วันที่ 7-8 เมษายนนี้ รัฐสภาจะเปิดประชุมสมัยวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ วาระ 3 ผลจะออกมาอย่างไรก็ตาม วุฒิสมาชิกบางคนเริ่มส่งสัญญานว่าอาจมีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ กรณีที่กฎหมายบัญญัติให้รัฐสภาและประชาชนเป็นผู้เสนอให้มีการจัดลงประชามติได้ ซึ่งควรเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารเท่านั้น
หากการยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นจริงจะส่งผลให้ร่าง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติมีชะตากรรมเช่นเดียวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่ ที่ไม่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาไปก่อนหน้านี้ ต้องติดตาม
ที่สำคัญมีเสียงสะท้อนตามมาว่าร่างกฎหมายฉบับนี้รัฐบาลเป็นผู้เสนอ หากไม่ผ่านสภารัฐบาลต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก หรือยุบสภา
สถานการณ์จะดำเนินต่อไปอย่างไร จะเกิดรายการซัดกันไปซัดกันมาระหว่าง ส.ส.กับ ส.ว. ให้สังคมตัดสินว่าใครกันแน่ที่ยืนหยัดหลักการประชาธิปไตย หรือรับใช้เผด็จการ สมควรเป็นฝ่ายที่ถูกประณาม
ดังเหตุการณ์ภายหลังร่าง พ.ร.บ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ถูก ส.ว.และ ส.ส.พรรคแกนนำรัฐบาลเล่มเกม มวยล้มต้มคนดู จนคว่ำลงอย่างน่าอเนจอนาถ
ส.ว.คนกล้าออกมาตอบโต้เสียงโจมตีวุฒิสมาชิกและนายกรัฐมนตรีเป็นคนขัดขวางทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ ว่าแท้จริงแล้วควรจะกล่าวหา ด่าว่า ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชนด้วยกันเองที่ไม่มีความจริงใจ ไม่ยืนหยัดแข็งขันต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำทีว่าอยากแก้ อยากมีรัฐรรมนูญใหม่ แต่ใจหนึ่งก็อยากอยู่กับอำนาจและเกาะอยู่กับผู้มีอำนาจนานๆ เป็นพวกตีสองหน้า แล้วโยนความผิดให้กับ ส.ว.ต่อแต่นี้ควรเลิกด่า ส.ว.ได้แล้ว
ฟังความข้างเดียวแล้วอาจจะสะใจ ส.ว.ชกตรงเป้า เข้าปลายคาง ฝ่าย ส.ส.จะโต้กลับระดับไหน เตะก้านคอเลยหรือไม่ คอยดูกันต่อไป
ในฐานะคนวงนอก คนกลาง ไม่เข้าใครออกใคร พูดได้เลยว่า ด้วยกันทั้งคู่ นั่นแหละครับ
เพราะหากทั้งสองฝ่ายร่วมมือร่วมใจกันจริงๆ มีความจริงใจ การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีโอกาสสำเร็จ ลำพัง ส.ส.ฝ่ายเดียวแม้ว่าจะผนึกกำลังกันเหนียวแน่นขนาดไหน ถ้า ส.ว.ให้ความเห็นชอบไม่ถึง 84 คน ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องคว่ำไปอยู่ดี
แต่เพราะต่างฝ่ายต่างโยนขี้ใส่กัน เลยทำให้ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งผ่านวาระ 1 2 มาแล้ว คว่ำลงในที่สุด
ทั้งหลายทั้งปวง ปฐมเหตุมาจากตัวรัฐธรรมนูญ ถ้าออกแบบมาดี เป็นธรรม ไม่ใช่ร่างมาเอื้อประโยชน์ให้กับผู้มีอำนาจ ความขัดแย้งกดดันอาจไม่ถึงระดับนี้
เพราะความไม่เป็นประชาธิปไตยเท่าที่ควร ทำให้การบังคับใช้เกิดปัญหา ตีความไปคนละทิศคนละทาง แก้ไขยาก ถกเถียงกันไม่จบว่า ใครกันแน่ที่เป็นต้นเหตุ เป็นตัวถ่วง
ส่วนหนึ่งมีเหตุมาจาก คำถามพ่วงต่อท้ายการทำประชามติวันที่ 7 สิงหาคม 2559 นั่นเอง
ด้วยข้อคำถามที่ว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าเพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มา และอำนาจของวุฒิสมาชิกในการให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เป็นปมปัญหาใหญ่
มาถึงวันนี้ ส.ว.กลายเป็นคนจุดประเด็นให้ตัดอำนาจ ส.ว.ในการร่วมเลือกนายกฯและผู้นำกองทัพไม่ควรอยู่ในสภา ยอมรับว่าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสาม ผลออกมากลับล้มไม่เป็นท่า ส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย ทุกอย่างที่ทำมาสูญเปล่า ต้องกลับไปเริ่มต้นกันใหม่ สะท้อนถึงการไม่ยอมรับว่าสถานการณ์วันนี้เปลี่ยนแปลงไปจากปี 2557 แล้วจริงๆ
เมื่อเป็นเช่นนั้น ยิ่งสะสมความอึดอัดขัดข้อง ไม่พอใจของอีกฝ่ายมากขึ้น ทำให้ความขัดแย้งไม่ลดระดับลง
ยิ่งศูนย์กลางอำนาจได้รับผลโดยตรงจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญต้องการอยู่ต่อไป ไม่เสียสละ กล้าตัดสินใจประกาศจุดยืนให้ชัดตัดอำนาจ ส.ว.ในการแต่งตั้งนายกฯออกไป สถานการณ์ไม่มีทางคลี่คลายลง
ความไม่เป็นธรรมในรัฐธรรมนูญไม่ถูกขจัดออกไป ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลยังติดยึดอำนาจและผลประโยชน์ ไม่รับฟังเสียงนอกสภา พล.อ.ประยุทธ์ ควรหยุดได้แล้ว เท่าที่ควร
สถานการณ์จะพัฒนาต่อไป ย่อมเป็นเงื่อนไขให้จบลงด้วยความรุนแรง รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งได้ทุกเมื่อ

