หน้าแรก บทความ ภาพเก่าเล่าตำ...

ภาพเก่าเล่าตำนาน : ตามของหาย…แล้วได้ ‘ทับหลัง’ คืนมา โดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

7.06.21 | 14:25 น.

ลองคิดเล่นๆ ว่า…ถ้ากระบวนการยุติธรรมของสหรัฐ หน่วยงานสืบสวนของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของอเมริกา ตุกติก แช่เย็น ตีตก เขี่ยทิ้ง เรื่องร้องเรียนจากไทย …

และถ้าศาลยุติธรรมในสหรัฐเกิดอาการ “ชาตินิยม” เฉียบพลัน…ตัดสินว่า “ไม่ต้องคืนทับหลัง” ให้ไทย…

ทางการไทย…น่าจะ “ไม่ได้” ทับหลัง 2 ชิ้นคืนมา …

กระบวนการยุติธรรมของสหรัฐตรงนี้… ยังเป็นที่พึ่งได้…

ขอชื่นชม-ยินดี ที่นักวิชาการ ภาคประชาชน ส่วนราชการของไทย ที่ใช้ความพยายาม ติดตามทวงคืนโบราณวัตถุจากไทยที่ไปอยู่ในอเมริกา

Advertisement

สหรัฐส่งมอบ “ทับหลัง” 2 ชิ้น หนักรวม 1 ตัน คืนให้กับทางราชการไทย …เป็นข่าวใหญ่ที่มีเบื้องหลังน่าสนใจ ที่ต้องนำมาเปิดเผยการทำงานที่ยังยึดหลัก “นิติธรรม” ให้สังคมไทยได้ประจักษ์

25 พฤษภาคม 2564 ณ นครลอสแองเจลิส …สำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สหรัฐอเมริกา (Homeland Security Investigations: HSI) เป็นผู้ส่งมอบ…กงสุลใหญ่ไทย ณ นครลอสแองเจลิส เป็นผู้รับมอบแทนกรมศิลปากรในนามราชอาณาจักรไทย

ขั้นต่อมา คือ บรรจุใส่ลัง ขึ้นเครื่องบินนำส่งถึงประเทศไทยเรียบร้อย…

โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุในแผ่นดินไทยมีอยู่ทั่วทุกสารทิศ

โบราณนานโพ้น ใครจะบันทึกลงทะเบียน อะไรอยู่ที่ไหน อยู่กันแบบ “นครรัฐ” ยังไม่มีประเทศ อาณาเขต ชาวประชาอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ใช้การบอกเล่าต่อกันมา มีคุณค่าแค่เป็น “ตำนาน”

พื้นที่ ไทย ลาว เขมร (ก่อนแบ่งเป็นประเทศ) เป็นดินแดนเก่าแก่ดึกดำบรรพ์ มีปราสาท มีศาสนสถาน กาลเวลาผ่านไป ผุพัง ล้มหายตายจาก

องค์ความรู้ หน่วยงานที่จะบันทึก รักษา ซ่อมแซม ดูแล ยังไม่มี

มีสิ่งก่อสร้างอลังการ มหัศจรรย์นับร้อยแห่งในกัมพูชา ปราสาทพระวิหาร นครวัด นครธม ปราสาทหินที่น่าอัศจรรย์ สร้างได้ยังไง ใหญ่โตขนาดนั้น คนคิดคำนวณการก่อสร้างก็อัจฉริยะใช่ย่อย…

ในแผ่นดินไทย…ก็มีมากมหาศาล

ผู้เขียนเคยใช้ชีวิตวัยเด็กในค่ายทหารใน จ.ลพบุรี เคยเห็นพระปรางค์สามยอด เห็นศาลพระกาฬ ชินตา ไม่รู้สึกแปลก ไม่เคยคิดว่าจะต้องทำอะไร ผ่านไป-มา ก็ยกมือไหว้ตามผู้ใหญ่ มีอะไรหายไปก็ไม่มีทางรู้

ที่เห็นในทุกโบราณสถาน คือ กระถางธูป

ชาวสยาม เพิ่งจะได้เรียนรู้ “วิชาโบราณคดี” เมื่อไม่นานมานี้เอง

ชาวตะวันตก ที่มาจากอีกฟากหนึ่งของโลก กลับกลายเป็น “ผู้ใฝ่รู้” ขอศึกษา ขอสำรวจเพื่อค้นหาความเร้นลับที่มีค่ายิ่ง

ในอดีต….มีชาวต่างชาติที่ขอบุกป่า ฝ่าดง เสี่ยงตาย ขอไปสำรวจ ขอจดบันทึก วาดรูป สืบค้นประวัติสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ (ในพื้นที่ ไทย ลาว เขมร) ที่มีชื่อเสียงที่สุด เป็น ชาวฝรั่งเศสครับ…

พ.ศ.2401 นายอองรี มูโอต์ (Henri Mouhot) ชาวฝรั่งเศส เดินทางออกจากยุโรปมาถึงสิงคโปร์ แล้วเดินทางต่อมาถึงบางกอก

เข้าเฝ้าฯ ได้รับพระบรมราชานุญาตจากในหลวง ร.4 ให้เดินทางพร้อมลูกหาบชาวสยามไปทำงานสำรวจ (มูโอต์ อ่านหนังสือของ เซอร์ จอห์น เบาริ่ง ทูตอังกฤษ มาก่อนแล้ว เป็นแรงบันดาลใจ)

จากกรุงเทพฯ มูโอต์เดินทางเลียบชายฝั่งไปยังจันทบุรี เกาะช้าง เกาะกูด ไปเมืองอุดงค์มีชัย พนมเปญของกัมพูชา ไปพักอยู่กับชนเผ่าเสตียงที่เมืองบุรีลม แล้วเดินทางกลับทางทะเลสาบเขมร ปราสาทนครวัด พระตะบอง กบินทร์บุรี แล้วจึงเข้ากรุงเทพฯ

เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังเพชรบุรี…แล้วกลับมากรุงเทพฯ

เดินทางไปลพบุรี ข้ามเทือกเขาดงพญาไฟ ไปชัยภูมิ เลย ปากลาย เข้าไปหลวงพระบาง โดนกักตัวจากทางการลาว เพราะคิดว่าเป็น “สายลับ”

หน่วยราชการที่บางกอก… ต้องช่วยยืนยัน รับรอง จึงได้รับการปล่อยตัวให้แกไปตระเวนในป่าเขาเมืองลาว

นายมูโอต์รักการทำงานสำรวจ ค้นหา แบบมีหลักการ พบโบราณสถานมากหลายที่ “เจ้าของพื้นที่” ก็ไม่รู้ประวัติความเป็นมา

ป่า คือ ป่า…อันตราย ตายได้ทุกย่างก้าว

ปลายปี พ.ศ.2404 นายมูโอต์ บุรุษเหล็ก เสียชีวิตด้วยไข้มาลาเรียกลางป่าดงดิบในลาว เมื่ออายุ 35 ปี ลูกหาบชาวสยามขุดหลุมฝังศพของมูโอต์บริเวณริมฝั่งแม่น้ำคาน ใกล้หลวงพระบาง (ทางการฝรั่งเศสมาสร้างให้สวยงามในภายหลัง เพื่อยกย่องความกล้าหาญ)

นายมูโอต์ กระดูกเหล็กคนนี้แหละ คือ มนุษย์คนแรกในโลกที่ไปนั่งในป่า แกวาดภาพ นครวัด ในดินแดนกัมพูชา วาดภาพเสาหิน วาดภาพหินแกะสลัก ภาพนางอัปสร ฯลฯ …แล้วส่งต้นฉบับไปลงตีพิมพ์ในหน้า 1 หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส

(ปราสาทนครวัด เคยถูกทิ้งร้าง มีต้นไม้ปกคลุม กลายเป็นป่ามองไม่เห็น ไม่มีใครรู้เรื่อง คาดว่าเป็นเวลาราว 400 ปี)

การเปิดเผย นครวัด ต่อสายตาชาวโลก เป็นความตื่นตะลึง ที่ชนชาติตะวันตกคิดว่า มีแต่ชาวโรมันเท่านั้นที่จะมีสติปัญญาสร้างได้

นครวัด…นครธม แสนจะยิ่งใหญ่มหัศจรรย์…ดังไปทั้งโลก…

ข้อมูลโบราณสถานต่างๆ ในสยาม วิถีชีวิตชาวสยามในหลายพื้นที่ นายมูโอต์ คนนี้แหละเป็นผู้วาดภาพลายเส้นให้เราได้เห็นตัวตนของเรา…ปัจจุบันยังทรงคุณค่าหาที่เปรียบมิได้…

ยังมีนักสำรวจชาวต่างชาติอีกหลายคนที่เข้ามา สืบค้น บันทึกเรื่องของโบราณสถาน โบราณวัตถุ ในสยามให้เราได้รับทราบ

กลับมาที่ประเด็น “ทับหลัง” ที่เพิ่งได้รับคืนมาจากอเมริกา…

แทบไม่ค่อยมีใครทราบเรื่องของโบราณวัตถุของไทยที่สูญหาย …ไม่ทราบว่าหายจากไหน หายเมื่อใด…และทับหลัง คือ อะไร

ทับหลัง คือ แผ่นหินที่มีการแกะสลักไว้ด้วยลวดลายอย่างสวยงาม โดยแผ่นหินจะมีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยมผืนผ้า วางทับอยู่บนกรอบประตูทางเข้าปราสาท เพื่อทำหน้าที่รับและถ่ายน้ำหนักส่วนบนของอาคาร

ทับหลัง …ภาษาอังกฤษเรียกว่า Lintel (ลินเทิล) นะครับ

ศาสนสถาน “แบบขอม” ที่สร้างด้วยหิน นอกจากจะช่วยเสาประตูรับน้ำหนักโครงสร้างส่วนบนแล้ว ยังช่วยลดขนาดความสูง ความกว้างของประตูทางเข้า ซึ่งมีผลต่อการรับน้ำหนัก และยังเป็นส่วนประดับตกแต่งที่สำคัญของประตูทางเข้า

ในห้วงเวลา 60 ปีที่ผ่านมา เวียดนาม ลาว เขมร และไทย มีสงครามก่อความไม่สงบ มีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ มีศึกสงครามตามชายแดนด้านตะวันออก มีกองทัพเวียดนามมาประชิด มีพื้นที่สีแดง สีชมพู

ผู้อพยพนับแสนคนหนีตายมาจากเขมร ลาว เวียดนาม เข้ามาในไทย

มีฐานทัพทหารสหรัฐในไทย ทั้งภาคอีสาน ภาคตะวันออก

สับสนอลหม่านไม่น้อย…ใครจะไปสนใจโบราณสถาน…

“โบราณวัตถุ” จากทั่วโลกเป็น “สินค้า” ของคนกลุ่มหนึ่งมีอาชีพลักขโมย

กิจการพิพิธภัณฑ์ในต่างประเทศในหลายประเทศ เป็นเรื่อง “ดึงดูด” ผู้คนให้เข้าไปชม ต้องคึกคัก ต้องหาของแปลกใหม่ มาประดับ มาเพิ่มเสมอ

ถ้ามีเงิน…ก็ใช้ผีโม่แป้งได้…

สำหรับคนไทย พระเครื่องห้อยคอ ราคา 10-20 ล้านก็นำมาขึ้นคอได้โอ้อวดกันได้ … แสดงเป็นบัญชีทรัพย์สินก็ได้

เรื่องทับหลังอายุพันปี ตั้งวางอยู่ในที่เปิดอ้าซ่า กลางค่ำ-กลางคืน ไม่มีคนเฝ้า ห่างไกลสายตา เมื่อมีผู้ประสงค์จะขโมยไปขาย ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนักที่จะถอดถอนออกมา

เจ้าของพิพิธภัณฑ์เอง คงไม่ได้มาชี้นิ้วสั่งให้ขโมย แต่จะเป็น “ปลายทาง” สำหรับการจำหน่ายเสมอ

ก็น่าจะเป็น “คนกันเอง” นั่นแหละที่ไปขโมยถอด ไปรื้อถอน “ทับหลัง” ออกมาเพื่อนำไปขายให้ชาวต่างชาติ

โบราณวัตถุทั้งหลาย แม้กระทั่ง “พระพุทธรูป” ถ้ามิใช่ชาวพุทธ เค้าจะมองว่ามี “คุณค่าทางศิลปะ” เอาไปตั้งแสดง เพราะแปลกหูแปลกตาในวิธีคิดวิธีทำ… ถ้าคนไทยชาวพุทธจะให้คุณค่าทาง “ความศักดิ์สิทธิ์”

มีความสุขทั้ง “ผู้ขโมย” และ “ผู้ซื้อ” ในช่วงสงคราม… เรื่องการขนส่งออกนอกประเทศเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย

ทับหลังปราสาทหนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ และทับหลังปราสาทเขาโล้น จ.สระแก้ว คาดว่าได้หายไปจากที่ตั้งในช่วงราว พ.ศ.2509-2511 แต่ไม่ปรากฏรายงานหรือบันทึกเกี่ยวกับการสูญหาย

เมื่อมีการค้น ติดตามจึงพบว่า …ไป “ตั้งแสดง” ในอเมริกา จึงเป็นโอกาสพอจะคลำทางไปได้

มีผู้ตรวจพบ “ทับหลัง” 2 รายการนี้ ว่าไปอยู่ในฐานข้อมูลโบราณวัตถุของพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ชอง-มุน ลี ( Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture) ในเมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

ชื่อสถานที่ก็บอกว่า เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงสิ่งของจากเอเชีย

ทับหลัง 2 ชิ้นนี้ ไปตั้งแสดง… มีคำบรรยายให้ผู้มาชมอย่างเปิดเผยว่า มาจากภาคอีสานของไทย มิได้นำไปซุกซ่อน เป็นของส่วนตัว (ดูภาพ)

เมื่อปรากฏความกระจ่างแจ้ง… กรมศิลปากรจึงเป็นหน่วยงานหลัก จัดทำข้อมูลรายละเอียด รูปพรรณ …

1 กุมภาพันธ์ 2561 กรมศิลปากรส่งข้อมูลให้กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ประสานกับหน่วยงานในสหรัฐอเมริกา

หน่วยงานที่เป็น “เจ้าภาพ” รับผิดชอบในคดีลักษณะนี้ คือ สำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (HSI)

การทำงานใช้เวลาพอสมควร แต่ก็คืบหน้าไปต่อเนื่อง

ท้ายที่สุด…มีการนำคดีขึ้นพิจารณาในชั้นศาล จนในที่สุดพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียยอมรับว่า… “…ทับหลังทั้งสองรายการเป็นกรรมสิทธิ์ของไทย และยินยอมให้ยึดทับหลังเพื่อส่งกลับคืนประเทศไทย…”

David A. Prince หัวหน้าเจ้าหน้าที่พิเศษ HSI นครลอสแองเจลิส นายมนัสวี ศรีโสดาพล เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน นายมังกร ประทุมแก้ว กงสุลใหญ่ ณ นครลอสแองเจลิส นายพิษณุ โสภณ กงสุลใหญ่ ณ นครชิคาโก และนายฟาบิโอ จินดา กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

ชิ้นที่ 1 เป็นทับหลังจาก ปราสาทหนองหงส์ จ.บุรีรัมย์

ชิ้นที่ 2 เป็นทับหลังจาก ปราสาทเขาโล้น จ.สระแก้ว

ทั้ง 2 ชิ้นทำขึ้นจากหินทราย เป็นศิลปะสมัยลพบุรี (ศิลปะเขมรโบราณในไทย) มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16-17

ต้องชมเชยการทำงานของฝ่ายไทย ในเวลาเดียวกัน ก็ต้องชื่นชม การทำงานของทางการสหรัฐ ที่ใช้หลักนิติธรรม นิติรัฐ ตรงไปตรงมา

ถ้าเค้าไม่ยอมรับเรื่อง-บ่ายเบี่ยง บิดพลิ้ว …เราก็คงจะทำอะไรไม่ได้ เพราะของอยู่ในบ้านเขา เรื่องกฎหมาย หลักฐาน ไม่ต้องมาพูดถึง

ความสำเร็จในการทำงานตรงนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกนะครับ…

พ.ศ.2531 สหรัฐเคยส่งมอบ “ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์” ที่หายไปจากปราสาทพนมรุ้ง คืนให้ทางการไทยมาก่อนแล้ว

ย้อนไปเมื่อ พ.ศ.2516 นักวิชาการ ภาคประชาชน ตรวจสอบกันไป-มา พบว่าวัตถุแปลกตาชิ้นหนึ่ง มาตั้งแสดงในพิพิธภัณฑ์ นครชิคาโก…

เปิดเผย ให้คนมาชม เมื่อปะติดปะต่อ เรื่องราว …ทำให้ทราบว่านี่คือ ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์…จากปราสาทพนมรุ้ง

การขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานในอเมริกาจึงเริ่มขึ้น

สังคมไทยตื่นขึ้นมาเอะอะ ว่าทับหลังอันมีค่าหายไป ตอนนี้ไปโผล่อยู่ในอเมริกา… เกิดเพลงประชดประชัน ร้องตามกันไป ว่า “เอาไมเคิล แจ๊กสัน คืนไป เอาพระนารายณ์คืนมา”

ผู้เขียนไปค้นข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า…เบื้องหลังการเรียกร้องทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ เป็นการริเริ่มของสื่อมวลชน อันได้แก่ หนังสือพิมพ์มติชนและนิตยสารศิลปวัฒนธรรม จึงเป็นการเรียกร้องที่มีพลัง ทำให้คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยรับรู้ ปลุกจิตสำนึกให้เห็นคุณค่า

ใช้เวลาไม่น้อย…แต่ก็ปลื้ม และประทับใจ

2531 สหรัฐส่งคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ให้กับทางการไทย

ขอแถมเป็นเกร็ดความรู้นะครับ…

ช่วงล่าอาณานิคม ราว 400 กว่าปีมาแล้ว กองทัพอังกฤษ กองทัพฝรั่งเศส มหาอำนาจตะวันตกทั้งหลาย นำเรือปืนไปฉกฉวยเอาโบราณวัตถุจากดินแดนอาณานิคมไปตั้งแสดงในพิพิธภัณฑ์ ในลอนดอน ในปารีส ฯลฯ มากมายหลายรายการ เจ้าของเค้าทวงคืน ก็ได้รับการปฏิเสธ …

บริติช มิวเซียม (British Museum) พิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ในย่าน Bloomsbury กรุงลอนดอน ซึ่งก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ.2296 (ตรงกับสมัยพระเจ้าบรมโกศ อยุธยา) เป็นศูนย์กลางการวิจัยด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และการอนุรักษ์ที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก

เป็นสถานที่เก็บรักษาโบราณวัตถุกว่า 8 ล้านชิ้นจากทั่วโลก เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เปิดแก่สาธารณะแห่งแรกของโลก…(ขณะโควิด-19 ระบาดยังเอาใจ จัดให้ชมแบบออนไลน์ได้)

มีเสียงชื่นชมผสมกับความขมขื่นลอยมาตามลมว่า…โบราณวัตถุจากทั่วโลกที่ไปหยิบของเค้ามา ได้รับการดูแล รักษา เผยแพร่ต่อสายตาชาวโลกมหาศาล พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ดูแล รักษาโบราณวัตถุให้ปลอดภัย สง่างาม ดีกว่าเจ้าของประเทศซะอีก…..

ส่งท้ายครับ…มีเสียงประชดประชันในโลกโซเชียลมีเดียของไทยว่า …ทับหลังอายุพันปีในไทย 2 ชิ้น หายไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ หายไปยังไงก็ไม่รู้

ทับหลัง 2 ชิ้น ไปอยู่ในพิธภัณฑ์ของอเมริกามา 50 ปี…เค้าก็ดูแล รักษาอย่างดี ปลอดภัย…ได้กลับคืนมาแล้ว…จะดูแลกันอย่างไร ?

ฟังแล้วแปร่งหู…แต่ก็น่าคิดนะครับ…