คณะนักวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยรายงาน ประเมินผลงานกลางเทอมรัฐบาลประยุทธ์ 2 : การควบคุมการระบาดของโควิด-19 และการบริหารจัดการวัคซีน โดยแบ่งหัวข้อหลักออกเป็น 1.การควบคุมการระบาดของโควิด-19 และ 2.การบริหารจัดการวัคซีน มีเนื้อหาสรุปว่า การระบาดของโควิด-19 และการกลายพันธุ์ของไวรัสเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาลของประเทศต่างๆ ซึ่งขีดความสามารถและประสิทธิภาพของภาครัฐของแต่ละประเทศมีผลอย่างยิ่งต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชน
เอกสารดังกล่าวระบุอีกว่า ประเทศที่ภาครัฐมีขีดความสามารถและประสิทธิภาพสูงจะไม่ตกอยู่ในภาวะวิกฤตทั้งในด้านสุขภาพและด้านเศรษฐกิจเป็นเวลานาน และจะสามารถกลับมาฟื้นตัวสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันในเวทีโลก สำหรับประเทศไทยเคยประสบความสำเร็จในการควบคุมการระบาดในระลอกก่อนหน้า แต่เมื่อรัฐบาลดำเนินการผิดพลาดในการควบคุมโรคและการบริหารจัดการวัคซีน ประเทศก็กลับเข้าสู่วิกฤตด้านสุขภาพและด้านเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่ง จนสูญเสียโอกาสในการฟื้นตัว และสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันในเวทีโลก
ตอนท้ายของเอกสารดังกล่าวเห็นว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นสมควรต้องมีผู้รับผิดชอบ และสมควรมีการแสวงหาข้อเท็จจริงและวิเคราะห์เชิงลึก โดยตั้งคณะกรรมการที่เป็นอิสระคล้ายกับคณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ (ศปร.) ที่ตั้งขึ้นหลังวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 เพื่อถอดบทเรียนและป้องกันความผิดพลาดซ้ำอีกในอนาคต
เอกสารดังกล่าวเป็นบทสรุปจากคณะนักวิจัย ซึ่งศึกษาข้อมูลต่างๆ ตามกรอบเวลา เนื้อหาต่างๆ เป็นเพียงบทเบื้องต้นของการบริหารจัดการโรคโควิด-19 ของไทย ข้อเสนอเรื่องการถอดบทเรียนเพื่อป้องกันความผิดพลาดซ้ำนั้นน่าสนใจ เพราะประเทศไทยเผชิญหน้ากับภัยที่ไม่เคยพบเห็นมาเป็นระยะ ทั้งภัยที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ อาทิ มหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 หรือภัยที่เกิดขึ้นจากความไม่รู้ เช่น กรณีทีมฟุตบอลเยาวชนติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย ซึ่งต้องใช้อุปกรณ์กู้ภัยที่ทันสมัย รวมถึงวิธีการป้องกันภัยมิให้เกิดขึ้นซ้ำ เช่นเดียวกับการเผชิญหน้าโรคระบาดในปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวปรากฏอยู่ การได้รวบรวมข้อมูล ทำวิจัยเพื่อถอดบทเรียน จึงเป็นหนทางที่จะนำไปสู่การรับมือเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

