พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้แถลงข่าวของ ศบค. ระบุในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 1 ก.ค. ว่ามีหลายประเทศที่ฉีดวัคซีนได้ตามเป้าหมายที่คาดว่าทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ แต่ยังเกิดการระบาดซ้ำอีก ได้แก่ อังกฤษฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เกิน 50% ของประชากร แต่ยังมีการระบาดต่อเนื่อง โดยมีการประกาศล็อกดาวน์แล้ว ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียฉีดวัคซีนแล้ว 39 ล้านราย แต่ยังมีการระบาดต่อเนื่อง
แนวโน้มล่าสุด แพทย์เตือนว่าโควิดสายพันธุ์เดลต้า หรืออินเดีย ระบาดในไทยแล้ว 46% และเป็นตัวแปรที่ทำให้เรียกการระบาดช่วงนี้เป็น “ระลอก 4” ขณะที่ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการ สมช. ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) ได้กล่าวระหว่างแถลงข่าว มีเนื้อหาสอดคล้องกันว่า เป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง ในเรื่องสายพันธุ์เดลต้าที่มาจากประเทศอินเดีย และชี้ว่า แม้จะฉีดวัคซีนป้องกันแล้ว เช่น อิสราเอล และอังกฤษ ซึ่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนจำนวนมากพอแล้ว แต่ยังย้อนกลับมาล็อกดาวน์อีกรอบ การฉีดวัคซีนจึงไม่ได้รับประกันว่าจะไม่ติดเชื้อ ยังคงต้องระวังกันเหมือนเดิม
ต่อปัญหาสายพันธุ์เดลต้า ผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม นายกสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ได้ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ศบค. เรียกร้องให้รัฐบาลจัดหาวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยี mRNA และวัคซีนชนิดที่มีไวรัสเป็นพาหะให้มากขึ้น แทนสัดส่วนการนำเข้าวัคซีนชนิดเชื้อตายอย่าง Sinovac ที่ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์อินเดีย ที่จะกลายเป็นเชื้อที่ระบาดวงกว้างที่สุดทั่วโลก จึงถือเป็นสถานการณ์ใหม่
การรับมือโควิดของไทยใช้วัคซีนเชื้อตาย ได้แก่ ซิโนแวค ซิโนฟาร์ม กับเชื้อเป็นหรือไวรัสเวคเตอร์ คือ แอสตร้าเซนเนก้า แต่เมื่อเกิดการระบาดของสายพันธุ์ใหม่ คือ เดลต้าหรืออินเดีย เกิดความห่วงใยว่าวัคซีนที่มีอยู่ คุณภาพและปริมาณไม่พอที่จะรับมือ รัฐบาลควรสั่งวัคซีน mRNA ซึ่งใช้เทคโนโลยีแบบใหม่ อาทิ วัคซีนของไฟเซอร์, โมเดอร์นา มาใช้ให้กว้างขวางและรวดเร็ว เพื่อควบคุมเชื้อที่กลายพันธุ์ เท่ากับว่าสถานการณ์ปัญหาได้ยกระดับขึ้นไปอีก และรัฐบาลจะต้องตัดสินใจแก้ไขให้ทันกับปัญหา

