“เอ็นเอฟที” มาจากคำย่อภาษาอังกฤษ NFT ซึ่งย่อมาจากคำว่า “น็อน-ฟันจิเบิล โทเคน” (non-fungible token) แปลตรงตามตัวอักษรก็คือ “โทเคน” ที่ “ทดแทนไม่ได้”
หลายคนก็คงต้องถามต่อว่า แล้ว “โทเคน” คืออะไร?
นิยามโดยทั่วไปของ “โทเคน” ซึ่งคุ้นเคยกันดีในโลกดิจิทัล ก็คือ “เหรียญ(ดิจิทัล)” นั่นแหละครับ เหมือนกับคำว่า “คอยน์” ในคำว่า “บิทคอยน์” นั่นเอง เพียงแต่
โทเคนจะย่อมกว่าและมีคุณสมบัติจำเพาะเจาะจงมากกว่าเท่านั้นเอง
ด้วยเหตุนี้ “เอ็นเอฟที” จึงพอจะเรียกขานเป็นภาษาไทยได้ว่า “สินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่สามารถทดแทนได้” นั่นเอง
ทีนี้ ในภาษาไทยมีศัพท์ทางนิติศาสตร์เกี่ยวกับสินทรัพย์อยู่ 2 คำที่เราไม่คุ้นเคยกัน (ผู้รู้บางคนบอกว่าเลิกใช้กันไปแล้ว) นั่นคือ คำว่า “สังกมทรัพย์” กับ “อสังกมทรัพย์” อ่านว่า “(อะ-)สัง-กะ-มะ-ซับ”
ราชบัณฑิตยสถาน นิยามสังกมทรัพย์เอาไว้ว่า “น. สังหาริมทรัพย์ซึ่งโดยปรกติอาจใช้ของอื่นอันเป็นประเภทและชนิดเดียวกันมีปริมาณเท่ากันแทนได้” คู่กับอสังกมทรัพย์ ซึ่งไม่มีของอื่นทดแทนได้ ดังนั้น ถ้าใครจะเรียกเอ็นเอฟทีว่า “อสังกมทรัพย์ดิจิทัล” ก็คงได้ครับ แต่จะมีคนเข้าใจหรือเปล่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ผมเอาเรื่องเอ็นเอฟทีมาพูดถึงเพราะว่า กำลังโด่งดังอย่างมาก กลายเป็นข่าวพาดหัวกันอยู่บ่อยครั้งในช่วงสัปดาห์สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่ามีคนทำ “ศิลปะเอ็นเอฟที” ออกประมูลขายทำรายได้มหาศาล เช่นเดียวกับอีกหลายอย่างที่เป็นเอ็นเอฟที ตั้งแต่ข้าวของ อย่าง คลิปวิดีโอ, ภาพ gif, แมวดิจิทัล, ข้อความทวีต, เพลง, ไปจนถึงบทความแล้วก็บ้าน ออกประมูลขายได้เงินเข้ากระเป๋ากันคนละหลายแสนหลายล้านบาท
จนเกิดคำถามขึ้นตามมามากมายทั้งที่ต่างประเทศและในบ้านเราว่า “อะไรกัน(วะ)?” และ “ทำขายมั่งได้มะ?”
คำตอบก็คือ ได้ครับ แต่ต้องทำความรู้จักกับมันให้ดีเสียก่อนเป็นลำดับแรก
ถ้าพิจารณาตามนิยามและความหมายข้างต้นแล้ว เอ็นเอฟที ก็คือ สินทรัพย์อย่างหนึ่ง แต่ต้องเป็นดิจิทัล คืออยู่ในรูปของไฟล์ ดิจิทัล แล้วก็ต้องเป็นสินทรัพย์ที่มีความเป็น “เอก” คือหาอย่างอื่นมาทดแทนไม่ได้ด้วยอีกต่างหาก
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คืองานศิลปะของ “บีเพิล” ที่นำออกประมูลขายได้ถึง 69 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2,000 ล้านบาทนั้น มีคุณสมบัติเหล่านี้ชัดเจน จึงสามารถนำออกประมูลขายผ่านเว็บไซต์สำหรับประมูลผลงาน เอ็นเอฟที ได้
คำถามที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ เขาขายอะไรกัน ในเมื่อภาพของบีเพิลชิ้นนี้มีให้เห็น (แถมยังเซฟลงมาเก็บไว้ได้) ในหลายร้อยหลายพันเว็บไซต์
คำตอบคือ ขายความเป็นเจ้าของภาพชิ้นนั้นครับ งานของบีเพิลที่ชื่อ “เอฟวรีเดย์” ชิ้นนี้ เมื่อถูกขายไปแล้ว ใครจะทำสำเนาออกมาอีกกี่ร้อยกี่พันภาพก็ได้ แต่คนที่เป็นเจ้าของมีเพียงหนึ่งเดียวคือคนที่จ่ายเงินซื้อ
เครื่องมือในการยืนยันความเป็นเจ้าของที่เป็นหลักฐานการซื้อขาย การโอนสิทธิความเป็นเจ้าของและตัวรูปที่เป็นไฟล์ jpg นั้นถูกเก็บอยู่ในบล็อกเชน ที่มีแต่ผู้ซื้อเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้
ในส่วนของ “มาร์ส เฮาส์” ของ คริสตา คิม ที่นำออกประมูลบนเอ็นเอฟทีมาร์เก็ตเพลส ได้ราคาสูงถึง 512,000 ดอลลาร์ หรือราว 15-16 ล้านบาทนั้น ตัวจริงๆ ของมันก็เป็นเพียงแค่ไฟล์ดิจิทัลสามมิติ ที่เพิ่มเติมฟังก์ชั่นให้สามารถดูผ่านแอพพลิเคชั่น วีอาร์ หรือเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมของบ้านเหมือนเข้าไปอาศัยผ่านแอพพลิเคชั่น เออาร์ ได้
ถามว่าทำไมถึงมีคนทุ่มเงินซื้อไฟล์ดิจิทัลแบบนั้นในราคาสูงขนาดนั้น? จริงๆ แล้วผมไม่รู้หรอกครับว่า แต่ละคนคิดอย่างไรตอนที่เข้าไปประมูลแข่งกัน
แต่ผมเชื่อว่า ความคิดที่ทุกคนต้องมีเมื่อตกลงใจซื้อเอ็นเอฟทีก็คือความเชื่อที่ว่า มันเป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่าซึ่งสามารถนำมาขาย (สิทธิความเป็นเจ้าของ) ต่อได้ในราคาที่แพงขึ้นครับ
ตัวอย่างเช่น คุณค่าความเป็น “บ้าน(เอ็นเอฟที) หลังแรก”, บทความเอ็นเอฟทีชิ้นแรกๆ อะไรทำนองนี้ เป็นต้น
ผู้ผลิตงานเอ็นเอฟทีนั้นๆ ก็สามารถได้รับผลประโยชน์ต่อเนื่องเมื่อมีการเปลี่ยนมือ โดยจะได้ส่วนแบ่งเป็นเงิน 1 เปอร์เซ็นต์ของราคาขาย เมื่อผลงานเอ็นเอฟทีแต่ละชิ้นเปลี่ยนมือครับ
ไม่งั้น คงไม่เกิด “เอ็นเอฟที ฟีเวอร์” ขึ้นเหมือนในเวลานี้แน่นอน

