หน้าแรก บทความ บทนำ : ต้องเป...

บทนำ : ต้องเปลี่ยนอีก

14.07.21 | 11:11 น.
บทนำ : ต้องเปลี่ยนอีก เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น หลังจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์

เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น หลังจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์การควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด -19 เพิ่มความรุนแรง จนมีเสียงเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงทางการเมือง จากปัญหาที่เริ่มจากวัคซีนไม่เพียงพอและไม่มีคุณภาพ การนำเข้ามีขั้นตอนที่ซับซ้อน ท่าทียืนกรานและรวบอำนาจของรัฐ ทำให้สถานการณ์ยุ่งยากยิ่งขึ้น การขาดวัคซีนกลายเป็นที่มาของทุกปัญหาที่ตามมา การตรวจหาเชื้อยุ่งยากล่าช้า ประชาชนต้องไปนอนตากฝนรอรับการตรวจข้างถนน โรงพยาบาลขาดเตียงรองรับผู้ป่วย มาตรการของรัฐ ทำให้ประชาชนสูญเสียอาชีพ ขาดรายได้ ภาพความลำบากเดือดร้อนของประชาชนมีให้เห็นทุกวัน

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้แก่ ประการแรก คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติเห็นชอบการฉีดวัคซีนโควิด-19 สลับชนิด โดยเข็มที่ 1 เป็นซิโนแวค เข็มที่ 2 เป็นแอสตร้าเซนเนก้า ระยะห่างกัน 3-4 สัปดาห์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อกลายพันธุ์เดลต้า โดยโรงพยาบาล (รพ.) ต่างๆ สามารถดำเนินการได้ทันที และรับทราบการฉีดวัคซีนแบบบูสเตอร์ โดส โดยให้วัคซีนเข็มที่ 3 ห่างจากเข็ม 2 ในระยะ 3-4 สัปดาห์ขึ้นไป โดยบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มเกิน 4 สัปดาห์แล้ว จึงฉีดกระตุ้นบูสเตอร์โดสได้ทันที เพื่อกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันสูง และเร็วที่สุดกับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า และประการที่สอง ได้แก่ เห็นชอบใช้ชุดตรวจ แรพิด แอนติเจน เทสต์ ในสถานพยาบาล ลดการรอคิวนานเพื่อตรวจ RT-PCR หรือการสวอบ โดยแรพิด แอนติเจน เทสต์ ต้องผ่านการรับรอง และขึ้นทะเบียนกับ อย. ปัจจุบันมีผู้ขึ้นทะเบียน 24 ราย ให้ตรวจในสถานพยาบาล และเร็วๆ นี้จะอนุญาตให้ประชาชนตรวจได้เองที่บ้าน

เป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าจะเกิดผลดีในการควบคุมการแพร่ระบาด และกว่าภาครัฐจะยอมเปลี่ยนแปลง ก็ต้องแลกมาด้วยชีวิตและการเจ็บป่วยของบุคลากรการแพทย์ และประชาชน และสภาพเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นยังไม่เพียงพอ รัฐต้องเร่งยอมเปลี่ยนแปลงอีกหลายๆ วิธีการ โดยเฉพาะการลดขั้นตอน ลดอุปสรรค เพื่อให้วัคซีนที่มีประสิทธิภาพเป็นที่ต้องการของประชาชนเข้าประเทศได้ให้ประชาชนมีทางเลือกและสร้างความมั่นใจ มาตรการสำคัญของรัฐบาล คือการเปิดประเทศ จะไม่เกิดผลสำเร็จ หากยังแก้ปัญหาวัคซีนไม่เพียงพอไม่ได้