สถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกเสียชีวิตแล้วกว่า 4 ล้านคน มันคือหายนะล้างโลกที่ยังเกรี้ยวกราด ดุร้าย เหี้ยมโหด
โควิดมีกระบวนท่าที ลีลา ที่พลิ้วไหว อานุภาพร้ายกาจสั่นคลอนยุทธภพ “กลายพันธุ์” ไปได้มิรู้จบ
ในสังคมไทยก็หนักหนาสาหัส มีคนตายไม่น้อย ที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาลอีกมหาศาล ถึงขนาดต้องไปตั้งโรงพยาบาลสนาม เหมือนยามสงคราม ที่หนักสุด คือ จำนวนผู้ติดเชื้อรายวัน เส้นกราฟทะยานขึ้นแทบไม่อยากเห็น ไม่อยากได้ยิน
ส่วนกลุ่มคนที่ไม่เจ็บป่วย ต้องทำมาหากิน มิใช่มนุษย์เงินเดือนล้วนกระอัก ปากกัดตีนถีบ …ราว 1 ปีเศษมาแล้ว ต้องหดหู่ ยากเข็ญในการทำมาค้าขาย ถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัว ที่น่าสะเทือนใจที่สุด คือ การฆ่าตัวตาย จากพิษเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ “กิจการร้านอาหาร”
ปัญหาโควิด… ยังปอกเปลือกให้เห็นความจริงในสังคมไทย คือ เรื่องของ “แรงงานต่างชาติ” หลายล้านคน ที่เป็น “ส่วนผสม” ที่สำคัญแบบแยกไม่ออก ไม่เหลียว ไม่แล ไม่ดูแลเค้าก็ไม่ได้..
ยังจะมีเพื่อนบ้านอีกมหาศาลรอบทิศทางทั้ง 4 ที่ “กำลังจ่อ” จะเข้ามา หนีร้อนมาพึ่งเย็น…ต้องข้ามพรมแดนเข้ามาในไทยให้ได้…
เรื่องของการป่วยไข้ ไม่สบาย ทำให้ผู้เขียนนึกย้อนไปถึงพระธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้า ที่เป็นอมตะ…
เกิด แก่ เจ็บ ตาย …จริงแท้แน่นอน เป็นความจริงสุดยอด…
บทความชิ้นหนึ่งที่ “มีคุณค่า” มิใช่เรื่องใหม่ที่สังคมไทย ชาวพุทธควรได้รับทราบ คือ บทความที่พระภิกษุ ซึ่งพื้นฐานเป็นนายแพทย์ได้เขียนไว้โดยมี “หลักวิชาการทางการแพทย์” สนับสนุนเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าช่วงก่อนปรินิพพาน
เคยตีพิมพ์ในวารสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับกรกฎาคม 2543
ท่านคือ พระมโน เมตฺตานนฺโท, วท.บ., พ.บ. (จุฬาฯ), B.A., M.A. (Oxford), Th.M. (Harvard), Ph.D. (Hamburg)
ผู้เขียนขออนุญาตนำบทความของท่าน มาถ่ายทอดด้วยภาษาไทยธรรมดา ที่คนทั่วไปพอเข้าใจได้ ใช้คำสามัญและแบบย่อกระชับ ไม่ลงรายละเอียดวิชาการ
ประเด็น คือ พระพุทธเจ้า ปรินิพพานด้วยโรคอันใด
หลักฐานชิ้นเดียวที่พอจะอ้างอิงเหตุการณ์เมื่อ 2 พันกว่าปีที่แล้ว คือ “มหาปรินิพพานสูตร” ที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับการปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและบริบทในเวลานั้น
จริงหรือที่พระพุทธองค์ปรินิพพานเพราะเสวย “สุกรมัททวะ”
นักการศาสนาส่วนหนึ่งมักมุ่งไปที่ประเด็นว่า พระพุทธเจ้าทรงบริโภค “สุกรมัททวะ” (แปลตรงตัวว่าเนื้อหมูอ่อน) ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ทรงประชวรหนัก…จนต้องปรินิพพาน
ผู้เขียนยังจำได้แม่นยำ…ข้อสอบวิชาพุทธประวัติ ระดับประถม-มัธยม… ข้อสอบจะถามว่า อาหารมื้อสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าทรงฉัน คือ..?
คำตอบที่ถูกต้อง คือ “สุกรมัททวะ”
ทั้ง ครู และนักเรียนต่างก็ไม่มีใครรู้ว่าเมนูนี้ มันคืออะไร แต่ถ้าตอบผิดไปจากนี้ คือ ผิด ศูนย์คะแนน
ผ่านมาแล้วราว 50 กว่าปี ยังจำได้แม่น แต่ก็ไม่เคยรู้จัก
ความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์แผนปัจจุบันนั้นอาจจะให้ความกระจ่างในประเด็นนี้ได้ไม่มากก็น้อย…
ผู้เขียนขอตัดฉากเข้าสู่ 3 เดือนสุดท้ายของพระพุทธเจ้าก่อนปรินิพพาน …พระชนมายุเกือบ 80 พรรษา
วันหนึ่ง…พระพุทธเจ้าเสด็จไปแวะตำบลนาลันทา บ้านเกิดของพระสารีบุตร (อัครสาวกฝ่ายขวาผู้เป็นเลิศทางปัญญา) มีพระสงฆ์ติดตามจำนวนหนึ่ง…
พระพุทธเจ้าทรงเดินทางต่อไปอีกหลายสถานที่….
พระสูตรบันทึกว่า… ในเวลานั้นพระองค์มีอาการประชวรด้วยอาการปวดอย่างรุนแรง แต่ทรงเอาชนะความเจ็บปวดด้วยความอดทน และระลึกว่ายังไม่ได้ตรัสอำลาสาวกพุทธบริษัททั้งหลาย
แต่ทรงปลงอายุสังขารที่จะเสด็จปรินิพพานไว้แล้ว
เช้าวันหนึ่ง.. ทรงรับอาหารบิณฑบาตที่บ้านนายจุนทะ กัมมาบุตร ผู้ตั้งใจถวายอาหารจานพิเศษ มีชื่อว่า สุกรมัททวะ
ภายหลังที่รับประเคนไปแล้ว ท่านฉันอาหาร.. แล้วทรงดำริกับนายจุนทะในทำนองว่า ….อาหารนี้ย่อยยาก จึงแนะให้นายจุนทะนำอาหารทั้งหมดที่เหลือไปฝังดินทิ้งเสีย
พระอาการป่วยเริ่มปรากฏขึ้น…
ช่วงเย็นวันนั้น…พระพุทธเจ้า..ทรงประชวรถ่ายออกมาเป็นเลือด ต่อมาจึงรับสั่งให้พระอานนท์ไปตักน้ำมาให้เสวย แต่พระอานนท์รีรอ เนื่องจากเห็นน้ำในลำธารขุ่นมาก เนื่องด้วยเกวียนจำนวนมากเพิ่งข้ามลำธารนี้ไป
พระพุทธเจ้าตรัสย้ำถึง 3 ครั้งให้ไปนำน้ำมาเพื่อดื่ม และยังสั่งให้ปูผ้าสังฆาฏิ 4 ขั้นถวายเพื่อใช้ประทับ
ความในมหาปรินิพพานสูตรระบุไว้ชัดเจนว่า…ในเวลานั้น เป็นห้วงหลังออกพรรษาใหม่ๆ คือประมาณเดือน 11-12 หรืออาจล่วงเลยได้ถึงเดือน 1 ของปีจันทรคติต่อมา ซึ่งเป็นฤดูหนาว หรือฤดูใบไม้ร่วงตอนปลาย
ลองมาเพ่งเล็งที่การเจ็บป่วยของพระพุทธเจ้า
ชาวพุทธทั้งปวงที่ศึกษาประวัติพุทธศาสนา ส่วนใหญ่มุ่งไปที่อาหารมื้อสุดท้ายของพระพุทธเจ้า ว่าเป็นสาเหตุทั้งหมดของการประชวรที่นำไปสู่การปรินิพพาน… ก็เพราะเค้าสอนมาอย่างนี้
เกิดการสรุปแบบฉับพลันที่ว่า….อาหารนั้นน่าจะเป็นพิษในตัวของมันเอง …แต่ว่า สุกรมัททวะ คือ อะไร
มันเป็นอาหารที่ทำมาจากเห็ดชนิดหนึ่งที่เป็นพิษ หรือไม่?
มีสมมติฐานว่า “สุกรมัททวะ” เป็นเห็ดชนิดหนึ่ง ก็เนื่องจากรากศัพท์ว่า “สุกรได้ คือ หมู” และ “มัททวะแปลว่าอ่อนหรือนิ่ม”
เมื่อนำมาสมาสกันทำให้ได้อีกความว่า “นิ่มสำหรับหมู” คือเป็นอาหารชนิดหนึ่งที่หมูชอบ เพราะความนิ่มของมัน ….ใช่หรือไม่ ?
ทางการแพทย์นั้น การจะสรุปว่าพยาธิสภาพที่ทำให้พระพุทธองค์ปรินิพพานนั้นมาจากลำพังอาหารที่เสวยอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ
อาหารจานสุดท้ายนี้อาจเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยซึ่งสุกงอมมาเต็มที่แล้วเกิดปะทุขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีประวัติการเจ็บป่วยอย่างหนักครั้งหนึ่งมาก่อนหน้านี้แล้ว
ข้อมูลที่สำคัญมากอีกประการหนึ่ง คือ อายุของพระองค์ท่านในขณะนั้นคือ 80 พรรษา ซึ่งเป็นวัยที่สังขารร่วงโรยเพราะความเสื่อมของอวัยวะภายในหลายอย่าง
ข้อมูลหลายแห่งจากพระไตรปิฎกว่า ทรงมีโรคประจำตัว เช่น โรคปวดหลังจนถึงกับไม่อาจเทศน์ต่อไปได้ และตรัสเปรียบกายสังขารของพระองค์เหมือนเกวียนที่เก่าคร่ำคร่า
การใช้ชีวิตของพระองค์ ตระเวนในแว่นแคว้นต่างๆ ของอินเดีย เทศนาโปรดสัตว์โลกตลอด 45 ปีหลังตรัสรู้ ดำรงพระชนม์ด้วยอาหารบิณฑบาตหลากชนิดที่ไม่อาจเลือกได้ ก็สามารถเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้สังขารของพระองค์เสื่อมลงได้เร็ว
อาการเจ็บป่วยระหว่างพรรษาสุดท้ายนั้น มหาปรินิพพานสูตรกล่าวไว้เพียงสั้นๆ ว่า ทรงมีอาการปวดอย่างรุนแรงจนเกือบต้องมรณภาพ แต่ไม่ได้ให้อาการร่วมอย่างอื่นที่ระบุว่าเป็นการปวดที่เกิดที่อวัยวะใด
พระมโน เมตฺตานนฺโท ซึ่งเป็นนายแพทย์ท่านวิเคราะห์ไว้ว่า…
อาจเป็นการปวดที่หน้าอกอันเนื่องมาจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมาเลี้ยง อันมีสาเหตุมาจากหลอดเลือดตีบตันซึ่งเป็นโรคแห่งความชราที่พบกันบ่อยอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดอาการปวดได้มาก และผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเสียชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม
อาการป่วยในครั้งนี้ไม่ว่าสาเหตุที่แท้จริงจะเป็นอะไรก็ตาม หากแต่พระองค์ยังเสด็จจาริกได้ หากอาการรุนแรงวิกฤต นายจุนทะเองคงไม่กล้าที่จะนิมนต์ให้ไปรับบิณฑบาตเป็นแน่
อาการที่ระบุในการประชวรครั้งสุดท้ายที่ว่า…มีอาการลงพระโลหิต หรือถ่ายเป็นเลือดนั้น เป็นอาการที่เนื่องด้วยระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นอวัยวะที่ยาวมาก ตั้งแต่หลอดคอ ไปจนถึงทวารหนัก
โรคกระเพาะอาหาร เป็นโรคหนึ่งที่น่าสงสัยว่าอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้สิ้นพระชนม์ได้ เนื่องจากทำให้เกิดการปวดได้มาก โดยเฉพาะหลังอาหารใหม่ๆ และแผลในกระเพาะอาหารนั้นอาจมีขนาดใหญ่และลึกมาก จนทำให้ทะลุไปถึงเส้นเลือด ทำให้เกิดการลงพระโลหิตได้
การที่เป็นภิกษุฉันอาหารเพียงวันละมื้อเท่านั้น ก็ทำให้น่าจะคิดต่อไปได้ว่าเป็นโรคที่ทำให้ประชวรครั้งสุดท้าย
แต่โรคแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ส่วนต้นนั้น มักไม่ทำให้ผู้ป่วยถ่ายออกมาเป็นเลือดสด แต่เป็นอุจจาระเหลวสีดำ (melena) ซึ่งมักจะหยุดเองเป็นส่วนใหญ่….
ผู้ป่วยมักไม่เสียชีวิตอย่างรวดเร็ว ยกเว้นในกรณีที่แผลนั้นลึกมากจนกระเพาะอาหารหรือลำไส้นั้นทะลุ กรดในกระเพาะรั่วออกมาสู่ช่องท้อง ทำให้เกิดอาการอักเสบในช่องท้องรุนแรงจนถึงกับเสียชีวิตได้ในที่สุด
ในพระสูตรนี้หรือในพระไตรปิฎก มีข้อมูลประกอบเกี่ยวกับอาการปวดท้องเรื้อรัง การถ่ายอุจจาระสีดำของพระพุทธเจ้า รวมทั้งการปวดท้อง หลังหรือก่อนมื้ออาหาร
ลักษณะที่ระบุว่าเป็นโลหิตออกมานั้น พระสูตรนี้มิได้อธิบายว่าออกมามากน้อยเพียงใด มีมูกเจือปนหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อมูลที่แพทย์ต้องการทราบเสมือนเมื่อซักประวัติผู้ป่วยที่ตกเลือดทางทวารหนัก
เรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นทำให้เราสามารถอนุมานได้ว่า เลือดที่ออกมาต้องมีจำนวนมากอย่างแน่นอน และมากจนทำให้พระพุทธองค์รู้สึกกระหายน้ำอย่างมาก จนกระทั่งต้องสั่งให้พระอานนท์ไปตักน้ำมาให้เสวยถึง 3 ครั้ง เพราะพระอานนท์รีรอ
การเสียเลือดในคืนวันนั้น…พระองค์คงอยู่ในอาการที่ทางการแพทย์เรียกว่าช็อก (shock) ไม่มีปริมาณโลหิตหมุนเวียนในพระสรีระเพียงพอ ความดันโลหิตน่าจะต่ำมากจนไม่อาจเสด็จไปด้วยพระองค์เองได้
ข้อที่สนับสนุนอีกประการหนึ่งว่าทรงเสียพระโลหิตไปมาก คืออาการหนาว ซึ่งเป็นผลพวงจากการเสียโลหิตไปมาก โดยดูได้จากการที่สั่งให้พระอานนท์ปูผ้าสังฆาฏิหนาถึง 4 ชั้น
“ผ้าสังฆาฏิ” นี้ในภาษาไทยแปลว่า ผ้าซ้อนนอน อันเป็นผ้าที่มีพุทธานุญาตให้พระภิกษุห่มเป็นเสื้อคลุมในฤดูหนาว ในภาษาอังกฤษแปลว่า cloak
ริดสีดวงทวารหัวใหญ่ๆ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดตกเลือดได้มาก และเลือดมักหยุดได้เอง แต่อาการก็ไม่สอดคล้องกับที่ระบุไว้ในพระสูตร
ข้อสันนิษฐานที่ว่าสุกรมัททวะนั้น “เป็นเนื้อหมูที่มีพยาธิ” ภายในนั้น ไม่เข้ากับอาการส่วนใหญ่ที่ปรากฏในพระสูตรนี้ และไม่น่าเชื่อว่าเจ้าภาพจะถวายเนื้อดิบ ซึ่งมีตัวพยาธิติดเข้ามาด้วย
พระวินัยนั้นห้ามพระภิกษุบริโภคเนื้อดิบอยู่แล้ว และยังไม่เคยปรากฏว่ามีพยาธิใดที่อยู่ในเนื้อที่สามารถทำให้ผู้ป่วยมีอาการตกเลือดได้มากอย่างเฉียบพลัน
ไม่ว่า “สุกรมัททวะ” นี้จะเป็นอะไรก็ตาม ก็คงไม่ใช่สาเหตุของอาการป่วยโดยตรง แต่เป็นปัจจัยกระตุ้นจากภายนอกที่ทำให้โรคที่สะสมกันมานาน และเคยกำเริบมาครั้งหนึ่งแล้วปะทุขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และครั้งนี้สภาพการณ์นั้นเลวร้ายกว่าครั้งก่อน
พระมโน เมตฺตานนฺโท ซึ่งท่านได้เขียนบทความข้างต้นนี้ ยังวิเคราะห์ในฐานะแพทย์ต่อไปอีกว่า….
……ระหว่างที่เสวยอยู่นั้นน่าจะทรงรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติบางประการกับอาหารนี้ เพราะความสงสัยและความปรารถนาดีต่อผู้อื่นจึงทรงสั่งให้เจ้าภาพ คือนายจุนทะ นำสุกรมัททวะที่เหลือทั้งหมดไปฝัง
อาการปวดที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงขึ้นหลังเสวยอาหารเสร็จ
…..พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งปรินิพพานด้วยการเจ็บป่วยทางธรรมชาติ อันเกิดจากความเสื่อมของหลอดโลหิตแดงที่ไปลำไส้ส่วนกลางเกิดอุดตันอย่างเฉียบพลัน ทำให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ตกเลือดทางทวารหนักเป็นเลือดสดปริมาณมาก พร้อมการอักเสบในช่องท้องจนทำให้ต้องเสียชีวิตในที่สุด
แถมเป็นข้อมูลนะครับ เรื่อง “สถานที่” ที่พระองค์ปรินิพพาน ความหลายตอนในมหาปรินิพพานสูตรนี้สนับสนุนตรงกันว่า…
“สถานที่ที่ปรินิพพาน” จริงๆ นั้นน่าจะเป็นห้องพักเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมืองกุสินารามากกว่าที่จะเป็นป่า ..ใต้ต้นสาละนอกเมือง
ด้วยความเคารพใน “สิทธิส่วนบุคคล” ของทุกท่าน…มีบทความ มีบุคคลอีกมากหลาย ที่มีความเห็น แย้ง-แตกต่างกันออกไปจากนี้
มีเรื่องอภินิหาร อำนาจวิเศษ เหนือธรรมชาติปะปนมาไม่น้อย ที่ผู้เขียนไม่ขอข้องแวะ ละเว้นที่จะกล่าวถึง…
ใช้วิจารณญาณของตนเองนะครับ..และไม่ต้องผูกขาดความเชื่อ ต้องไม่จำกัดขอบเขตความรู้…การถกเถียง คือ บ่อเกิดแห่งปัญญา
เมื่อพระพุทธเจ้าได้ปรินิพพานไปแล้ว 7 วัน มัลละกษัตริย์แห่งเมืองกุสินารา ประชาชน และพระสงฆ์อันมีพระมหากัสสปะเป็นประธาน ได้กระทำการถวายพระเพลิงพุทธสรีระ ณ มกุฏพันธนเจดีย์ แห่งเมืองกุสินารา เมื่อวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งนิยมเรียกกันว่า “วันอัฏฐมีบูชา”
เกิด แก่ เจ็บ ตาย….นี่เป็นเหตุการณ์เมื่อราว 2 พันกว่าปีที่แล้ว

