
นักวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ศึกษามาทางด้านระบาดวิทยาและไวรัสวิทยา ยืนยันตรงกันประการหนึ่งว่า โลกจำเป็นต้องได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-
19 อย่างทั่วถึง ให้ครอบคลุมประชากรของทั้งโลกมากพอที่จะก่อให้เกิด “ภูมิคุ้มกันหมู่” หรือ “เฮิร์ด อิมมูนิตี” ขึ้น
ไม่เช่นนั้น ไม่ว่าไทย หรือสหรัฐอเมริกา หรืออังกฤษ ก็ยังต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากโควิด-19 ต่อเนื่องอยู่ดี ไม่ว่าประเทศเหล่านั้นฉีดวัคซีนให้กับประชากรของตนเองไปมากมายแค่ไหนก็ตาม
ประมาณกันว่า เพื่อบรรลุถึงเป้าหมายที่ว่านั้น โลกจำเป็นต้องมีวัคซีนมากกว่า 11,000 ล้านโดส สำหรับการฉีดวัคซีนให้กับประชากรราว 70 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลกแบบสมบูรณ์ คือครบทั้ง 2 เข็ม จึงพอจะคาดหวังขึ้นมาได้ว่า “เฮิร์ด อิมมูนิตี” จะเกิดขึ้นมาได้
ฟังดูแล้วไม่น่ายากเย็นและใช้เวลานานนัก
แต่ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายบอกว่า นี่แหละคือความท้าทายที่ใหญ่หลวงที่สุดครั้งหนึ่งของมนุษยชาติ
แรกสุด ในแต่ละปีวัคซีนสารพัดยี่ห้อที่พัฒนากันขึ้นมาและได้รับอนุมัติให้ใช้ในสถานการณ์ “ฉุกเฉิน” นี้ได้ มีกำลังการผลิตรวมๆ กันแต่ละปี ไม่ถึงส่วนเสี้ยวของความต้องการทั้งหมดนั้น
แต่อุปสรรคที่สำคัญที่สุด และแก้ไขได้ยากที่สุดก็คือปัญหาที่ ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกเรียกว่า “ความไม่เสมอภาคทางวัคซีน” หรือ “ลัทธิชาตินิยมวัคซีน” ที่สามารถเรียกกันให้เข้าใจได้ง่ายกว่า ตรงไปตรงมากว่าว่าคือการ “กักตุนวัคซีน” กันนั่นแหละครับ
รูปธรรมง่ายๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพที่ว่านี้ในเวลานี้ก็คือการที่บรรดาชาติที่มั่งคั่งทั้งหลายของโลก ซึ่งมีประชากรรวมกันแล้วเท่ากับเพียงแค่ 1 ใน 5 ของประชากรทั้งโลก ทั้งซื้อวัคซีน ทั้งทำสัญญาจอง ที่มีกำหนดส่งมอบชัดเจนไว้จากบริษัทผู้พัฒนาวัคซีนต่างๆ รวมกันแล้ว 6,000 ล้านโดส
ในขณะที่ประเทศซึ่งยากจนกว่าที่เหลืออยู่ในโลกทั้งหมด ซึ่งมีประชากรรวมกันแล้วเท่ากับ 4 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด กลับสามารถซื้อหรือทำสัญญาจองวัคซีนได้เพียงแค่ 2,600 ล้านโดสเท่านั้นเอง
นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมประเทศอย่างอินเดีย ที่สามารถผลิตวัคซีนได้มากที่สุดในโลก ถึงกลายเป็นประเทศที่ต้อง “นำเข้าวัคซีน” เพราะความขาดแคลน
และเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม เมื่อเร็วๆ นี้ อินเดียกับแอฟริกาใต้ ถึงได้ออกมาเรียกร้องต่อองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ขอให้มีคำสั่ง “ระงับใช้” สิทธิตามสิทธิบัตรของเทคนิคและกระบวนการทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับวัคซีนและยา สำหรับใช้ในการป้องกันและรักษาโควิด-19
เป้าหมายเพื่อให้ประเทศเหล่านี้ ซึ่งผลิตวัคซีนหรือยาได้ แม้จะไม่มีศักยภาพพอที่จะเริ่มต้นพัฒนาวัคซีนตั้งแต่ต้นจนจบได้ก็ตาม สามารถนำเอาสูตรวัคซีนต่างๆ ที่ได้รับความเห็นชอบให้ใช้กันได้แล้ว มาผลิตเอง เพื่อตอบสนองให้ทันท่วงทีกับการแพร่ระบาด
มีประเทศต่างๆ มากกว่า 100 ประเทศให้การสนับสนุนข้อเรียกร้องข้างต้นนี้
รวมทั้ง องค์การพัฒนาเอกชนต่างๆ ที่รณรงค์เพื่อการเข้าถึงวัคซีนอย่างเสมอภาค
โดโรธ เกอร์เรโร หัวหน้าแผนกนโยบายของ โกลบอล จัสทิซ นาว ที่รณรงค์เรื่องความเป็นธรรมในการกระจายวัคซีน บอกว่า วิธีการระงับหรือยกเลิกสิทธิบัตรวัคซีน ให้แต่ละประเทศนำมาผลิตเองนี้ เป็นวิธีที่เร็วที่สุด และแน่นอนที่สุดในการเพิ่มการเข้าถึงวัคซีนทั่วโลก
แน่นอน บริษัทยักษ์ใหญ่เจ้าของสิทธิบัตรและประเทศตะวันตก ซึ่งรวมทั้ง สหภาพยุโรป และสหราชอาณาจักร ไม่เห็นด้วย
ข้ออ้างของพวกเขาก็คือ วัคซีนมีกระบวนการผลิต พัฒนาเป็นขั้นเป็นตอน แต่ละขั้นตอนไม่เพียงพิถีพิถันเท่านั้น ยังต้องระมัดระวังและอยู่ภายใต้การควบคุมที่มีประสิทธิภาพ จึงจะสามารถผลิตได้
วิธีที่ดีกว่าในทรรศนะของพวกเขาคือ การเพิ่มการผลิตวัคซีนแต่ละรายขึ้นสู่ระดับเต็มศักยภาพสูงสุด
นั่นคือ ประเทศที่มีรายได้ปานกลาง และประเทศที่ยากจนทั้งหลาย ยังจำเป็นต้องรอต่อไป
ปัญหาก็คือ ในระหว่างการรอ การแพร่ระบาดระลอกที่สอง สาม สี่ และ… จะเกิดขึ้นในหลายจุดหลายพื้นที่ คร่าชีวิตผู้คน ทำลายระบบสาธารณสุขของแต่ละประเทศต่อไป
ที่สำคัญที่สุดก็คือ ยิ่งเกิดการระบาดนานเข้า การกลายพันธุ์มีโอกาสเกิดขึ้นสูงมากตามมา ยิ่งมีโอกาสมากขึ้นที่บรรดาเชื้อกลายพันธุ์ใหม่ๆ จะทำให้วัคซีนที่พัฒนาขึ้นแล้ว “ไม่มีประสิทธิภาพ” ไปในที่สุด
แล้วในที่สุดชาติที่พัฒนาแล้วก็อาจเกิดการระบาดรอบใหม่จากเชื้อใหม่ๆ เหล่านี้ได้
นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไม นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายถึงย้ำนักหนาว่า
“ไม่มีวันมีใครคนใดคนหนึ่งปลอดภัย ถ้าทุกคนไม่ปลอดภัยจากโควิด-19” ครับ
