หน้าแรก บทความ 100 วันหลังรั...

100 วันหลังรัฐประหารกับพม่าในวันใกล้เผาจริง โดย ลลิตา หาญวงศ์

21.05.21 | 14:47 น.

รัฐประหารในพม่าผ่านไปได้กว่า 3 เดือนแล้ว แต่ข่าวคราวที่สังคมโลกยังรับรู้เกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านของไทยเจ้านี้ยังไม่จางหายไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเวทีประกวดนางงามจักรวาล ที่ตูซา วิน ลวิน (Thuza Wint Lwin) ขึ้นไปชูป้าย Pray for Myanmar บนเวทีระดับโลก และยังได้รางวัลชุดประจำชาติดีเด่นกลับไปด้วย แต่นอกจากสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาคมโลกเล็งเห็นความหนักหนาสาหัสของสถานการณ์ในพม่าแล้ว เวทีมิสยูนิเวิร์สไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ ให้เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่พม่ากำลังกลายเป็น “คนป่วย” ถึงขั้นร่อแร่ หนังสือพิมพ์ The Irrawaddy สื่ออิสระที่ยังเป็นกระบอกเสียงให้ฝ่ายประชาธิปไตยในพม่าอย่างต่อเนื่อง ตีพิมพ์บทบรรณาธิการในชื่อ “100 Days Since Myanmar’s Coup: Looming Economic Collapse, Poverty and Hunger” หรือ 100 วันหลังรัฐประหารในเมียนมา: การล้มครืนทางเศรษฐกิจที่ใกล้เข้ามา, ความยากจน และความหิวโหย กอง บก. The Irrawaddy วิเคราะห์อนาคตของพม่าในอนาคตอันใกล้จากรายงานทางเศรษฐกิจที่ UNDP หรือโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ เพิ่งเผยแพร่ออกมา

โดยสรุป รายงานฉบับนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับตัวเลขความเจริญทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีมากนัก แต่กลับให้น้ำหนักที่การหดตัวของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่พุ่งขึ้นมากถึงร้อยละ 10 ซึ่งมากกว่าทุกประเทศในเอเชีย สำหรับประเทศอื่นๆ ตัวเลขทางเศรษฐกิจไม่สู้ดีอยู่แล้วด้วยการระบาดของโรคโควิด-19 แต่สำหรับพม่า สถานการณ์แย่ลงไปอีกเพราะเกิดรัฐประหารและเกิดการระบาดระลอกใหญ่ไปเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา ตลอดเวลาที่รัฐบาลพลเรือนภายใต้พรรคเอ็นแอลดีเข้ามาเป็นรัฐบาล แม้ตัวเลขจีดีพีของพม่าจะไม่นิ่งนัก แต่การเข้ามาของรัฐบาลพลเรือนก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเสถียรภาพทางการเมืองมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนจริง ตัวเลขจีดีพีของพม่าระหว่างปี 2015-2018 อยู่ที่ราวๆ ร้อยละ 5-6 มาโดยตลอด และเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชีย เป็นที่หมายปองของนักลงทุนจากทั่วโลก โดยเฉพาะจากหลายชาติในเอเชีย โครงการเมกะโปรเจ็กต์ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดพร้อมการนำทุนและแรงงานจำนวนมากเข้ามา แต่รัฐประหารทำให้ความก้าวหน้านี้หายไปในพริบตา

การประท้วง การนัดหยุดงาน ความรุนแรงที่ตามมาจนใกล้ระเบิดเป็นสงครามกลางเมือง รวมทั้งความกลัวที่ว่านานาชาติจะคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับพม่า ทำให้นักลงทุนจากทุกชาติไม่กล้ากลับเข้าไปในพม่าอีก และนี่จะเป็นระเบิดลูกใหญ่ซึ่งจะทำลายเศรษฐกิจพม่าในทุกภาคส่วน เมื่อเม็ดเงินจากการลงทุนหด ก็จะมีคนพม่านับแสนนับล้านคนที่ตกงานและกลายเป็นคนจนทันที ปัจจุบันมีโครงการลงทุนจากต่างประเทศที่ตัดสินใจแขวนโครงการไว้คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 6,000 ล้านเหรียญเข้าไปแล้ว นักลงทุนจากญี่ปุ่นเป็นผู้ลงทุนใหญ่ที่สุดในเขตเศรษฐกิจพิเศษติลาวา (Thilawa SEZ) และแม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะไม่เคยประณามรัฐประหารในพม่าอย่างเป็นทางการ และเลือกการลงทุนมากกว่า แต่บริษัทขนาดใหญ่อย่างโตโยต้ามอเตอร์สก็ต้องกลับมาคิดถึงแผนการเปิดโรงงานประกอบรถยนต์ที่มีมูลค่ามากกว่า 52 ล้านเหรียญสหรัฐ สถานการณ์การระบาดโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจพม่าหดตัวไปร้อยละ 1.8 เมื่อปีที่แล้ว แต่ในปีนี้ ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่าผลพวงของรัฐประหารทำให้เศรษฐกิจพม่าหดตัวไปถึงร้อยละ 10 จากการประเมินเบื้องต้นของธนาคารโลก แต่สำหรับนักวิเคราะห์คนอื่น เศรษฐกิจพม่าอาจจะหดตัวไปมากถึงร้อยละ 20 ในปีนี้เลยทีเดียว

ความกังวลของประชาชนที่มีต่อสถานการณ์ในประเทศของตัวเองก็ทำให้ระบบธนาคารในพม่าปั่นป่วนอย่างหนัก ประชาชนแห่ไปถอนเงินทั้งที่ตู้เอทีเอ็มและสาขาของธนาคาร หลายคนต้องไปเข้าคิวตั้งแต่ตีสี่ เพราะเกรงว่าจะไม่สามารถถอนเงินได้ ผู้เขียนรับรู้ได้กับความกังวลของคนพม่า เพราะคนพม่าที่เติบโตในยุคเผด็จการทหารคุ้นเคยกับระบบการเงินที่ล้าหลัง ทำให้ก่อนรัฐบาลเอ็นแอลดีจะเข้ามาในปี 2015 คนพม่าส่วนใหญ่เลือกเก็บเงินเป็นเงินสด หรือหากมีญาติพี่น้องอยู่ต่างประเทศก็จะนิยมไปฝากเงินในต่างประเทศ หรือซื้ออสังหาริมทรัพย์เก็บไว้มากกว่า หลายปีก่อนเมื่อธนาคารเอกชนผุดขึ้นหลายเจ้า ผู้เขียนยังรู้สึกแปลกใจที่คนพม่าเริ่มปรับตัวและเริ่มไว้ใจไปฝากเงินกับธนาคารมากขึ้น แต่นับจากนี้ เราจะเห็นการล่มสลายของระบบการเงินในพม่า เพราะผู้คนแห่ไปถอนเงิน ทำให้ธนาคารขาดเงินสดอย่างหนักในเวลานี้ การขาดเงินสดและสภาพคล่องของธนาคารทุกแห่งจะก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมาคือบริษัทห้างร้านต่างๆ ก็จะไม่มีเงินจ่ายให้พนักงานของตนเอง คาดการณ์กันว่าหากประชาชนยังถอนเงินออกไปเรื่อยๆ ระบบธนาคารทั้งหมดในประเทศจะล้มครืนลงมาในอีก 2 เดือนข้างหน้า และวิกฤตนี้จะเกิดขึ้นพร้อมกับค่าเงินจ๊าดที่จะตกลงไปเรื่อยๆ และในที่สุดแล้วจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้ข้าวของราคาแพงขึ้นหลายเท่าตัว ซึ่งย่อมมีผลกระทบกับคนในระดับล่างมากกว่าชนชั้นกลางทั่วไป

โครงการอาหารโลกแห่งองค์การสหประชาชาติก็ออกโรงเตือนว่าหากสถานการณ์ในพม่ายังย่ำแย่ลงอย่างต่อเนื่อง ภายในปีนี้ก็จะมีประชาชนพม่าราว 3.4 ล้านคน ที่กลายเป็นคนจนเต็มรูปแบบ เพราะไม่มีทั้งงาน ไม่มีเงินซื้ออาหารที่จะขาดแคลนอย่างหนัก พร้อมกับการก่ออาชญากรรมที่ก็จะมีมากขึ้นไปด้วย มองข้ามไปถึงปีหน้า โครงการอาหารโลกประเมินว่าอาจมีคนพม่าถึง 27 ล้านคน (จากประชากรทั้งหมด 54.5 ล้านคน) ที่ไม่มีอาหารจะกิน ผลที่จะตามมาที่เห็นได้ชัดที่สุดคือจะมีประชากรวัยทำงานที่ออกจากพม่าที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซียมากขึ้น ในขณะที่ชนชั้นกลางก็จะหันไปหางานในประเทศในเอเชีย ยุโรป ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกามากขึ้น เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาทั่วไปพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศเป็นหลัก และในฐานะที่พม่ามีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ และมีประชากรที่เป็นวัยแรงงานอยู่มาก ทำให้พม่าเป็นที่สนใจของนักลงทุนตลอด 5-6 ปีมานี้

Advertisement

แต่เมื่อเสน่ห์ของพม่าหายไปพร้อมกับการเข้ามาบริหารงานของคณะรัฐประหาร และกองทัพจะยังเป็นผู้ชี้ชะตาความเป็นความตายของประชาชน โอกาสที่พม่าจะฟื้นตัวภายใต้การนำของผู้บริหารชุดนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ แน่นอนผู้ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็เป็นประชาชนคนธรรมดานั่นเอง