกตว่า ปี 2502 มีผลงานชิ้นแรกของสภาพัฒน์ คือ แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1
ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2504 จะเห็นได้ว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่มีคำว่า “และสังคม” ซึ่งเพิ่มเข้ามาตั้งแต่แผนฉบับที่ 2 และแผนฉบับที่ 1 นี้ไม่ใช่ 5 แต่เป็น 6 ปี เรียกกันว่าเป็นแผน 6 ปี (พ.ศ.2504-2509) แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะละ 3 ปี ระยะแรก 2504-2506 และระยะที่สอง 2507-2509 นี่คือ จุดเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมีแผนชัดเจนจริงจังในประเทศไทย
ณ ปี พ.ศ.2504 นี้เอง “ธนาคารโลก” คือ ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนา (IBRD) ที่ตั้งขึ้นในสหประชาชาติตั้งแต่ พ.ศ.2488 (1945) พร้อมด้วยองค์การพัฒนาระหว่างประเทศ (IDA) ที่ตั้งขึ้นใหม่ ใน พ.ศ.2503 (1961) ก็ได้เข้ามาตั้งสำนักงานในประเทศไทย โดยรัฐบาลไทยได้อนุมัติ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2504 (1961)
นับแต่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 แล้วประเทศไทยก็ก้าวเข้าสู่ “ยุคพัฒนา” อย่างแท้จริง มีการระดมสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและกิจการอุตสาหกรรม นอกจากถนนหนทาง เขื่อนต่างๆ ก็เกิดหลายแห่งของประเทศ “ประเทศไทยได้มีความเจริญเติบโตด้านวัตถุ” อย่างรวดเร็ว หัวหน้ารัฐบาลได้กล่าวแสดงความมุ่งมั่นว่า “การปฏิวัติ” ครั้งนี้จะได้ผลสำเร็จหรือล้มเหลวก็อยู่ที่เรื่อง “การพัฒนาเศรษฐกิจ” นี่เอง การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหัวใจของงานปฏิวัติทั้งหมด (พิธีสร้างศิลาฤกษ์ฯ สภาพัฒน์ฯ 21 ส.ค.04)
มีคำขวัญของรัฐบาลในสมัยนั้น ผู้เขียนคุ้นๆ หู ได้ยินจากวิทยุทุกเช้า-ค่ำ ประจำวันว่า “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข”
คนยุคนั้นจำได้แม่น เพราะได้ยินกันทุกวัน และอีกคำหนึ่งว่า “ศึกษาดี มีเงินใช้ ไร้โรคา พาให้สุขสมบูรณ์” ซึ่งจะเห็นว่าตรงกับเป้าหมายของ “ทศวรรษโลกแห่งการพัฒนา” ที่พูดมาแล้วว่า จะแก้ปัญหาความยากจน ความโง่เขลาและโรคภัยไข้เจ็บ
ช่วงนี้เองในวงการวิชาการก็พอมีคำใหม่เกิดขึ้นคำหนึ่ง คือ คำว่า “สัมมนา” ก็มีการเคลื่อนไหวจัดสัมมนากันคึกคักจนกระทั่งคณะสงฆ์ก็พลอยมีไปด้วย ในคราวเดียวกันนี้ผู้นำประเทศ คือ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้มีสาส์นไปถึงที่ประชุมสงฆ์ขอความร่วมมือจากพระสงฆ์ไม่ให้สอนหลักธรรม เรื่อง “สันโดษ” เพราะจะเป็นการขัดขวางไม่เกื้อหนุนต่อนโยบายการพัฒนาประเทศ
ดังความตอนหนึ่งในสาส์นของนายกรัฐมนตรีถึงที่ประชุมสัมมนาพระคณะธิการทั่วราชอาณาจักร วันที่ 18 เมษายน 2503 ว่า… “นี่เป็นเรื่องทางรัฐบาลและกระผมเองร้องขอเพราะเหตุว่า พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามีอยู่ทุกอย่างที่สามารถจะเลือกเอามาสอน หรือจูงใจให้คนประพฤติปฏิบัติ มีคำสอนให้คนมักน้อยสันโดษ ไม่อยากทำอะไร ไม่อยากได้อะไร อย่างที่เคยสอนกันว่า ไม่จำเป็นต้องขวนขวาย ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้ คำสอนอย่างนี้อาจจะเหมาะสมกับกาลสมัยหนึ่ง แต่จะไม่เหมาะสำหรับ ‘สมัยปฏิวัติ’ ซึ่งต้องการขวนขวายหนทางก้าวหน้า จะต้องเลือกสรรเอาธรรมะที่สอนให้มีวิริยะอุตสาหะ ขยันหมั่นเพียร ประกอบสัมมาชีพ ไม่ประมาท ไม่หวังพึ่งคนอื่น พึ่งแต่ตัวเอง และความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจเหล่านี้ ซึ่งกระผมเข้าใจว่ามีพุทธภาษิตอยู่มากหลายที่จะนำมาสอนได้ จึงใคร่ขอให้คณะสงฆ์พยายามสอนคนไปในทางนี้ จะเป็นการช่วยแผนการพัฒนาเศรษฐกิจ และงานทุกอย่างที่ทางรัฐบาลปฏิวัติกำลังทำอยู่ โดยมุ่งความวัฒนาถาวรของประเทศชาติ ซึ่งจะเป็นความวัฒนาถาวรทางพระศาสนาเอง” คงต้องยอมรับว่า ในการส่งสาส์นกล่าวคำเสนอแนะนี้ “ผู้นำของรัฐ” มีเจตนาดี ต้องการให้เกิดประโยชน์สุขและความเจริญก้าวหน้าแก่บ้านเมือง แต่ “ปัญหา” อยู่ที่ความคิดเห็นและความรู้ความเข้าใจ โดยเฉพาะ “ทิฏฐิ” ที่เป็นฐานของความคิด
ผู้นำฝ่ายบ้านเมือง เวลานั้นเข้าใจว่า ถ้าประชาชนมี “ความอยากมากๆ” คือ อยากมีกินมีใช้ อยากร่ำรวย อยากมีสิ่งฟุ่มเฟือย บำรุงบำเรอความสุขความพรั่งพร้อม อยากได้เงินมากๆ ก็จะพากันขยันขันแข็งทำงานทำการเป็นการใหญ่ บ้านเมืองก็จะเจริญพัฒนา แต่ถ้าประชาชน “สันโดษ” คือ พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ รู้จักอิ่มรู้จักพอ ก็จะไม่กระตือรือร้นขวนขวาย หรือถึงกับเกียจคร้าน ทางพัฒนาบ้านเมืองก็จะไม่สำเร็จ ความเข้าใจอย่างนี้ดูเผินๆ ก็คล้ายจะเป็นหลัง แต่ที่แท้เป็น “ความเข้าใจผิด” ซ้อนกันทีเดียว 3 ขั้น คือ
ผู้นำประเทศเป็นเช่นเดียวกับชาวบ้าน หรือสังคมไทยทั่วไป ที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักธรรมที่กล่าวมานั้นคลาดเคลื่อนไม่ชัดเจนเพียงพอ แล้วกลับมีความเห็นเป็นปฏิกิริยาต่อหลักการนั้นที่ตนเข้าใจไม่ถูกต้องแล้ว พร้อมกันนั้น หลักการในการพัฒนาที่ตนเป็นฐานการมองก็ไม่ถูกต้อง และในที่สุดความเข้าใจความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างหลักการพัฒนาที่ตนจะนำมากับผลที่ต้องการไม่ถูกต้องอีก
“ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อปมปัญหา ในการพัฒนามาทำให้เริ่มต้นยุคพัฒนาอย่างผิดพลาด แล้วเดินผิดทางสืบมา”…
เรื่องนี้ควรจะมีการพิจารณาถกเถียงกันให้เข้าใจแจ่มแจ้ง เพราะจนบัดนี้ก็ยังหาได้เข้าใจเรื่องนี้กันไม่ชัดเจนไม่ ถ้ายังไม่เข้าใจชัดเจน และไม่เข้าถึงหลักการที่ถูกต้อง ก็ยังเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดการพัฒนาผิดพลาดต่อไป รวมถึงการตามไปรับผลร้ายจากการพัฒนาผิดพลาดของประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ตนเองแทนที่จะช่วยแก้ไขกลับไปซ้ำรอยผิดๆ
ตอนนั้นประชาชนมีความรู้สึกว่าจะต้องพัฒนาสร้างสรรค์ความเจริญกันใหญ่ แต่การสร้างสรรค์ความเจริญนั้นเรามองที่ “วัตถุ” เช่น การสร้างตึก ถนนหนทาง เป็นต้น ไปกันใหญ่จนมีความรู้สึกกันว่า ที่ไหนมีต้นไม้ ที่ไหนมีป่า ที่นั้น คือ เครื่องหมายของความเถื่อน หรือไม่เจริญไม่พัฒนา เพราะฉะนั้น “เราก็ตัดต้นไม้ ตัดป่ากันเป็นการใหญ่”
จนกระทั่งแม้แต่ในวัด พระสงฆ์ทั้งหลายก็มีความรู้สึกอย่างนี้ ตามวัดต่างๆ ก็เลยตัดต้นไม้สร้างอาคาร สร้างเสนาสนะ แบบตึกกันเป็นการใหญ่ยกตัวอย่างเช่น วัดแห่งหนึ่งที่ฝั่งธนฯ สมภารท่านก็อยากให้วัดของท่านพัฒนา วัดนั้นมีต้นไม้ในพุทธประวัติหลายอย่าง ท่านก็เลยตัดต้นไม้หมด เพราะเห็นว่า ต้นไม้เป็นเครื่องหมายของป่า และป่าก็เป็นคำที่อยู่ด้วยกันกับคำว่า เถื่อน คือ ไม่พัฒนา เพราะฉะนั้นก็เลย “ตัดป่า” ตัดต้นไม้ วัดนั้นก็เลยหมดต้นไม้ แค่นั้นไม่พอ ท่านเห็นว่า “คัมภีร์เก่าๆ” อยู่ในตู้ไม่มีประโยชน์ ทำให้จัดไม่สะอาดไม่เรียบร้อย ไม่แสดงถึงการพัฒนา ก็เลยเอามาเผาทิ้งเสียด้วยนี่คือ ตัวอย่างของการพัฒนาที่ตื่นตัวในยุคนั้นที่ได้เกิดขึ้นมาแล้ว
ทางฝ่ายบ้านเมือง หลังจากมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ปี 2504 แล้ว ก็ได้มีการตั้งหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ ตัวอย่าง เช่น ปี 2505 ก็ตั้ง “กรมพัฒนาชุมชน” ต่อมา พ.ศ.2506 เดือนพฤศจิกายน ก็ตั้ง “กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ” ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ต่อมาปี พ.ศ.2507 ก็ตั้ง “สำนักงานเร่งพัฒนาชนบท”
แม้ในด้านการศึกษาก็ให้การพัฒนาโดยได้ตั้ง “สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)” ขึ้นเดือนมีนาคม พ.ศ.2509 และ “มหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาค” ก็เริ่มเกิดขึ้นในยุคนี้
พ.ศ.2509 สุดระยะแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 ก็ต่อด้วย แผนฉบับที่ 2 แต่ฉบับที่ 2 นี้เปลี่ยนชื่อคำเข้าไปหน่อย คือ มีคำว่า “สังคม” เพิ่มเข้ามา ชื่อว่า “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” และใช้เวลา 5 ปี (เดิม 6 ปี) ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
แผนฉบับที่ 2 มีระยะเวลากำหนด คือ 2510-2514 โดยเน้นความสำคัญของการพัฒนาสังคมควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ได้ตั้งความมุ่งหมายเพื่อ ให้ระบบสังคมได้เจริญก้าวหน้าควบคู่กันไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ
ด้วยเหตุนั้น ต่อมาปี 2515 ก็ได้มีพระราชบัญญัติเปลี่ยนชื่อจาก “สภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ” เป็น “คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่เรียกว่า “สภาพัฒน์” เวลานี้ไม่มีแล้ว มีแต่ “คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ”…
ต่อจากนั้นก็ตามด้วย แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2515-2519)
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ปัจจุบันนี้ ข้อสังเกตในแผนฯ ฉบับที่ 6
พ.ศ. 2530-2534 จึงได้มีการกล่าวชัดเจนให้มีแผนวัฒนธรรมด้านจิตใจ โดยถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างจริงจัง โดยมีความมุ่งหมายให้หน่วยงานหลายฝ่ายของรัฐบาลร่วมกันทำ โดยกำหนดยุทธการในการพัฒนาวัฒนธรรมด้านจิตใจขึ้นมาให้ชัดเจน
ส่วนอีกด้านหนึ่ง ก็คือ “สิ่งแวดล้อม” ในระยะนี้
ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมค่อยๆ ปรากฏขึ้น เราเพิ่งเริ่มพูดถึงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อมค่อย ปรากฏขึ้น เราเพิ่งเริ่มพูดถึงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (2520-2524) ถ้าเป็นเพียงเรื่องของการไปตามกระแส พลอยตามเขาไป โดยเฉพาะคนไทย เรากล่าวได้ว่ามีค่านิยมในการที่จะตามความเจริญของชาติตะวันตก หรือประเทศอุตสาหกรรมอยู่แล้ว
แต่มีข้อสังเกตว่าแทนที่เราจะตามทันเขาในขณะนั้นๆ เรากลับไปตามหลังเขาอยู่ในอดีตที่เขาจะเลิก หรือจะทิ้งไปแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ที่ประเทศไทยเราไม่ค่อยมีแนวความคิดที่จะเป็นผู้นำเองเลยในการที่จะทำการพัฒนา เป็นอันว่ากระแสการพัฒนาของเราได้เป็นไปตามกระแสการพัฒนาของโลก และตามประเทศที่พัฒนามาแล้วเรื่อยไป ชนิดตามอยู่ห่างไกลออกไปในอดีต นี่คือ เรื่องของประเทศไทย ที่ความจนกับการพัฒนาของโลก
‘บ้านเมืองพัฒนาแต่ชีวิตและสังคมกลับหมักหมมปัญหา’ :หากเรามองย้อนกลับมาพูดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน (sustainable development) แต่การพัฒนาดังกล่าวที่เกิดขึ้นมาจากการที่การพัฒนาของโลกได้ทำให้ผู้คนประสบปัญหาสังคมและจิตใจมาตามลำดับ จนกระทั่งเกิดปัญหาสภาพแวดล้อมเข้า จึงทนไม่ไหว ทำให้ต้องคิดเปลี่ยนแปลงวิธีการและกระบวนการพัฒนาใหม่ แล้วก็เกิด “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นอย่างไร? เพราะฉะนั้น ในที่นี้จะพูดถึงเรื่องของปัญหาที่นำมาสู่การเกิดขึ้นของการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development)
ในการพัฒนานี้ เราก็รู้กันอยู่แล้วว่า ประเทศอุตสาหกรรมเป็นผู้นำและในบรรดาประเทศเหล่านั้น ประเทศที่มีความเจริญด้านวัตถุพรั่งพร้อมอย่างเห็นชัดเจน โดยเฉพาะที่ประเทศไทย เราตามหลังอยู่มาก หรือเอาเป็นแบบอย่างมาก ก็คือ “ประเทศสหรัฐอเมริกา” ประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งประเทศทั้งหลายที่พัฒนาแล้ว เมื่อพัฒนากันไป มาถึงจุดหนึ่งที่ได้ประสบปัญหาสังคมและด้านจิตใจโผล่มากขึ้นๆ
ประเทศอเมริกานี้ ปัญหาสังคมไม่ได้ลดเลย กลับมีมากขึ้น ทั้งเรื่องความเสื่อมทางสังคมทางศีลธรรม ปัญหาเยาวชน เรื่องอบายมุขปัญหาการติดสิ่งเสพติด ปัญหาความรุนแรงและอาชญากรรม ทางแบ่งแยกเชื้อชาติ แบ่งผิด ปัญหาเหล่านี้ระบาดไปในประเทศต่างๆ จนทั่วโลก
ประเทศอเมริกาเอง ในปัจจุบันก็ย่ำแย่ทางเศรษฐกิจด้วยมีปัญหาเรื่องความยากจน และการไม่มีงาน ส่วนในหลายประเทศก็มีช่องว่างระหว่างคนมีคนจนห่างกันมาก และปัญหาทั่วไปขณะนี้คือ การก่อการร้าย การขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติ ศาสนา ผิวพรรณ ระหว่างประเทศมีการสงคราม แม้ว่าสงครามในระดับนิวเคลียร์ตอนนี้ คนจะกลัวน้อยลง แต่ก็มีสงครามย่อยในประเทศต่างๆ มากมาย
อันนี้เป็นปัญหาสังคมที่มีมากในยุคที่เป็นมา คือ ในยุคอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้ว เมื่อมองแคบเข้ามา ก็เจอกับปัญหาของชีวิตมนุษย์ โดยเฉพาะปัญหาในด้านจิตใจ ประเทศที่เจริญแล้วมีปัญหาจิตใจมาก คนทั้งหลายมีจิตใจเร่าร้อน กระวนกระวาย กลุ้มใจ กังวลใจ เครียดสูง เหงาว้าเหว่ คนมากขึ้น แค่บุคคลโดดเดี่ยวยิ่งขึ้น มีความรู้สึกแปลกแยก เป็นโรคจิต โรคประสาทมากขึ้น ฆ่าตัวตายมากขึ้น จิตใจเปราะบาง ชีวิตไม่มีความหมาย นี้ก็คือเหรียญอีกด้านหนึ่ง
หันมาดูด้านกาย ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของชีวิต แม้ว่าจะมีการพัฒนามากขึ้น เรามีความสามารถในการบำบัด รักษา กำจัดโรคระบาดต่างๆ ไปได้มากมาย แต่ก็มีโรคใหม่ๆ เช่น ซาร์ส เมอร์ส ไข้หวัดนก โควิด-19 เกิดขึ้นมาที่ภัยแรง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดปัญหาแก่มนุษย์เป็นอย่างมาก
โรคแปลกๆ เหล่านี้เกิดจากการใช้ชีวิตผิดธรรมชาติบ้าง เป็นโรคที่เกิดจากจิตใจที่มีความทุกข์บ้าง เกิดจากธรรมชาติแวดล้อมเสีย เช่น สารเคมีที่ปะปนในสิ่งแวดล้อมและในอาหารที่กินเข้าไปบ้างจากความวิปริตทางสังคม หรือศีลธรรมวัฒนธรรมบ้าง ตลอดของความเพี้ยน ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ การเข้าใจผิด หรือความไม่รู้จริง หรือรู้ทั้งรู้ก็เกิดโรคที่ไม่ติดต่ออย่างมากมายทั่วโลก ทั้งโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคอัมพาต โรคสมอง ตลอดจนกระทั่งโรคมะเร็ง ตับ ปอด ลำไส้ใหญ่ โรคแพ้อากาศ จนถึงโรคเอดส์ แล้วยังมีการฟื้นขึ้นมาของโรคที่เคยหายไปแล้ว หรือแทบไม่มีแล้ว ก็กลับฟื้นขึ้นมาใหม่อีก เช่น โรคคอตีบ ไอกรน โรคเท้าช้าง และที่ร้ายกำลังกลับมา คือ วัณโรค ซึ่งกลับไปเกิดที่อเมริกา
ปรากฏการณ์ทั้งหลายที่แสดงถึงความเสื่อมโทรมทางศีลธรรม ทางจิตใจ พร้อมทั้งสังคมและทางวัฒนธรรม ตลอดจนการหาทางออกต่างๆ จะมีให้เห็นเป็นระยะ เช่น ในช่วงปี พ.ศ.2504 ในอเมริกา และประเทศตะวันตกทั่วไปได้เกิดชุมชนฮิปปี้ (Hippies) ขึ้นมา คนในยุคหลังอาจไม่ค่อยได้พบ อาจเคยได้ยิน นี่คือ “อเมริกา” ที่เกิดจากผล… กระทบการพัฒนา ไงเล่าครับ (ต่อฉบับหน้า)

