สถานีคิดเลขที่ 12 : จะอยู่กันอย่างไร?

22.03.21 | 11:11 น.
สถานีคิดเลขที่ 12 : จะอยู่กันอย่างไร?

สถานีคิดเลขที่ 12 : จะอยู่กันอย่างไร?

สังคม (การเมือง) ไทย ดูคล้ายจะมีแต่ทางตัน
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ/ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งจะเป็นการตั้งต้นเพื่อแสวงหาแนวทางการแก้ไขปัญหาทางการเมืองและสังคมทั้งระบบ ผ่านสถาบันการเมือง กลับกลายเป็นเรื่องยาก-เรื่องทำไม่ได้

และต้องกลับไปเริ่มต้นกันใหม่ ด้วยรูปแบบที่ยังไม่แน่ชัด และไม่แน่ใจว่าจะตอบโจทย์ของสังคมและประชาชนกลุ่มต่างๆ ได้มากน้อยเพียงใด?

ขณะเดียวกัน ภาพเหตุการณ์ในวันที่ 20 มีนาคม ซึ่งฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐตัดสินใจรุกไล่-ปราบปรามม็อบอย่างหนักหน่วง-เกินเลย (กระทั่งสื่อมวลชนยังถูกยิงด้วยกระสุนยาง)

ก็ถือเป็นภาพที่น่าเป็นห่วงและน่าวิตกกังวล

Advertisement

จนไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ที่บรรดาคนรุ่นใหม่บางส่วนซึ่งกำลังกระตือรือร้นทางการเมืองจะเกิดความรู้สึกโกรธแค้น หาที่ระบาย และเริ่มหมดหวังกับบ้านเมือง

นับจากนี้ อาจมีคำถามสองชุดใหญ่ๆ ที่จะท้าทายพวกเราทุกคนไปเรื่อยๆ

เริ่มจากคำถามชุดแรก นั่นคือ ในระยะยาว พวกเราจะอยู่กันอย่างไร?

มีความเป็นไปได้ว่า รัฐบาลที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และเครือข่ายอำนาจรัฐ-ทุนยุคปัจจุบัน จะดำรงอยู่อย่าง “แข็งแกร่ง” ไปเรื่อยๆ (พร้อมๆ กับการจับปราบคนเห็นต่างรายสำคัญๆ) ตราบถึงการครบวาระของรัฐบาล รวมถึงการหมดวาระของ 250 ส.ว.

สำหรับประชาชนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามรัฐบาล โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ก็คงจะสั่งสมความไม่พอใจ-ความอึดอัดเอาไว้ภายใน

แม้การเคลื่อนไหวบนท้องถนนอาจแผ่วลงหรือสับสนไร้ทิศทาง แต่มิอาจปฏิเสธว่าอารมณ์ความรู้สึกตึงเครียดเหล่านั้นยังดำรงอยู่อย่างคุกรุ่นในพื้นที่ (ออนไลน์) อื่นๆ

ท้ายสุด พลังดังกล่าวอาจ “ระเบิด” ออกมาสักวันหนึ่ง ด้วยลักษณะและผลลัพธ์ที่ยากคาดเดา

หรืออีกด้านหนึ่ง มันอาจค่อยๆ ถูกปล่อยระบายออกมาในวิถีชีวิตประจำวัน-พื้นที่ทางวัฒนธรรมต่างๆ (ซึ่ง “เปลี่ยนแปลงไปมหาศาล” ในช่วง 2-3 ปีหลัง) ก่อนจะรวมตัวกันเป็น “จำนวน” ที่ไม่อาจมองข้ามในสมการทางการเมืองชุดใหม่

คำถามชุดต่อมา คือ ในระยะสั้น มีอะไรขาดหายไปบ้างในความขัดแย้งทางการเมืองหลังปีใหม่ 2564?

สิ่งหนึ่งที่เห็นชัด ก็ได้แก่ นี่เป็นความขัดแย้งที่แทบไม่เปิดช่องให้เกิดการพูดคุย เจรจา กระทั่งการมีวิวาทะ-ถกเถียงระหว่างผู้เห็นต่าง

ปัญหาส่วนหนึ่งย่อมมาจากฟากรัฐที่แสดงท่าทีและเคลื่อนไหวเกมแบบ “ไม่สน” “ไม่แคร์” และ “ไม่ฟัง”

ทว่าก็ต้องยอมรับว่าการเลือกกลยุทธ์การชุมนุมแบบไร้แกนนำ-ไร้องค์กร-ไร้การจัดการม็อบที่แน่ชัด ซึ่งวางกรอบไว้โดยกลุ่ม “REDEM” นั้น ก็ส่งผลให้สังคมเห็นเพียง “ภาพ” และ “สถานการณ์” โดยไม่ได้ยิน “เสียงที่ชัดเจน” จากฝั่งผู้ชุมนุม

“ช่องว่าง” อันปราศจาก “สาร” ระหว่างรัฐและผู้ชุมนุม อาจทำให้ “คนกลางๆ” รู้สึกสับสน ว่าพวกเขาควรเลือกแสดงจุดยืนอย่างไรดี?

กล่าวคือแม้พวกเขาจะไม่เห็นด้วยกับผู้มีอำนาจที่ใช้อำนาจของตนเองอย่างไม่เป็นธรรม

แต่พวกเขาก็อาจไม่มั่นใจกับยุทธวิธีการสร้างความ “ปั่นป่วน” ซึ่งอาจทรงพลังแบบชั่วครั้งคราว แต่ไม่สามารถยืนระยะเป็นวิธีการต่อสู้ในวิถีชีวิตปกติธรรมดาของสามัญชนได้

ปราปต์ บุนปาน