สถานีคิดเลขที่ 12 : ลุงพล-ลุงตู่

สถานีคิดเลขที่ 12 : ลุงพล-ลุงตู่ การกลับมาอีกครั้งของ คดีน้องชมพู่

สถานีคิดเลขที่ 12 : ลุงพล-ลุงตู่

การกลับมาอีกครั้งของ คดีน้องชมพู่ เด็กหญิงวัย 3 ขวบ แห่งหมู่บ้านกกกอก หมู่บ้านชนบทเล็กๆ ในตำบลกกตูม อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ที่เสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาเมื่อ 1 ปีเศษที่ผ่านมา และกลายเป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจอย่างสุดสุด แตกประเด็นออกไปอีกหลายเรื่องหลายราว

กลับมาหนนี้ มาถึงจุดสำคัญของคดี คือ ตั้งข้อหา ลุงพล คนดัง โดยตำรวจอ้างพยานหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า เป็นผู้ที่ทำให้เด็กหญิง วัย 3 ขวบต้องเสียชีวิต

แถมการดำเนินคดีก็มาอยู่ในช่วงที่สภากำลังอภิปรายชำแหละร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรัฐบาลอยู่พอดี ก็เลยเกิดข้อสงสัยว่า จงใจจะเอากระแสลุงพล มาช่วยลุงตู่ที่กำลังโดนฝ่ายค้านเชือดเฉือนอยู่ในสภาหรือไม่

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ก็แสดงว่า ลุงพลกระแสแรงกว่าลุงตู่มาก ชื่อเสียงบารมีอยู่ในระดับสามารถช่วยรัฐบาลได้เลยทีเดียว

แต่มองอีกมุมจะพบว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้กล่าวถึงดีเดย์การสรุปคดีเอาไว้ตั้งแต่เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งตอนนั้นกระแสครบรอบ 1 ปีการตายน้องชมพู่ กำลังเป็นที่กล่าวขวัญ ทำให้ฝ่ายตำรวจต้องออกมาชี้แจงว่า คดีใกล้จะได้บทสรุปอยู่แล้ว ประมาณเดือนมิถุนายนนี้รู้กันแน่นอน

ถ้ามองแง่นี้ก็จะได้คำตอบอีกอย่าง

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เมื่อคดีมาถึงบทสรุปเปิดตัวผู้ต้องหา ก็ทำให้ทั่วทั้งสังคมพออกพอใจ คล้ายกับเป็นการสิ้นสุดการรอคอยอันยาวนาน

จะได้รู้กันชัดๆ เสียทีว่า ใครกันแน่ที่ทำให้เด็กตาย

เหตุหนึ่งที่ตำรวจใช้เวลายาวนานถึงเป็นปีนั้น เพราะที่เกิดเหตุเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ไม่มีกล้องวงจรปิด ทำให้ตำรวจไม่มีเครื่องมือช่วยหาความจริงในเบื้องต้น

แม้แต่การเสียชีวิตก็ยังสลับซับซ้อน ด้วยผลพิสูจน์นิติเวชชี้ว่าเด็กตายเพราะขาดน้ำและขาดอาหาร คือหลงป่าจนตาย

แต่การที่ศพไปอยู่บนภูเหล็กไฟและจัดฉากอำพราง บ่งบอกว่ามีคนนำร่างไปวางตรงนั้น แสดงว่าจงใจเพื่อกลบเกลื่อนความผิดของตัวเอง บ่งชี้ว่ามีคนกระทำความผิดในคดีนี้

ด้วยอุปนิสัยของเด็กที่ไม่ยอมให้คนแปลกหน้าเข้าใกล้ แสดงว่าคนที่นำเด็กออกมาจากบ้านต้องเป็นคนใกล้ชิดไว้วางใจ

ในจำนวนคนที่เข้าถึงตัวเด็กแล้วไม่ร้องงอแง มีลุงพลนี่แหละรวมอยู่ด้วย แถมตั้งแต่เริ่มต้นสืบสวนสอบสวนคดีนี้ ตำรวจพบว่าลุงพลให้การไม่ตรงกับความจริงหลายครั้ง

จากนั้นเก็บพยานหลักฐานที่พบศพ ไปตรวจพิสูจน์ด้วยวิทยาการชั้นสูง แล้วพบว่าบางชิ้นไปตรงกับที่ตรวจพบในรถของลุงพล จึงเป็นความเชื่อมโยง และมีกระบวนการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์รองรับหนักแน่น

เมื่อหลักฐานวิทยาศาสตร์ชี้ตัวผู้ต้องสงสัย ตำรวจก็พอจะประมวลประเด็นสาเหตุได้ว่า เป็นเรื่องการนำเด็กออกจากบ้านเพื่อไปเที่ยว แล้วเกิดปัญหาเด็กร้องไห้กลัวพื้นที่บริเวณป่า ทำให้เกิดเรื่องด้วยอุปนิสัยขี้โมโห ขี้รำคาญเด็ก ก็เลยเกิดเหตุอย่างไม่ตั้งใจ แล้วทิ้งเอาไว้ในป่านั้น แต่สุดท้ายก็ต้องเอาขึ้นไปจัดฉากอำพรางบนภู

คดีนี้ก็คงต้องไปพิสูจน์กันในศาลต่อไป ว่าพยานหลักฐานที่ตำรวจยืนยันว่าเป็นนิติวิทยาศาสตร์อันน่าเชื่อถือนั้น ศาลจะรับฟังแล้วเห็นพ้องหรือไม่ ลงเอยลุงพลจะผิดจริงหรือเป็นผู้บริสุทธิ์

แต่อันที่จริงการที่ตำรวจไปขอหมายจับต่อศาล จะต้องมีกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางคดีบางส่วนเสียก่อน ศาลจึงจะอนุมัติหมายจับให้ได้

นั่นคือผ่านยกแรกแล้ว

สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon