ภาพเก่าเล่าตำนาน : ทุกสิ่งสรรพ์…ครบครันใน…อินเดีย… โดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

เรื่องจริงนะครับ…“อินเดีย” มีความสามารถในการผลิตวัคซีนสูงมาก…เพียงพอต่อความต้องการของทั้งอินเดียและประเทศอื่นๆ …คิดค้นวัคซีนและผลิตเอง และรับจ้างผลิตให้กับบริษัทต่างชาติ…

นักวิเคราะห์จากเจพี มอร์แกน (J.P. Morgan) ระบุในรายงานฉบับหนึ่งว่า วัคซีนส่วนใหญ่ที่ใช้กันทั่วโลกนั้นมาจากอินเดีย

ย้อนไปก่อนที่จะเกิดวิกฤตโควิด-19 …อินเดียผลิตวัคซีนราว 60% ของทั้งโลก และยังใช้ต้นทุนต่ำกว่าประเทศอื่นๆ จนได้รับฉายาว่าเป็น “โรงงานวัคซีนของโลก”

อินเดียน่าจะผลิตวัคซีนโควิดมากเป็นอันดับ 2 ของโลก ชาวภารตะน่าจะผลิตวัคซีนโควิดได้กว่า 3.5 พันล้านโดสในปี พ.ศ.2564 เป็นรองแค่สหรัฐที่คาดว่าจะผลิตได้ประมาณ 4 พันล้านโดส

นอกเหนือจากนี้… ยังมีบริษัทของอินเดียอีกหลายรายที่ได้ตกลงรับจ้างผลิตวัคซีนให้กับบริษัทต่างชาติรายอื่นๆ …ล้วนแต่เป็นยี่ห้อที่มีชื่อเสียงระดับโลก (ที่ผู้เขียนไม่ขอเอ่ยชื่อ…)

ชาวโลกทั้งหลาย… นึกไม่ถึงกับ “อินเดีย” ที่เปี่ยมล้นด้วยพลังสมอง พลังกาย ใจ ศักยภาพในการทำธุรกิจระดับโลก

ในเวลาเดียวกัน…ณ ดินแดนแห่งนี้ ในช่วงกลางเดือนเมษายน ต่อเนื่องเดือนพฤษภาคม 2564 ชาวโลกต้องหันมามองอินเดีย เนื่องด้วยชาวอินเดียติดเชื้อโควิดราววันละ 4 แสนคน เสียชีวิตวันละเกือบ 4 พันคน

โรงพยาบาลไม่มีเตียงรองรับผู้คิดเชื้อนับแสน ขาดแคลนออกซิเจน ไฟไหม้โรงพยาบาล ทั่วโลกรุมให้ความช่วยเหลือ เกรงว่าจะกลายเป็น “แหล่งกระจายเชื้อ” ออกไปทั่วโลก ทั้งเชิงปริมาณและความรุนแรง

เป็นข่าวใหญ่ ตายมหาศาล ต้องเผาศพแบบ “ตามมี-ตามเกิด” นำศพจำนวนมากมาวางในที่โล่งแล้วใช้ฟืนสุม จุดไฟเผา

ต้นเดือนพฤษภาคม 2564 ฟืนไม่พอเผาศพ เลยต้องโยนศพจำนวนหนึ่งลงในแม่น้ำคงคา …ซากศพลอยไปตามน้ำ

25 เมษายน 2564 รัฐบาลไทยออกคำสั่งระงับการเดินทางของชาวอินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ และเนปาล…เข้าไทย

ประเทศอินเดีย…มีภูมิหลังที่ลึกลับ ซับซ้อน แบบน่าทึ่ง

ดินแดนแห่งนี้… เป็นพื้นที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของ “มนุษยชาติ” มีสิ่งก่อสร้าง มีธรรมชาติ มีแนวคิดของปราชญ์ มีแนวคิดทางวรรณกรรม มีสวรรค์ มีนรก มีเทพเจ้า อยู่ทุกหนแห่ง มีสร้างสรรค์ มีทำลายล้าง…

สรรพสิ่งทั้งหลาย มีชีวิต และไม่มีชีวิต… ภูเขา แม่น้ำ ป่า ต้นไม้ ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า น้ำท่วม น้ำแล้ง มี “เทพเจ้า” เป็นผู้กำหนดทั้งนั้น

แนวทาง-คำอธิบาย ทางศาสนา เป็นแกนหลักในการดำรงชีวิต

คนในถิ่นนี้ …คือ ผู้ให้กำเนิด “ความเชื่อ-วิถีชีวิต”

รูปแบบชีวิตประจำวัน พิธีกรรมของคนไทย ถูกถ่ายทอดมาจากชาวพื้นถิ่น (อินเดีย) ผสมปนเปฝังรากลึก เช่นการตั้ง “ศาลพระภูมิ”

หลายพันปีที่แล้ว…พื้นที่ตรงนี้ ถูกเรียกว่า ชมพูทวีป

(อาณาจักรชมพูทวีป…ต่อมาแยกออกเป็นประเทศ อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ เนปาล และภูฏาน ด้วยเหตุผลทางการเมือง และศาสนา เคยรบราฆ่าฟันกัน เป็นปรปักษ์กันมาถึงทุกวันนี้)

ชมพูทวีป เป็นคำเรียกโลกของเราตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ซึ่งเชื่อว่า โลกของเรานั้นตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นแกนกลางของจักรวาล

คำว่า “ชมพู” หมายถึง “ต้นหว้า” ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำทวีปนี้ แต่ในสายตาของคนนอกศาสนาไม่ได้มองเช่นนั้น

คำว่า ชมพูทวีป ชาวฮินดูใช้เรียกโลกที่เราอยู่

“ศาสนาพราหมณ์” เป็นศาสนาของชาวอินเดียโบราณ เกิดก่อนพุทธศาสนากว่า 1 พันปี ศาสนานี้แบ่งมนุษย์ ออกเป็น 4 วรรณะ ได้แก่ พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร

พราหมณ์ มีหน้าที่เป็นครูอาจารย์ เป็นปราชญ์ ซึ่งเปรียบเสมือนศีรษะที่เป็นบ่อเกิดความคิดสติปัญญา

กษัตริย์ มีหน้าที่ปกครองป้องกันประเทศ เปรียบเสมือนอก ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งกำลัง คือ กำลังแห่งสังคม

แพศย์ หมายถึง พวกพ่อค้า ชาวไร่ ชาวนา เปรียบเสมือนขา ซึ่งเป็นส่วนที่ทรงร่างกายไว้ พวกนี้ควบคุมการเศรษฐกิจของชาติไว้ในกำมือ

ศูทร หมายถึง ผู้ทำสังคมให้เคลื่อนที่ก้าวหน้าในการงานทั้งปวง ซึ่งเปรียบเสมือนเท้า

ศาสนานี้ ไม่มีศาสดาผู้ให้กำเนิดเหมือนพระพุทธศาสนา หรือคริสต์ แต่ถือเทพเจ้าเป็นที่เคารพสักการะ 3 องค์ด้วยกัน คือ พระพรหม พระนารายณ์ และพระอิศวร

ศาสนาพราหมณ์ ต่อมามีพัฒนาการเป็น “ศาสนาฮินดู”

ศาสนาพราหมณ์- ฮินดู เป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในอินเดีย

ยุคต่อมา…ชาวเอเชียกลาง ที่เรียกว่า “ชาวอารยัน” บุกเข้ามาและยึดครองอินเดีย วัฒนธรรมของชาวอารยันค่อยๆ ผสมผสานกับวัฒนธรรมของชาวพื้นเมืองที่เรียกว่า Dravidians และศาสนาฮินดูเป็นศาสนาหลัก

พระพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย (ในปัจจุบัน) พื้นที่ที่พระองค์ทรงจาริกไปเผยแผ่คำสอนของศาสนาพุทธ พื้นที่บางส่วนอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเนปาล

เมื่อพระองค์ปรินิพพาน หลักคำสอนศาสนาพุทธค่อยๆ ลางเลือน หายไป ด้วยเหตุที่มีผู้ “ตั้งตัวเป็นศาสดา” อีกมหาศาล อวดอ้างตนเป็นผู้วิเศษ สร้าง-ดัดแปลงแนวทางของศาสนาพุทธเพื่อจะให้ได้เปรียบผู้อื่น

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สูญหายไปจากอินเดีย…

เมื่อปี พ.ศ.217 พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ จอมกษัตริย์กรีกโบราณ ได้ยกทัพมารุกรานชมพูทวีป ได้มาปลูกฝังความคิดเกี่ยวกับอำนาจลึกลับ อำนาจมหัศจรรย์ ปรัชญาการใช้ชีวิต

ไพร่พลของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ ที่มายึดครองชมพูทวีป เก่งด้านศิลปะ…สอนวิชาการแกะสลักหิน นี่คือจุดกำเนิดการ “แกะสลักพระพุทธรูป” และเทวรูปอื่นๆ ที่แพร่ขยายไปทุกสารทิศ…

เป็นที่รู้กันว่า…อเล็กซานเดอร์ ยึดครอง ณ ที่ใด ก็จะถ่ายทอดความคิดของกรีกด้านต่างๆ ไว้ ณ ที่นั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประติมากรรม สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตแบบกรีกให้ชาวพื้นเมือง

อเล็กซานเดอร์ เป็นศิษย์เอกของอริสโตเติล ผู้ประสาทวิชาปรัชญา ศิลปวัฒนธรรม และวิชาแห่งความเข้าใจชีวิตและพฤติกรรมมนุษย์ (จิตวิทยา)

เมื่อรบชนะครอบครองเมืองใด อเล็กซานเดอร์จะดูแลผู้แพ้และราษฎรแห่งเมืองนั้น สามารถชนะใจผู้คน ณ เมืองนั้นๆ ทรงเป็นที่รักและยำเกรงแก่เหล่าทหารหาญ

หลังทำสงครามชนะชาวพื้นเมืองในอินเดีย…กษัตริย์นักรบ ทรงยินยอมให้ทหารกรีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ขอเดินทางกลับไปพร้อมกองทัพ ตั้งรกราก ณ เมืองด้านตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย
(หน้าตาของชาวอินเดียส่วนหนึ่ง ชาย-หญิง คมเข้ม คล้ายชาวกรีก)

ยุคต่อมา… พระเจ้าอโศกมหาราชของอินเดียที่มีกองทัพแข็งแกร่ง ทำสงครามอย่างโชกโชน ได้รวบรวมแผ่นดินชมพูทวีปที่กระจัดกระจาย

มาวันหนึ่ง…ทรงขอละจากการประหัตประหาร หันมานับถือพระพุทธศาสนา ประกาศตนเป็นพุทธมามกะ ยึดถือ “มนุษยธรรม” เป็นหลัก

พุทธศาสนากลับมาเจริญเฟื่องฟู พระองค์ได้ส่งผู้แทนคณะต่างๆ ออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในนานาประเทศ อิทธิพลของอินเดียขยายไปทั่วสารทิศ (ผ่านพม่า มาไทย)

สิ่งก่อสร้างทางศาสนาพุทธได้ปรากฏขึ้นบนโลกอย่างต่อเนื่องนับพันปี ดังที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในพม่า ไทย ศรีลังกา ลาว กัมพูชา อัฟกานิสถาน จีน ญี่ปุ่น จนถึงปัจจุบันนี้

สิ้นสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช…พุทธศาสนาก็แทบจะมลายอีกครั้ง

พ.ศ.1737 กองทัพมุสลิมนำโดยโมฮัมหมัด โฆรี (Muhammad Ghori) พร้อมกองทหาร 1 แสนนาย ยกทัพจากอัฟกานิสถาน เอาชนะกองทัพอินเดียได้ ณ ทุ่งปาณิพัตร ใกล้กรุงนิวเดลลี

พ.ศ.1740 โมหัมหมัด โฆรี ก็ได้แต่งตั้ง กุดบัดดิน ไอบัค (Qutbuddin Aibak) นายพลของเขาดูแลกรุงอินทรปัตถ์ (เดลลี) และส่วนอื่นๆ ของอินเดียที่ยึดได้

กองทัพมุสลิมรุกเข้าอินเดียเหมือนเขื่อนแตก ได้ทำลายวัดวาอารามและสถานที่สำคัญของพุทธศาสนา ของฮินดูและเชน ฆ่าพระภิกษุสามเณรตายหลายหมื่นรูป

ต่อมา พ.ศ.1766 กองทัพมุสลิมเข้าทำลายมหาวิทยาลัยนาลันทา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่แห่งแรกของโลกกลายเป็นซาก

ประชาชนในแผ่นดินอินเดีย …ส่วนหนึ่งปรับตัวไปเป็นมุสลิม

สุลต่านหลายพระองค์ในราชวงศ์โมกุล ทำลายล้างศาสนสถาน ศิลปะวัตถุ เทวรูป เทวสถานของ ศาสนาพุทธ เชน และฮินดู เพื่อบังคับให้ชนในท้องถิ่นนับถือศาสนาอิสลาม

แผ่นดินอินเดีย…สุดแสนระทม มืดมิด…

ในเวลาเดียวกัน…ชาวโปรตุเกสและสเปนในยุคล่าอาณานิคมที่เข้ามาในอินเดีย ก็บังคับให้ชนพื้นเมืองในแต่ละถิ่นที่ตนเข้าไปยึดครอง…ให้เข้ารีตนับถือคริสต์ศาสนา

กองทหารชาติตะวันตกที่มีอาวุธ เข้ารุกราน จะตามด้วยการปล้นสะดม ทำลายล้างและเข่นฆ่าประชาชนในท้องถิ่นนั้น

ผู้คนในแผ่นดินอินเดียลำบาก ยากแค้น ต้องหาที่พึ่งกาย-ใจ ด้วยหลักเกณฑ์สารพัด ที่เลือกไม่ได้…

กษัตริย์พระองค์หนึ่งที่เป็นมุสลิมของอินเดีย คือ พระเจ้าอักบาร์ ทรงผ่อนคลาย การผูกมัดรัดตรึงทางศาสนาของประชาชน ทั้งอิสลาม ฮินดู เชน คริสเตียน ลาติน โซโลแอสเตรียน พุทธ และซิกข์ ให้ผสมผสาน ปรองดอง

สังคมในอินเดียเวลานั้น มีแต่รอยร้าว ที่พร้อมจะแยกแผ่นดิน โดยเจ้าผู้ครองแคว้นต่างๆ …ประชาชนยากจน แสนสาหัส

พระองค์ยังทรงบัญชาให้ชาวมุสลิม ฮินดู เชน คริสเตียน โซโรแอสเตรียน และซิกข์ มีกิจกรรมทางศาสนา ประชุม ถกหลักปรัชญา และหลักศาสนาร่วมกันได้

“การเลือกปฏิบัติ” ในเวลานั้น… คือ ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม…ไม่ต้องเสียภาษี

พระองค์ได้ “ยกเลิก” การจัดเก็บภาษี Jizia (Sectarian Tax) จากบุคคลผู้นับถือศาสนาอื่นที่มิใช่มุสลิม ซึ่งก่อนหน้านี้ประชากรที่นับถือศาสนา หรือลัทธิอื่นๆ ที่มิใช่ศาสนาอิสลามต้องจ่ายภาษี Jizia

ปี พ.ศ.2127 พระองค์ได้ปฏิรูปแนวคิดของศาสนาอิสลามขึ้นมาใหม่เรียกว่า Din-e-Elahi (Divine Faith) ด้วยการรวมแนวคิดของอิสลาม ผสมกลมกลืนกับหลักศาสนาของฮินดู คริสต์ เชน เพื่อง่ายต่อการปฏิบัติและอยู่ร่วมกันในหมู่ชน (3 พฤษภาคม พ.ศ.2127 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง)
ผู้เคร่งศาสนาอิสลามในอินเดียไม่พอใจอย่างแรง พระองค์ถูกกล่าวหาว่าเป็นฮินดู เป็นคริสเตียน เป็นคนนอกศาสนาหากแต่การปฏิรูปบ้านเมืองครั้งนั้น ทำให้พระองค์ได้รับการยอมรับจากเหล่าปัญญาชนจากต่างศาสนาในราชสำนักจำนวนมาก รวมทั้งชาวตะวันตก

กุศโลบายอันชาญฉลาดนี้ ทำให้ประชากรในเขตอาณาของพระองค์ ยอมรับ ภักดีต่อพระองค์ ซึ่งต่อมาได้รับการขนานพระนามว่า พระเจ้าอักบาร์มหาราช (Akbar the Great)

ราชวงศ์โมกุล อยู่ได้ถึงปี พ.ศ.2400 ก็ล่มสลาย เพราะมีปัญหากระทบกระทั่งกับ บริษัทอีสต์อินเดีย (East India Company) ของประเทศอังกฤษ

กษัตริย์องค์สุดท้ายในแผ่นดินอินเดีย คือ พระเจ้าบาฮาดู ชา ซาฟาร์ (Bahadur Shah Zafar) เป็นมุสลิม ถูกทางการอังกฤษนำตัวไปจองจำและสิ้นพระชนม์ที่กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า

(อังกฤษทำสงครามชนะพม่าเด็ดขาดที่เมืองมัณฑะเลย์ ใน 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2428 ล้มราชวงศ์คองบอง อังกฤษส่งพระเจ้าธีบอและพระนางศุภยาลัต ไปยังย่างกุ้งและถูกเนรเทศต่อไปอินเดีย อยู่ในอินเดียจนสิ้นชีวิต)

ต่อมา…อังกฤษซึ่งเข้ามาในฐานะ “พ่อค้า + เรือปืน” ก็ได้เข้าครอบครองอินเดีย อังกฤษทราบดีว่าแคว้นต่างๆ ในอินเดียไม่ค่อยจะลงรอยกัน จึงติดสินบน ยุแหย่ให้ทำสงครามกันเอง…รบกันแหลกราญ

อังกฤษ… แบ่งแยก แล้วปกครองอินเดียได้ดังใจปรารถนา …

ท่านผู้อ่าน… จะเห็นได้ชัดว่า “แผ่นดินอินเดีย” นั้น… เกิดการ “ต้มยำทำแกง” เสมือนมีพ่อครัวหลายคน แย่งกันเข้ามาปรุงอาหารตามใจชอบของตนในกระทะเดียวกัน…

นานนับพันปี…โครงสร้างที่แบ่งชั้น-วรรณะ ยังคงแข็งแกร่งดังภูผา ต่อเนื่องมาหลายศตวรรษ เพราะชนชั้นบนมีพลัง …ได้เปรียบ

มี “เจ้าผู้ปกครอง” ในอาณาจักรย่อยๆ

มาจนถึงศตวรรษที่ 21 วัฒนธรรมของอินเดีย ถูกผูกมัด ยังคงฝังแน่นกับเรื่องของศาสนา ประชากรนับร้อยล้านคน ยากจน ไร้การศึกษา คุณภาพชีวิตต่ำเตี้ยเรี่ยดิน …ในขณะที่ชาวอินเดียจำนวนไม่น้อย คือ ชนชั้นระดับมันสมองของโลก และรวยล้นฟ้า…

ค่านิยมในชีวิตของชาวอินเดีย (ส่วนหนึ่ง) เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ เป้าหมายที่สำคัญคือจิตใจของมนุษย์ และการเข้าถึงจิตวิญญาณ

แนวทางการใช้ชีวิตของชาวอินเดีย จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง อยู่เหนือกาลเทศะ เหนือเหตุผลทุกอย่าง เป็นสิ่งที่สิ้นสุด แสดงออกเป็นถ้อยคำไม่ได้ …ยากที่จะอธิบาย…

พ.ศ.2564 อินเดีย มีจำนวนประชากรราว 1.4 พันล้านคน

ประมาณ 80% ของประเทศระบุว่านับถือศาสนาฮินดู … 13.4% นับถือศาสนาอิสลาม… 2.3% นับถือศาสนาคริสต์… 1.9% นับถือซิกข์ ที่เหลือเป็นศาสนาอื่นๆ และมีภาษาพูดมากกว่า 100 ภาษา

มีสงครามทำลายล้างกันตามความเชื่อของศาสนาต่อเนื่อง ยาวนาน เปลี่ยนศาสนาไปตาม “อำนาจ” ของผู้ปกครอง

คนอินเดียจำนวนมาก…ทะยานขึ้นไปทำงานในองค์กรใหญ่ระดับโลกได้เพราะคนอินเดียได้เปรียบเรื่องภาษาอังกฤษ… ที่พูดได้แบบน้ำไหลไฟดับ

ชาวอินเดียไปเป็นพ่อค้า ทำธุรกิจ นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร แพทย์ กิจการอวกาศ คอมพิวเตอร์ ทำงานสารพัด ได้ดิบได้ดี ในอเมริกา ยุโรป และหลายประเทศทั่วโลก เพราะพื้นฐานภาษาอังกฤษดีมาก ทำไห้อ่านหรือศึกษาตำราที่เป็นภาษาอังกฤษได้ลึกซึ้ง

วันที่ 11 พ.ค.2564 รอยเตอร์รายงานว่า บรรดาแพทย์อินเดียออกมาเรียกร้องประชาชน …“อย่าเอามูลและปัสสาวะจากวัวมาทาตัวด้วยเพื่อรักษาโควิด-19” ที่กำลังพิฆาตชีวิตชาวอินเดีย เนื่องจากของเสียจากวัวจะเสี่ยงต่อการแพร่โควิด-19 เร็วขึ้น….

ทั้งนี้….เหล่าชาวฮินดูในรัฐคุชราต ทางตะวันตกของประเทศ แห่กันไปชำระล้างร่างกายด้วย นมวัว มูลวัว และปัสสาวะของวัว ด้วยความเชื่อ วัวซึ่งเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของฮินดู จะเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยป้องกันและรักษาโควิด-19 ได้ ท่ามกลางระบบสาธารณสุขเกินศักยภาพที่จะรับมือไหว (ลองหาอ่าน ดูภาพเพิ่มเติมเองนะครับ ผู้เขียนขอจบข่าวดีกว่า)

ข่าวชิ้นนี้ คือ เหตุจูงใจให้เขียนบทความตอนนี้ครับ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้หมอทวีศิลป์ เตือน 6 ชุมชน ย่านศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ใกล้แคมป์คนงานหลักสี่
บทความถัดไปรพ.พระปกเกล้า ร่อนแถลงการณ์ชี้แจง ชายป่วยสมองขาดเลือด ไม่เกี่ยวเพิ่งฉีดวัคซีน