โรคระบาดใหญ่ที่รู้จักกันดีในชื่อ โควิด-19 อยู่กับมนุษย์มาปีเศษแล้ว แม้แต่นักวิชาการด้านระบาดวิทยาที่เชี่ยวชาญที่สุดยังยอมรับว่า เราเพียงแค่เพิ่ง “ทำความรู้จัก” กับโรคนี้เท่านั้นเอง
ด้วยมหันตภัยที่โรคนี้ก่อให้เกิดขึ้นกับมนุษย์ทำให้ นักวิทยาศาสตร์ระดมสรรพกำลัง มันสมองศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับโรคนี้ และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยมากมาย จนอาจเรียกได้ว่า การศึกษาวิจัยว่าด้วยโควิด-19 กลายเป็นงานวิจัยกระแสหลักไปในชั่วระยะเวลาที่สั้นที่สุด
แต่ยิ่งรู้จักมากขึ้นเรายิ่งพบว่า อันตรายของโควิด-19 มีมากกว่าที่เราเคยคิดกันไว้
เช่นงานวิจัยชิ้นล่าสุด ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ “บลัด” เมื่อเร็วๆ นี้ แสดงให้เห็นว่า โควิด-19 ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลังจากที่ได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้แล้วมากมาย คิดเป็นสัดส่วนสูงกว่าที่เคยคาดกันไว้มาก
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นผลงานการศึกษาวิจัยของทีมจาก สถาบันเพื่อการวิจัยทางการแพทย์สถาบันฟีนสไตน์ ในสหรัฐอเมริกา ที่มีศาสตราจารย์ อเล็กซ์ สไปโรปูลอส เป็นหัวหน้าคณะ
สถาบันฟีนสไตน์ เป็นหน่วยงานวิจัยในสังกัด นอร์ธเวลล์ เฮลธ์ เครือข่ายโรงพยาบาลในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทีมวิจัยเลยได้ข้อมูลทางการแพทย์จากกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ 11,000 รายที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล 12 แห่งในเครือมาศึกษาวิจัย
ในจำนวนทั้งหมดดังกล่าว มีราว 3,000 รายที่เสียชีวิตในโรงพยาบาลจากโควิด-19 ส่วนที่เหลือที่ได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล กลายเป็นกลุ่มศึกษาของทีม มี 4,000 ราย
ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ มีผู้ที่เคยป่วยด้วยโรคโควิด-19 มากถึง 5 เปอร์เซ็นต์ ที่เสียชีวิตภายใน 90 วันหลังจากออกจากโรงพยาบาล จากสาเหตุการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในร่างกาย
อีก 3 เปอร์เซ็นต์ เกิดอาการเส้นเลือดในร่างกายอุดตันในจุดสำคัญเช่นเดียวกัน แต่ไม่ถึงกับเสียชีวิต
ผลวิจัยแสดงให้เห็นว่า ผู้ป่วยสูงอายุ ตั้งแต่ 75 ปีขึ้นไป ซึ่งเคยมีอาการโควิด-19 รุนแรงถึงขนาดต้องรักษาตัวในห้องไอซียู โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีอาการการเกิดลิ่มเลือด, โรคหัวใจ หรือโรคไต มาก่อน จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่จะเสียชีวิต เพราะเกิดลิ่มเลือดขึ้นหลังหายจากโควิด-19 แล้ว
ทีมวิจัยพบว่าเมื่อให้ยาเจือจางเลือด (blood thinners) กับกลุ่มตัวอย่างราว 13 เปอร์เซ็นต์ โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง โดยให้ยาต่อเนื่องเป็นเวลา 30-45 วันหลังจากออกจากโรงพยาบาล สามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดลงได้มากถึงเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์
ศาสตราจารย์ สไปโรปูลอส ระบุว่า ผู้ป่วยโควิด-19 ถึงแม้จะหายและออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว ยังคงมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันเพิ่มขึ้นระหว่าง 3-5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับก่อนหน้าที่จะเป็นโควิด-19
การเกิดลิ่มเลือดดังกล่าวนั้นเป็นที่รู้กันทั่วไปในระหว่างที่ผู้ป่วยโควิด เข้ารับการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล โดยเฉพาะผู้ที่อาการหนักที่ต้องรักษาตัวในห้องไอซียู สาเหตุสืบเนื่องมาจากการตอบสนองของภูมิคุ้มกันในร่างกายที่มีมากเกินไป อย่างที่เรียกกันว่า “ไซโตคิน
สตอร์ม” (cytokine storm) ซึ่งทำให้เกิดอาการอักเสบ หลอดเลือดในบริเวณดังกล่าวเกิดความเสียหาย ทำให้เลือดจับตัวเป็นลิ่ม เพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดอาการตกเลือดตามมา
ที่ยังไม่เป็นที่รับรู้กันก่อนหน้านี้ก็คือ แม้เมื่ออาการป่วยลดลง หรือหายแล้ว การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันก็ยังคงอยู่อีกเป็นเวลานาน จนกลายเป็นภาวะอุดตันในหลอดเลือดขึ้นตามมาหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว
ทีมวิจัยยังพบด้วยว่า ภาวะอุดตันที่เกิดขึ้นจากการตอบสนองมากเกินไปของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายนี้ แตกต่างไปจากภาวะอุดตันทั่วไป ซึ่งมักเกิดขึ้นเฉพาะที่ก่อนเป็นลำดับแรก เช่น บริเวณขา ก่อนที่จะแตกตัวออกเป็นลิ่มเลือดเล็กๆ ไหลตามกระแสเลือดไปอุดตันในที่ต่างๆ เช่น ภายในเส้นเลือดในปอด เป็นต้น
แต่ในกรณีของผู้ป่วยโควิด กระบวนการดังกล่าวไม่จำเป็น เพราะมันสามารถก่อให้เกิดลิ่มเลือดขึ้นได้บริเวณอวัยวะสำคัญโดยตรง อาทิ เกิดการอุดตันที่ปอด หรือสมอง เป็นต้น
ซึ่งทำให้การตรวจวินิจฉัยทำได้ยากกว่ามาก ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมถึงได้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันและเสียชีวิตในอัตราสูง แม้ว่าจะหายจากโควิดแล้วก็ตาม
นี่คืออันตรายจากโควิด-19 ที่ทำให้วิธีที่ดีที่สุดในการรับมือ ยังคงเป็นการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อนั่นเองครับ

