การประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 23-24 มิ.ย. พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีการใช้วาทกรรม ยืนยันความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ว่าจะเป็น รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง, กล่าวอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ผ่านประชามติ 16.8 ล้านเสียง ถ้าจะแก้ต้องไปทำประชามติถามประชาชนเสียก่อน, อำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกฯผ่านประชามติมาแล้ว ถ้าจะแก้ไข ต้องถามประชาชนก่อน, ไม่จำเป็นต้องปิดสวิตช์ 250 ส.ว.ในการเลือกนายกฯ เพราะถ้า ส.ส.รวมกันมา 270-300 เสียง ก็เป็นเสียงข้างมาก จะโหวตใครเป็นนายกฯก็ได้ ฯลฯ
วาทกรรมทั้งหลายที่หยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างมีจุดอ่อนในตัวเองอยู่แล้ว ทางด้าน ส.ส.ได้อภิปรายตอบโต้ด้วยหลักของเหตุผลและข้อเท็จจริง ที่เห็นชัดกว่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง แต่เรื่องอื้อฉาวหลายเรื่องของผู้มีอำนาจกลับถูกละเว้น ในเรื่องประชามติ แน่นอนว่ารัฐธรรมนูญผ่านประชามติ แต่ก็ต้องเข้าใจว่าร่างที่นำเสนอให้ทำประชามติ ประชาชนไม่มีส่วนในการยกร่างเลย เป็นกลุ่มบุคคลที่ตั้งโดยคณะรัฐประหาร แล้วนำมาขอประชามติ ในบรรยากาศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ฝ่ายเห็นต่างไม่มีสิทธิเสนอเหตุผลต่อสังคม ส่วนเรื่องที่ระบุว่า ไม่ต้องปิดสวิตช์ ส.ว. เพราะถ้า ส.ส.รวมตัวเป็นเสียงข้างมาก 270-300 เสียง จะให้ใครเป็นนายกฯก็ได้นั้น หลักจริงๆ อยู่ที่ว่า ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งของกลุ่มบุคคล ไม่ควรมีอำนาจหน้าที่ในการเลือกหรือกำหนดตัวนายกฯ ส่วน ส.ส.จะรวมเสียงได้เท่าไหร่ เป็นการเมืองในสภาที่มาจากการเลือกตั้ง
การอภิปรายในสภา ที่ฝ่ายหนึ่งต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างกติกาที่เป็นมาตรฐานและเป็นประชาธิปไตย กับอีกฝ่ายที่ไม่ต้องการให้แก้ไข เพราะต้องการรักษาอำนาจของตนเองและพวกพ้อง โดยที่มาของอำนาจเริ่มต้นด้วยการรัฐประหารในปี 2557 ทำให้เห็นชัดในตัวเองว่า เนื้อหาสาระที่แท้จริงของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เอื้ออำนวยอำนาจและประโยชน์ให้ใคร รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ จะต้องมาจากประชาชนในฐานะผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ตราบใดที่รัฐธรรมนูญยังเป็นเพียงกติกาที่ดีไซน์เพื่อคนบางกลุ่ม ก็จะเป็นเงื่อนไขของความไม่สงบทางการเมืองอย่างไม่สิ้นสุด

