บทนำ : จัดระบบฉีดวัคซีน
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีกำหนดการตรวจเยี่ยมและติดตามระบบการฉีดวัคซีนที่จุดฉีดวัคซีนโควิด-19 ในพื้นที่ภาคเอกชน โดยตรวจเยี่ยมที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว เพื่อเปิดให้บริการฉีดวัคซีนในวันที่ 12 พฤษภาคม วันที่ 13 พฤษภาคม พล.อ.ประยุทธ์ มีกำหนดการตรวจเยี่ยมจุดฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่จามจุรีสแควร์ วันที่ 14 พฤษภาคม มีกำหนดการตรวจเยี่ยมจุดฉีดวัคซีนที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางกะปิ นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ภาคเอกชนอื่นๆ อีกหลายพื้นที่ที่จัดเตรียมพื้นที่ให้เจ้าหน้าที่ฉีดวัคซีน โดยกลุ่มที่มีสิทธิรับวัคซีนได้นั้น จะเป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น คนขับแท็กซี่ พนักงานส่งสินค้า และอื่นๆ
ขณะเดียวกัน จำนวนการจองคิวเข้ารับวัคซีนผ่านไลน์ “หมอพร้อม” ณ ขณะนี้จากจำนวนเป้าหมาย 16 ล้านคน มีผู้ประสงค์จะฉีดวัคซีน 1.6 ล้านคนแล้ว โดยอยู่ระหว่างการประชาสัมพันธ์เพื่อชักชวนให้คนไทยมั่นใจ และเข้าฉีดวัคซีนตามวันเวลาที่จองไว้ ทั้งนี้ ทางการจะเริ่มฉีดวัคซีนให้กลุ่มเป้าหมายตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน คาดว่าสามารถฉีดได้วันละประมาณ 5 แสนคน เป็นการเริ่มต้นฉีดวัคซีนล็อตใหญ่ เสริมจากการฉีดวัคซีนให้กลุ่มเสี่ยงซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ที่มีการระบาดสูง
เมื่อรัฐบาลรับประกันจำนวนวัคซีนที่ไทยจะได้รับว่ามีเพียงพอฉีดให้กับประชากร 70 เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างน้อย หรือประมาณ 50 ล้านคน โดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้สั่งให้จัดหาซื้อวัคซีนเพิ่มขึ้นเป็น 150-200 โดส พร้อมกันนั้นเปิดทางให้โรงพยาบาลเอกชนสามารถจัดหาวัคซีนเข้ามาได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เป็นยี่ห้อซ้ำกับยี่ห้อที่รัฐบาลได้ติดต่อ ขณะเดียวกัน วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าที่บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ผลิตก็ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานจากยุโรปและสหรัฐอเมริกาแล้ว ดังนั้น เชื่อว่าหลังจากเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป วัคซีนล็อตใหญ่จะทยอยเข้าประเทศไทย
เมื่อวัคซีนมีจำนวนมาก การกระจายการฉีดวัคซีนก็เป็นสิ่งจำเป็น การจัดลำดับกลุ่มบุคคลที่สมควรได้รับวัคซีนก่อน และหลังก็มีความสำคัญ หลังจากที่รัฐบาลกำหนดให้ฉีดวัคซีนแก่กลุ่มเสี่ยง 16 ล้านคนไปแล้ว ประชาชนคนไทยอีกจำนวน 34 ล้านคนจะมีการจัดลำดับกันอย่างไร ที่ผ่านมาเห็นการให้ความสำคัญกับพื้นที่เสี่ยงสีแดงเข้ม ซึ่งเป็นพื้นที่ระบาดก่อน และให้ความสำคัญกับบุคลากรทางการแพทย์ ให้ความสำคัญกับกลุ่มเสี่ยง เช่น พนักงานขับรถสาธารณะ พนักงานส่งอาหาร นักการเมือง เป็นต้น
การจองคิวและฉีดวัคซีนในกลุ่ม 34 ล้านคน ควรนำมิติด้านการฟื้นฟูประเทศเข้ามาเป็นปัจจัยพิจารณาด้วย โดยเฉพาะกลุ่มคนที่สามารถผลักดันให้เศรษฐกิจและสังคมของประเทศขับเคลื่อน ทั้งนี้ ก็เพื่อให้การยับยั้งโรคระบาดดำเนินไปพร้อมกับการสร้างความพร้อมให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับนานาชาติ แม้ว่าจะมีผู้ต่อว่าเรื่องไทยล่าช้าในการฉีดวัคซีน เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่หากจัดการเรื่องการฉีดวัคซีนได้เป็นระบบ สามารถจัดลำดับก่อนหลังตามความจำเป็นได้ ไทยอาจจะตระเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรที่จะขับเคลื่อนประเทศได้ใกล้เคียงกับประเทศอื่นๆ ที่ฉีดวัคซีนไปมากกว่าในขณะนี้

