หน้าแรก บทความ แฟลชสปีช : ถู...

แฟลชสปีช : ถูกทิ้งแล้ว‘ประชาชน’

25.07.21 | 11:11 น.
แฟลชสปีช : ถูกทิ้งแล้ว‘ประชาชน’ สาเหตุหนึ่งที่หลายคนเห็นว่า

สาเหตุหนึ่งที่หลายคนเห็นว่าสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตกต่ำในความรู้สึกของประชาชน คือ “เพราะเป็นนายกรัฐมนตรีสืบทอดอำนาจมาจากรัฐประหาร ไม่เต็มใจที่จะเป็นผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน”

หนักไปกว่านั้นคือเห็นว่า “ไม่ได้ให้ราคาอะไรกับประชาชน ไม่ได้ทำงานเพื่อประชาชน แต่เป้าหมายการทำงานคือตอบสนองโครงสร้างอำนาจที่กดทับ และหาประโยชน์จากประชาชน ไม่ว่าระบบราชการในวัฒนธรรมเจ้าขุนมูลนายที่เห็นประชาชนเป็นไพร่ทาส และทุนผูกขาดที่เห็นประชาชนเป็นเหยื่อที่จะสร้างความร่ำรวย ไม่ว่าจะเป็นในฐานะผู้บริโภค และกำลังแรงงานที่เอารัดเอาเปรียบได้”

เมื่อถูกประเมินที่มาด้วยมุมคิดเช่นนี้ทำให้มีการสรุปว่า “พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีทางเข้าใจประชาชน เนื่องจากไม่ได้มีความคิดว่าจะเข้าถึง คลุกคลีกับประชาชน เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้น ด้วยมองไม่เห็นว่าประชาชนจะมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ในอำนาจของตนตรงไหน”

ด้วยเหตุนี้เอง ท่ามกลางการถาโถมของสารพัดวิกฤต ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องที่หนักหนามาก่อนหน้านั้นแล้ว เมื่อถูกซ้ำเติมด้วยการระบาดรุนแรงของโควิด-19 สภาวะสิ้นหวังในอนาคตยิ่งทับถมชีวิตประชาชนให้หนักหนาขึ้นไปอีก

การจัดการแก้ปัญหาของรัฐบาลที่ก่อให้เกิดความรู้สึกว่า “พล.อ.ประยุทธ์” จะสนใจไยดีอะไรกับความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชน มองไม่เห็นหาทางแก้ปัญหาให้ตรงกันเหตุ นอกจากแจกเงินเพื่อสร้างคะแนนนิยมแบบง่ายๆ ไปเป็นครั้งคราว พอให้ประชาชนรู้สึกว่าไม่ถูกทอดทิ้ง

Advertisement

ด้วยวิธีการแบบนี้แรกๆ ก็ไม่เท่าไรนักแต่เมื่อนานเข้ากระทั่งเงินที่จะเติมเข้าโครงการคนละครึ่งก็ยังไม่มี เสียงที่สะท้อนถึงความเดือดร้อนจึงดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ และที่สุดก็พัฒนามาเป็นเสียงที่ประสานไปกับ “เยาวชนสิ้นหวัง” ที่เรียกร้องให้ “นายกรัฐมนตรีลาออก” พร้อมๆ กับตะโกนให้พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลได้รับรู้ว่า ควรจะทิ้ง “พล.อ.ประยุทธ์” มาอยู่กับประชาชน

แม้ก่อนหน้านั้นดูเหมือนว่าเสียงของประชาชนไม่ได้มีความหมายอะไรที่ “พล.อ.ประยุทธ์” จะใส่ใจรับฟังนัก แต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมานี่เอง ที่แสดงว่า “นายกรัฐมนตรี” เริ่มรับรู้ถึงแรงกดดันนั้นจนถึงกับพูดกับคณะรัฐมนตรีว่า “ถ้าท่านจะออกจากผมก็แล้วแต่ ผมก็จะทำงานของผมต่อไป ผมไม่ทิ้งคุณ พวกคุณจะทิ้งผมก็ตามใจ”

นั่นน่าจะเป็นการสะท้อนว่า “พล.อ.ประยุทธ์” น่าจะรู้ตัวแล้วว่า สถานการณ์ที่เป็นอยู่ น่าจะเป็นเรื่องยากที่พรรคการเมืองจะรับสภาพได้ เนื่องจากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จำเป็นต้องเลือกที่จะยืนอยู่ข้างประชาชน ตัดสินตามเสียงของประชาชน จึงเปิดโอกาสให้ว่า “พวกคุณจะทิ้งผมก็ตามใจ” เหมือนรู้ว่าไม่มีนักการเมืองที่ไหนจะทนกับการปฏิเสธของประชาชนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่นนี้ได้

แต่เป็นเรื่องผิดคาด เพราะแทบทันทีที่ “พล.อ.ประยุทธ์” พูดเช่นนั้น กลับกลายเป็นว่า “ผู้นำพรรคร่วมรัฐบาล” ไม่ว่าจะเป็น อนุทิน ชาญวีรกูล-จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์-วราวุธ ศิลปอาชา ต่างเรียงหน้าประกาศด้วยความหนักแน่นอย่างพร้อมเพรียงว่าจะ “สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ต่อไป”

เป็นคำประกาศที่สร้างความอุ่นใจให้ พล.อ.ประยุทธ์

แต่สร้างความว้าเหว่ในระดับหนาวสะท้านให้ประชาชน เนื่องจากได้รับรู้ว่าคนที่เขาเลือกเข้ามาด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะไม่สนับสนุนเผด็จการ จะยืนข้างประชาชน

ทุกคนเลือกที่จะยืนข้าง “พล.อ.ประยุทธ์” หมดสิ้นแล้ว