การปฏิวัติอุตสาหกรรมยา..กัญชา กัญชง
แม้กระแสโควิด-19 จะมาแรงในช่วงนี้ แต่กัญชา กัญชง ยังคงมุ่งหน้าเพื่อการตอบโจทย์ความต้องการของสังคมทั้งด้านการแพทย์เพื่อการบำบัดและเพื่อสุขภาพ ยิ่งศึกษาค้นคว้าลงลึกในรายละเอียดก็ยิ่งสนใจและได้มีโอกาlเพิ่มพูนประสบการณ์จากการสั่งการรักษาจริงกับผู้ป่วยจำนวนมากก็ยิ่งทำให้ได้องค์ความรู้เชิงวิชาการที่เชื่อว่าน่าจะมีประโยชน์อย่างมากแก่บุคลากรทางการแพทย์และผู้สนใจทั่วไป
ความลี้ลับเรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างสรีระของร่างกายมนุษย์กับธรรมชาติอย่างพืชกัญชากำเนิดมายาวนานเพียงใดไม่มีใครทราบแต่การนำเอามาใช้เพื่อการบำบัดรักษานั้นมีบันทึกมายาวนานนับหลายพันปี การได้เรียนรู้ทางทฤษฎีควบคู่กับการปฏิบัติจริงจึงได้พบกับความจริงอันน่าทึ่งดังนี้
1.ทึ่งในกลไกของสรีระร่างกาย
ร่างกายมนุษย์เรามีกลไกขับเคลื่อนให้สรีระต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การกิน การนอน ความทรงจำ อารมณ์ ความคิด การรับรู้ความเจ็บปวด ภาวะเสื่อมถอย ระบบการเผาผลาญ การตัดสินใจ ให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ หากมีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น ร่างกายจะพยายามปรับปรุงซ่อมแซมให้ฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติ หากทำไม่ได้ก็จะพยายามผ่อนหนักให้เป็นเบาโดยมีอนูโมเลกุลที่สำคัญอย่างน้อย 2 ตัว (มีชื่อว่า ANADAMIDE และ 2AG) ทำหน้าที่สอดส่องดูแลโดยส่งสัญญาณแจ้งเตือนว่ามีความผิดปกติใด เกิดขึ้นที่ใด การส่งสัญญาณแจ้งเตือนดังกล่าวจะส่งผ่านตัวรับซึ่งมีอยู่อย่างน้อย 2 ตัวขึ้นไปเช่นกัน ตัวหนึ่งอยู่ในสมองและไขสันหลัง (เรียกว่า CB1) เป็นส่วนใหญ่และส่วนน้อยกระจายอยู่ในอวัยวะร่างกายอื่นๆ อีกตัวรับหนึ่งจะกระจายอยู่ในระบบภูมิคุ้มกัน เลือดต่อมน้ำเหลืองและผิวหนังทั่วร่างกาย (เรียกว่า CB2)
หากร่างกายขาดแคลนอนูโมเลกุลสำคัญ 2 ตัว ที่จะมาจับกับตัวรับดังกล่าวจะทำให้กลไกการควบคุมระบบต่างๆ ของร่างกายรวนเรไปก่อให้เกิดอาการความผิดปกติหรือโรคต่างๆ ตามมาหลากหลายรูปแบบ เช่น อาการเจ็บปวด แสบเรื้อรังของระบบสารพัดข้อต่อต่างๆ (สะโพก คอ หลัง ศอก เข่า มือเท้า) และพังผืดเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะไมเกรน ปวดรอบเดือน เส้นประสาท ลมชัก สั่น เกร็งกระตุก นอนไม่หลับ โรคภูมิแพ้ตัวเอง (ตัวอย่างเช่น โรคพุ่มพวง หรือ SLE โรคสะเก็ดเงิน โรครูมาตอยด์) โรคภูมิแพ้ (แพ้ฝุ่นละออง
ไรฝุ่น อาหาร ขนสัตว์ และอื่นๆ)
2.ทึ่งในกลไกธรรมชาติ
ธรรมชาติในที่นี้ก็คือพืชกัญชาซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์เหลือเชื่อที่ธรรมชาติได้สร้างยาไว้ให้แล้วอยู่ในพืชกัญชาซึ่งก็มีหลายตัวแต่ที่เด่นๆ ได้ยินกันบ่อยมากก็คือเจ้า THC และ CBD นั่นเอง เนื่องจากมันมีหน้าตาละม้ายเหมือนกับเจ้า ANANDAMIDE และ 2AG ที่ร่างกายขาดแคลนไปเป็นอย่างมาก มันจึงเสมือนทดแทนสิ่งที่ขาดแคลนไป ศ.นพ.อีธาน รุสโซ่ นักประสาทวิทยาสหรัฐ ได้ให้ชื่อการควบคุมระบบในร่างกายดังกล่าวนี้ว่า ENDOCANNABINOID SYSTEM ซึ่งหมายถึงหมู่สารกัญชาที่มีอยู่แล้วในร่างกาย เมื่อร่างกายขาดแคลนก็เรียกภาวะขาดแคลน (ENDOCANNABINOID DEFICIENCY) เมื่อนำพืชกัญชาจากภายนอกเข้าสู่ร่างกายจึงเรียกว่า PHYTOCANNABINOID ซึ่งจะทำหน้าที่ทดแทน ENDOCANNABINOIDS ที่ขาดไปนั่นเอง กลุ่มอาการความผิดปกติ สารพัดโรคต่างๆ ที่ระบุไว้เบื้องต้น (เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น) จะได้รับการแก้ไข บรรเทา ฟื้นฟู หรือขจัดออก และนี่คือคำตอบทำไมกัญชาจึงถูกนำมาใช้เป็นยาเพื่อการบำบัดได้ มิใช่เป็นแค่ยาเสพติด
3.ทึ่งในศาสตร์และศิลปะทางการแพทย์
ศาสตร์จะว่าด้วยวิชาการเชิงวิทยาศาสตร์ล้วนในขณะที่ศิลปะจะเป็นเรื่องของลีลายุทธวิธีที่จะทำอย่างไรให้บรรลุเป้าหมาย ความที่มีคุณอนันต์แต่ก็มีโทษมหันต์ของกัญชาทำให้มันต้องล้าหลังไปมากในเรื่ององค์ความรู้เชิงลึกนอกจากอุปสรรคด้านจริยธรรมทางการแพทย์และข้อกฎหมายที่เป็นยาเสพติดแล้วความสนใจกระตือรือร้นของแพทย์แผนปัจจุบันเองก็ดูจะยังจุดไม่ติดเท่าใดนัก ผู้เขียนได้วางแผนงานวิจัยกึ่งบำบัดรักษาควบคู่กันไปโดยใช้ APPLICATION LINE เพื่อการติดตามผลทำให้ได้พบความน่าตื่นเต้นในศาสตร์กัญชาที่ใคร่นำเสนอบางส่วนเพื่อแบ่งปันเป็นความรู้ เช่น
สารสำคัญที่มีอยู่ในกัญชานั้นมีจำนวนหลายร้อยตัวและล้วนมีประโยชน์แทบทั้งสิ้นมากน้อยแตกต่างกันไป ทั้งที่มีฤทธิ์รวมๆ กว้างขวางและที่ออกฤทธิ์เฉพาะด้าน แต่สารสำคัญที่กล่าวถึงมากที่สุดได้แก่สารที่เรียกว่า THC และ CBD
สาร THC มีบทบาทเป็นทั้งตัวร้ายคือทำให้เกิดอาการจิตหลอน หวาดระแวงได้ และเป็นทั้งตัวดีคือมีฤทธิ์เป็นยารักษาโรคได้ ส่วน CBD มีบทบาทเป็นตัวดีเพื่อการเป็นยาใช้บำบัดไม่มีความเป็นตัวร้ายที่สำคัญไม่มีอันตรายถึงชีวิตแม้ได้รับเกินขนาด เพื่อป้องกันมิให้เกิดฤทธิ์จิตหลอน ระแวง ทางการจึงกำหนดให้ในผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ต้องมีสัดส่วน THC ไม่เกิน 0.2% การนำมาใช้ทางการแพทย์ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมเฉพาะโรคเฉพาะราย
สารออกฤทธิ์สำคัญในกัญชาจะไม่ละลายตัวในน้ำแต่ละลายในไขมันจึงกำหนดเป็นผลิตภัณฑ์ผสมในน้ำมันบริหารยาโดยหยอดใต้ลิ้นและอมในปากอย่างน้อย 1 นาที เพื่อให้สารสำคัญดูดซึมผ่านเยื่อบุช่องปากสู่ระบบเลือดได้ การกลืนทันทีจะได้ฤทธิ์จริงๆ ไม่ถึงครึ่งเนื่องจากถูกทำลายโดยน้ำย่อยและต้องผ่านตับจะยิ่งถูกตัดทอนลง
เนื่องจากแต่ละคนมีความต้องการที่แตกต่างกันจึงต้องใช้แบบค่อยเป็นค่อยไปช้าๆ และเพื่อป้องกันผลข้างเคียงโดยเฉพาะง่วงซึม เช่นเพียงหยดเดียวและเพิ่มคืนละหยดเป็น 2-3-4 หรือ 5 หยด ตามความจำเป็น
ความไวในการตอบสนองแต่ละคน แต่ละปริมาณขนาดยาและแต่ละความผิดปกติ (โรค) มีความแตกต่างกันมากตั้งแต่เป็นนาทีถึงเป็นหลายๆ วัน การประเมินผลจำเป็นต้องใช้เวลา
อาการหรือความผิดปกติ (โรค) ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการบำบัดกลับตอบสนองได้ผลดีเป็นของแถม เช่น อาการภูมิแพ้เรื้อรัง ดีขึ้นอย่างชัดเจนเป็นต้น
เมื่อใช้ระยะหนึ่งอาจได้ผลลดลงทั้งที่พยายามเพิ่มปริมาณก็ยังไม่เหมือนเดิม การหยุดใช้ชั่วระยะเวลาหนึ่งเช่น 2-3 วัน กลับมาใช้ใหม่จะได้ฤทธิ์เช่นเดิม
เนื่องจากปัจจุบันการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ค่อนข้างยากจึงทำให้ผู้ใช้ต้องไปแสวงหาจากใต้ดินซึ่งไม่มีมาตรฐานใดๆ รองรับและไม่ทราบทั้งประเภท ขนาด ความเข้มข้นซึ่งเป็นความเสี่ยงที่อาจได้รับสารเคมีอันตรายอื่นๆ เจือปนอันไม่พึงประสงค์ เป็นเรื่องที่ควรประชาสัมพันธุ์แจ้งเตือนสาธารณชน
การใช้ครีมกัญชาเพื่อการบำบัดสารพัดความผิดปกติของระบบผิวหนัง (ตั้งแต่ สิวฝ้า ผื่นคัน อักเสบ ปวดเรื้อรัง ความเสื่อมผิวหนัง) เป็นอีกปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคงต้องเขียนเป็นเรื่องแยกต่างหากภายหลัง
ที่กล่าวมานี้เป็นรูปแบบบางส่วนของศิลปะการนำกัญชามาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางการแพทย์และเชื่อว่าน่าจะมีผลต่ออุตสาหกรรมยาในบ้านเราต่อไป (รวมทั่วโลกด้วย) เกี่ยวข้องได้อย่างไร?…ความมหัศจรรย์ของกัญชาที่สามารถแก้ไข บรรเทา ขจัดความผิดปกติ ปรับความสมดุลและความปรวนแปรในระบบต่างๆ ของร่างกายนั่นเองคือคำตอบ
อุตสาหกรรมยามีหลากหลายประเภทมาก จะขอยกตัวอย่าง เช่น
1.อุตสาหกรรมยาแก้ปวด อักเสบ
การเจ็บป่วยที่ทุกคนต้องเผชิญแน่นอนคือ ความเจ็บปวด อักเสบของอวัยวะร่างกายต่างๆ ไม่ว่าจะการอักเสบกล้ามเนื้อ ข้อต่อต่างๆ (ต้นคอ หลัง เข่า ศอกเท้า นิ้ว) ผิวหนัง เนื้อเยื่อ รวมทั้งอวัยวะภายในร่างกาย อาการปวดทรมานจากการเจ็บป่วยสารพัดมะเร็งในระยะท้ายที่ยาแผนปัจจุบันเอาไม่อยู่แล้ว อาการปวดแสบปวดร้อนเส้นประสาทจากภาวะเบาหวานเรื้อรัง การบรรเทา ขจัดอาการปวด อักเสบ ดังกล่าวก็ต้องใช้ยาแก้ปวดซึ่งมีหลากหลายมาก แอสไพรินและพาราเซตามอลคือคำตอบพื้นๆ ทั่วไปที่พอหาซื้อได้ง่ายราคาถูก ยารุ่นใหม่หลายตัวผลิตขึ้นเพื่อขจัดฤทธิ์ไม่พึงประสงค์ของยารุ่นเก่าตั้งแต่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารถึงทะลุ หรือตับพัง ไตเสื่อม กระดูกพรุนตามมา แต่ยารุ่นใหม่ๆ ก็จะมีราคาแพง ถึงแพงมากๆ ตามมาด้วยเช่นกัน ผลิตภัณฑ์กัญชาเพื่อบำบัดอาการปวด อักเสบไม่มีผลข้างเคียงดังกล่าวเลย
มันจึงสมควรจะถูกรับเลือกให้เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติเรื่องยาแก้ปวดหรือไม่?
2.อุตสาหกรรมยาคลายเครียด ยานอนหลับ
สังคมยิ่งวุ่นวาย ยิ่งเครียด ยิ่งกังวล นอนไม่หลับ ล้วนเป็นที่มาของยากล่อมประสาท คลายเครียด และยานอนหลับ ซึ่งก็มีหลากหลายประเภททั้งออกฤทธิ์สั้นๆ ถึงออกฤทธิ์ยาว ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เพื่อเน้นเรื่องการนอนเพียงอย่างเดียวออกมาหลายตัว เชื่อว่าการใช้ยาคลายเครียดและยานอนหลับจะยังคงเป็นทางออกสำหรับปัญหารุมเร้าทางจิตใจเพื่อผ่อนคลายลดความเครียดกันต่อไป การใช้ยากลุ่มนี้ไปนานๆ ย่อมเกิดภาวะการดื้อยาทำให้ต้องเพิ่มปริมาณการใช้และในที่สุดก็จะเสี่ยงเกิดภาวะการติดยาขึ้นได้ เชื่อว่าการสั่งยาสำหรับผู้ใหญ่ทุก 5 ใบ จะมีการสั่งใช้ยาคลายเครียดหรือยานอนหลับอย่างน้อย 1 ตัวแถมมาด้วยเสมอ ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์มีฤทธิ์ช่วยผ่อนคลาย ทำให้นอนหลับอย่างเป็นธรรมชาติ มันจึงสมควรจะถูกรับเลือกให้เป็นผู้ร่วมในคณะปฏิวัติเรื่องยาคลายเครียด ยานอนหลับหรือไม่?
3.อุตสาหกรรมยารักษาภูมิแพ้
ภูมิแพ้เป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ได้ยากเพราะเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย นอกจากปัจจัยเฉพาะตัวแล้วมลภาวะรอบด้านที่พร้อมจะเป็นตัวกระตุ้นให้กำเริบเป็นระยะถี่ห่างไม่แน่นอน การแสดงออกของอาการแพ้จะมีหลากหลายเช่นกันที่พบประจำได้แก่แพ้ฝุ่นละออง ไรฝุ่น ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ เป็นต้นมักจะเกิด อาการจามฟึดฟัด คันจมูก น้ำมูกน้ำตาไหล คัน ผื่น ลมพิษ กลุ่มอาการแพ้ภูมิหรือเนื้อเยื่อของร่างกายตนเองอย่างเช่นโรค SLE (โรคพุ่มพวง) โรคสะเก็ดเงิน โรครูมาตอยด์ ก็จะมีอาการแสดงออกตั้งแต่น้อยถึงมากตามระยะวงรอบของโรคและปัจจัยกระตุ้นตั้งแต่ ผื่นแสบผิวหนัง คันปวด อักเสบในข้อต่อต่างๆ สร้างความเจ็บปวดทรมาน ตั้งแต่เล็กน้อยไปจนมากเสียอัตลักษณ์ตนเอง ภาวะภูมิแพ้มักจะเป็นเรื้อรังรักษาไม่หายขาด หนทางเพียงแค่บรรเทาอาการเป็นครั้งคราวและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นเท่านั้น ยาบำบัดภูมิแพ้จะมีมากมายหลายประเภทตั้งแต่รุ่นแรกๆ ราคาถูกเม็ดละไม่กี่สตางค์ไปถึงยารุ่นใหม่ๆ ราคาแพงถึงแพงมากก็ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ยังคงต้องใช้ยาแก้แพ้ต่อไป ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์มีทั้งเม็ด น้ำมันหยอด ครีม ก็พร้อมจะเป็นทางเลือกอีกหนึ่งสำหรับภาวะภูมิแพ้ดังกล่าว
มันจึงสมควรได้รับเลือกให้เป็นผู้ร่วมในคณะปฏิวัติเรื่องยารักษาภูมิแพ้ด้วยหรือไม่?
เพียงแค่ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมยาที่กล่าวมานี้ก็คิดเป็นจำนวนเงินรวมไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาท จากยอดค่าใช้จ่ายเรื่องค่ายาปีละกว่า 150,000 ล้านบาทของประทศไทยนับเป็นเม็ดเงินมหาศาล แน่นอนว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมยาคงมิได้เกิดขึ้นฉับพลันทันทีแต่คงค่อยเป็นค่อยไปขึ้นกับองค์ประกอบดังนี้
1.อุปสงค์ คือความต้องการของผู้ใช้ ข่าวสาร สื่อต่างๆ คำกล่าวขานปากต่อปากจากผู้ใช้สู่ผู้ใช้ เพื่อนสู่เพื่อน ญาติสู่ญาติ ยิ่งกระจายเผบแพร่มากขึ้นเพียงใด ความใคร่อยากเห็น อยากลอง อยากหาทางเลือกอื่นที่มิใช่ปัจจุบัน รวมทั้งผู้ป่วยที่หมดทางเลือกแล้ว มีความต้องการจะได้มา หากเข้าไม่ถึงในระบบภาครัฐก็จำเป็นต้องไปแสวงหาจากนอกระบบซึ่งแน่นอนหนีไม่พ้นความเสี่ยงสารพัด การมองเรื่องอุปสงค์ฟากผู้ใช้ที่เป็นแพทย์ก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนเนื่องจากผู้ให้บริการที่สนใจในเรื่องนี้ยังมีน้อยมากๆ การจะสั่งใช้ก็ต้องเริ่มจากไปรับการอบรม สอบ ลงทะเบียน รวมทั้งข้อจำกัดจำนวนสถานพยาบาลที่ยังน้อยก็ย่อมทำให้ความต้องการน้อยไปด้วย
2.อุปทาน การปลดล็อกจากกัญชาเป็นยาเสพติดมาเป็นกัญชาทางการแพทย์ก่อให้เกิดกระแสตื่นตัวอย่างมากตั้งแต่ต้นน้ำ (ด้านการปลูกการผลิต) กลางน้ำ (ด้านโรงงานแปลงวัตถุดิบเป็นผลิตภัณฑ์กัญชา) และปลายน้ำ (ด้านผู้บริโภค) การโหนเกาะกระแสเกิดขึ้นหลายภาคส่วนนับตั้งแต่ เกษตรกร รายย่อยรายใหญ่ วิสาหกิจชุมชน ภาคธุรกิจมหาชนขนาดใหญ่ที่มองเห็นอนาคตอันสดใส ล้วนพุ่งเป้ามาที่การลงทุนขนาดใหญ่และเตรียมวางแผนด้านการตลาดอย่างคึกคัก แม้การปลดล็อกจะยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ในเวลานี้ ( ต้องรอถึงปี 2557) ก็ตาม ความคึกคักตื่นตัวจะคงมีปรากฏให้เห็นเป็นระยะ
3.อุปสรรค กัญชาก่อให้เกิดวงจรธุรกิจทั้งด้านการแพทย์เภสัชกรรมและด้านธุรกิจพาณิชยกรรมโดยหลีกเลี่ยงมิได้แน่นอนว่าเมื่อมีธุรกิจหนึ่งเกิดขึ้นและกำลังเติบใหญ่ ก็ย่อมที่จะส่งผลกระทบต่ออีกธุรกิจหนึ่งที่มีตลาดร่วมกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ยาเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีลูกค้าสำคัญคือแพทย์และคนไข้ วงการแพทย์เองยังจุดไม่ติดหรือติดๆ ดับๆ เพราะองค์ความรู้ยังไม่แน่น วิชาการพอมีบ้างแล้วเชิงทฤษฎีแต่ขาดทักษะและความมั่นใจ อีกทั้งยังมีกลุ่มแพทย์อีกไม่น้อยยังยึดติดเรื่องกัญชาคือยาเสพติด แม้ไม่ต่อต้านให้เห็นแต่ก็ไม่สนับสนุนจริงจังก็ทำให้ความก้าวหน้าทางวิชาการกลับต้องชะงักล้าหลัง
หากกัญชาเปลี่ยนจากยาเสพติดมาเป็นยารักษาโรคแล้วจะเกิดอะไรขึ้น แน่นอนว่าเกมวิ่งสู้ฟัดจะมีปรากฏให้เห็นในหลากหลายรูปแบบอย่างหลีกเลี่ยงมิได้
นพ.เล็ก นนทวรรณ

