หน้าแรก บทความ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : รอบนี้‘ทองหล่อ’รอบหน้า…? โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

12.04.21 | 14:53 น.
FILE PHOTO: A healthcare worker takes a nasal swab sample from a local resident for a COVID-19 test after hundreds of residents of Watthana district and the trendy Thonglor neighborhood tested positive for the coronavirus disease (COVID-19) in Bangkok, Thailand, April 8, 2021. REUTERS/Athit Perawongmetha/File Photo

ตอนที่เราคิดกันว่า ทุกอย่างกำลังดีขึ้น กำลังไปได้สวย ข่าวร้ายก็โผล่มาให้เห็นกันทันทีทันควัน

เหมือนรถกำลังวิ่งฉิวแล้วเบรกกะทันหัน คนในรถหัวทิ่มหัวตำไปตามๆ กัน

หลายคนที่เตรียมตัวเที่ยวสงกรานต์ กลับบ้านหาญาติพี่น้อง ต้องตาลีตาเหลือกยกเลิกการเดินทางกันให้วุ่น

จาก 24 คนแรกที่เจอจากสถานบันเทิงที่ทองหล่อ ขยายวงการติดเชื้อออกไปเป็นเรือนพัน กระจายออกไปในหลายจังหวัด ล่าสุดเมื่อ 10 เมษายน ตัวเลขการติดเชื้อวันเดียวปาเข้าไปกว่า 700 คน

นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ นักไวรัสวิทยาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ยืนยันว่านี่คือ ไวรัสก่อโรคโควิด-19 ที่กลายพันธุ์ เป็นแวเรียนท์ ที่เรียกกันว่า บี117 หรือเคนท์ แวเรียนท์ เพราะพบครั้งที่ย่านเคนท์ ในประเทศอังกฤษ ก่อนระบาดออกไปกว่า 100 ประเทศทั่วโลก

Advertisement

จนเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องของการแพร่ระบาดเร็วเป็นพิเศษ

คุณหมอยงบอกว่า ที่ผ่านมาไทยพยายามจะสกัดไม่ให้เข้าสู่ประเทศ แต่แล้วก็หลุดรอดเข้ามาจนได้

แพร่เร็วขนาดที่ในสหรัฐอเมริกา พบบี117 ครั้งแรกเมื่อปลายๆ ธันวาคม ชั่วระยะเวลาเพียง 2-3 เดือนเท่านั้นก็กลายเป็น แวเรียนท์ ที่แพร่ระบาดจนพบมากที่สุดในสหรัฐอเมริกาไปแล้ว

ในอังกฤษเอง มีผู้ป่วยเพราะเชื้อแวเรียนท์นี้มากถึงเกือบ 2 แสนคนเข้าไปแล้ว หลังพบครั้งแรกเมื่อต้นเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา

ข้อมูลในเชิงวิชาการที่ช่วยให้ใจชื้นขึ้นมาหน่อยก็คือ ถึงจะแพร่เร็วกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม แต่ผู้ป่วยด้วยเชื้อนี้ก็ไม่ได้แสดงอาการรุนแรงมากกว่าเดิมแต่อย่างใด

ผลการศึกษาวิจัยในอังกฤษ แสดงให้เห็นว่า เชื้อยังคงใช้เวลาในการฟักตัวในร่างกายคนระหว่างในช่วงระหว่าง 2-14 วันนับตั้งแต่การสัมผัสเชื้อ เหมือนกับสายพันธุ์ดั้งเดิม

ที่น่าสนใจก็คือ ราว 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดเชื้อแวเรียนท์นี้ ไม่แสดงอาการ หรือมีอาการน้อยมาก มีไม่น้อยที่นึกสงสัยว่าตัวเองอาจติดเชื้อโควิด-19 ก็ต่อเมื่อจมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รู้รส เท่านั้นเอง

เป็นไปได้ว่า การแพร่เร็วของมันทำให้คนที่ติด เพียงได้รับเชื้อไปเล็กน้อยก็ติดได้แล้วนั่นเอง แต่มีบางกรณีที่ใกล้ชิดกับผู้เป็นพาหะมากๆ มีการตรวจพบว่า ปริมาณไวรัส หรือที่เรียกทางวิชาการว่า “ไวรัลโหลด” ในร่างกายเยอะมาก อาการป่วยก็หนักตามไปด้วย ถึงกับต้องเข้ารับการรักษาในห้องไอซียูของโรงพยาบาลทีเดียว

อาการป่วยที่แสดงออกก็คล้ายๆ กับที่เราเคยรู้กันมานั่นแหละครับ มีตั้งแต่ ไอ จาม เจ็บคอ หายใจไม่สะดวก ประสาทรับรสไม่ทำงาน ปวดเมื่อย ปวดกล้ามเนื้อ ข้อต่อ ไปจนถึงอาเจียน และท้องร่วง

ที่บอกว่า ผู้ป่วยด้วย บี117 นี้ไม่ได้มีอาการรุนแรงกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมนั้น ไม่ได้หมายความว่า ผู้ติดเชื้อ บี117 นี้จะไม่เสียชีวิตนะครับ ยังคงมีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อแวเรียนท์นี้อยู่ถึง 2.3 เปอร์เซ็นต์จากผลการศึกษาในสหราชอาณาจักร

แต่ก็ยังต่างจากแวเรียนท์จากแอฟริกาใต้ ซึ่งผลวิจัยบอกว่า มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่า คืออยู่ที่ระดับ 4 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ใครก็ตามที่คิดว่ายอมติดเชื้อจะได้จบๆ ไป เพราะมีภูมิคุ้มกันขึ้นมา เพราะอาการไม่รุนแรงนัก ถือว่าคิดผิดนะครับ

ผิดแรกก็คือ ติดเชื้อบี117 ก็ตายได้ และยังคงมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการเรื้อรัง เพราะเชื้อเข้าไปทำลายอวัยวะภายในเป็นการถาวร อย่างที่เรียกกันว่า “ลองโควิด” ได้เหมือนกัน

ผิดประการถัดมาก็คือ การไม่แสดงอาการ ไม่ได้หมายความว่า เราแพร่เชื้อไม่ได้ ยังแพร่ได้ และอันตรายด้วย เพราะอาจนำพาเชื้อไปหาลูกหลาน หรือบรรดาผู้สูงอายุภายในบ้านได้โดยเร็ว

ไม่นึกถึงตัวเองก็ขอให้นึกถึงคนอื่นๆ ก็แล้วกัน

ผู้รู้บอกว่า วิธีการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อบี117 ก็ยังเหมือนเดิมครับ ระมัดระวังตัวเอง อยู่ห่างจากคนอื่นๆ ในระยะพอสมควร สวมหน้ากากป้องกัน หมั่นล้างมือ ทำจนเป็นปกติวิสัย ลดความเสี่ยงลงได้มากถึงมากที่สุด

ถ้าเป็นไปได้ จำกัดวงสังคมของเราให้แคบเล็กลงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เป็นการชั่วคราว สถานที่ “อโคจร” ในยามแพร่ระบาดทั้งหลาย งดไว้ก่อน

นั่นคือทำเหมือนกับที่เราทำมาตามปกติเพื่อป้องกันสายพันธุ์ดั้งเดิมนั่นแหละครับ

ขอแค่ให้เข้มงวดให้ดีกว่าเดิมเท่านั้น

ช่วยกันทำให้คำถามที่ว่า รอบนี้ทองหล่อ รอบหน้าที่ไหน? กลายเป็นเรื่องไม่จำเป็นไปนั่นเอง