สารจากเอกอัครราชทูต‘เปรู’
ครบรอบ200ปีแห่งการประกาศเอกราช
“ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่หนังสือพิมพ์มติชนให้แบ่งปันถ้อยคำเนื่องในโอกาสการรำลึกการครบรอบสองร้อยปีแห่งการประกาศเอกราชของสาธารณรัฐเปรูกับประชาชนชาวไทยในวันที่ 28 กรกฎาคม 2564”
เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2364 ณ กรุงลิมา “นครแห่งเหล่ากษัตริย์” นายพลโฆเซ่ เด ซาน มาร์ตินได้ประกาศเอกราชของเปรูด้วยคำพูดอันน่าจดจำเหล่านี้ : “ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเปรูจะมีอิสรภาพและเป็นเอกราช ด้วยเจตจำนงสามัญของประชาชนและด้วยความเที่ยงธรรมของความมุ่งหมายของประชาชนที่พระเจ้าทรงปกป้อง ประเทศจงเจริญ! เสรีภาพจงเจริญ! เอกราชจงเจริญ!”
เปรู ดินแดนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี ดินแดนที่ถือเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดอารยธรรม ดินแดนที่มีพัฒนาการทางวัฒนธรรมอันน่าทึ่ง ดินแดนแห่งนี้ปกครองโดยจักรวรรดิอินคาอันสูงส่งในศตวรรษที่ 14 และ 15 และตกเป็นอาณานิคมของสเปนมาเกือบ 300 ปี จนในที่สุด ในปี พ.ศ.2364 หลังจากได้รับชัยชนะในสงครามประกาศเอกราช ดินแดนแห่งนี้ก็ได้เป็นสักขีพยานการกำเนิดของสาธารณรัฐเปรู ตั้งแต่นั้นมา ชาวเปรูได้สร้างประเทศที่ปรารถนาที่จะมีความมั่งคั่ง ความยุติธรรม ความเท่าเทียม ประชาธิปไตย และเป็นที่ที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนราว 33 ล้านคน
ตลอดสี่ทศวรรษที่ผ่าน ประชาธิปไตยของเปรูได้เอาชนะความท้าทายมากมาย พร้อมกับบรรลุเป้าหมายทางสังคมและเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับการพัฒนาอันยั่งยืนของประเทศ ในขณะเดียวกัน ระบบกฎหมายที่มั่นคงได้ทำให้ประชากรที่มีความยืดหยุ่นและมองโลกในแง่ดี สามารถใช้ประโยชน์จากสภาพที่เอื้ออำนวยของประเทศได้ในฐานะดินแดนที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกที่ซึ่งเต็มไปด้วยแนวภูมิอากาศเฉพาะพื้นที่แสนพิเศษ อุดมไปด้วยแร่ธาตุ น้ำมัน ก๊าซ และทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ รวมถึงการทำงานและการลงทุนอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดการขยายตัวของทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจเพื่อสร้างโอกาสสำหรับการพัฒนาอันยั่งยืนสำหรับทุกคน
ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นเอกอัครราชทูตเปรูประจำราชอาณาจักรไทยในช่วงเวลาอันเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ เนื่องจากมันทำให้ข้าพเจ้ามีโอกาสได้รู้แจ้งถึงคุณูปการอันมีค่าของประเทศที่เป็นมิตรแห่งนี้ต่อพัฒนาการของเปรูมานานกว่า 55 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูต


ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมระหว่างไทยและเปรูได้สร้างผลประโยชน์ร่วมกันสำหรับทั้งสองประเทศในรูปแบบของการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ข้อตกลงทวิภาคีต่างๆ มากมายในหลายขอบเขต รวมถึงข้อตกลงการค้าเสรี การแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง คณะกรรมการร่วมด้านความร่วมมือใต้-ใต้ที่มีความกระตือรือร้นและมีประสิทธิภาพ สันนิบาตมิตรภาพรัฐสภา สภาธุรกิจไทย-ลาตินอเมริกา ด้วยเหตุนี้ กระแสการค้าและการลงทุนแบบทวิภาคีของเราจึงขยายตัว และที่สำคัญที่สุดคือการเชื่อมต่อระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศก็เติบโตขึ้น ผ่านการท่องเที่ยว โครงการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและการศึกษา รวมถึงกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ
เนื่องด้วยเปรูและไทยกำลังเตรียมความพร้อมที่ดีสู่อนาคตที่สดใส ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าการเปิดสำนักงานการค้าแห่งแรกของเปรูในกรุงเทพมหานครในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้โอกาสที่มีอยู่มากมายสำหรับภาคธุรกิจและการลงทุนแบบทวิภาคี
นอกจากนี้ เรายังทำงานร่วมกันในเวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก อย่างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิก (APEC) พันธมิตรแปซิฟิก เวทีความร่วมมือระหว่างเอเชียตะวันออกและลาตินอเมริกา (FEALAC) สนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC) สหประชาชาติ และอื่นๆ อีกมากมาย ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าภายใต้การเป็นประธานเอเปกของประเทศไทยในปี พ.ศ.2565 เราจะยกระดับความสัมพันธ์แบบบูรณาการทั่วทั้งภูมิภาคแปซิฟิกให้สูงขึ้นได้
ก่อนจากกันไป ข้าพเจ้าขอแสดงความปิติยินดี เนื่องในวันที่ 28 กรกฎาคม เป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองและความสุขทั้งของประชาชนชาวเปรูและประชาชนชาวไทย เนื่องจากเป็นวันชาติของเปรู และเป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งความบังเอิญที่แสนโชคดีนี้เปลี่ยนวันที่ 28 กรกฎาคม ให้เป็นวันที่พิเศษและเป็นสิริมงคลต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีในปัจจุบันและอนาคตของเรา ในนามของรัฐบาล ประชาชนของสาธารณรัฐเปรู
และในนามของข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีของเราต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน มีพระพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง และความเป็นอยู่ที่ดี

