หน้าแรก บทความ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : งานวิจัยของคนไทย โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

26.07.21 | 14:14 น.
A health worker prepares a shot of the AstraZeneca COVID-19 vaccine for people at the Central Vaccination Center in Bangkok, Thailand, Thursday, July 22, 2021. (AP Photo/Sakchai Lalit)

เมื่อราวกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีงานวิจัยของคนไทยชิ้นหนึ่งตีพิมพ์เผยแพร่บน “เมดอาร์ซีฟ” เว็บไซต์เผยแพร่งานวิจัยก่อนการทบทวนของเพื่อนร่วมวิชาชีพ

ผลงานชิ้นนี้เป็นการทำงานศึกษาวิจัยของทีมนักวิจัยชาวไทยล้วนๆ ถึง 24 คน ส่วนใหญ่มาจากมหาวิทยาลัยมหิดล สมทบด้วยนักวิจัยจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แล้วก็อีกบางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงสาธารณสุข

งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับทุนสนับสนุนหลักจากสภาการวิจัยแห่งชาติ, มหาวิทยาลัยมหิดลแล้วก็มูลนิธิรามาธิบดี

งานวิจัยชิ้นนี้ ต้องการวัดปริมาณของภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจากการกระตุ้นของวัคซีน “โคโรนาแวค” ที่พัฒนาโดยบริษัท ซิโนแวค ของประเทศจีนซึ่งคนไทยเรียกกันว่า “วัคซีนซิโนแวค” จนติดปาก เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นเองหลังจากการติดเชื้อโควิด-19

โดยเชื้อก่อโรคโควิดที่นำมาใช้เพื่อการเปรียบเทียบครั้งนี้มีทั้งที่เป็นเชื้อดั้งเดิม (ไวลด์ ไทป์-ดับเบิลยูที), เชื้ออัลฟ่า (บี.1.1.7), เชื้อเบต้า (บี.1.351) แล้วก็ เดลต้า (บี.1.617.2) ที่พบแพร่ระบาดอยู่ในไทย

Advertisement

ภูมิคุ้มกันที่ประเมินคือ ภูมิคุ้มกัน อิมมูโนโกลบิน จี ไทเทอร์ (IgG) ซึ่งเป็นแอนติบอดีที่มีความสามารถในการยับยั้งเชื้อ (neutralizing antibody titers-NAb)

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ก็คือ บุคลากรทางสาธารณสุข ซึ่งมีทั้งที่ฉีดวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็มแล้ว กับผู้ที่เคยติดเชื้อมาก่อน ซึ่งแยกเป็น ผู้ที่ติดเชื้อระหว่าง มีนาคม-พฤษภาคม 2020 กับผู้ที่ติดเชื้อระหว่างเมษายน-พฤษภาคม 2021

ทีมวิจัยพบว่า ในกรณีของเชื้อดับเบิลยูที จะถูกยับยั้งได้ดีที่สุดด้วยภูมิคุ้มกันที่เกิดตามธรรมชาติหลังการติดเชื้อในปี 2020 ดีกว่า ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการกระตุ้นของวัคซีนซิโนแวค และภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการติดเชื้อในปี 2021

เชื้ออัลฟ่าถูกยับยั้งได้ดีที่สุดด้วยภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการติดเชื้อในปี 2021 ดีกว่าภูมิคุ้มกันจากซิโนแวค และการติดเชื้อในปี 2020

เชื้อเบต้า ถูกยับยั้งได้ดีที่สุดด้วยภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อทั้งในปี 2020 และ 2021 ซึ่งทำให้มี เอ็นเอบี ไทเทอร์ ในระดับสูงกว่าที่เกิดจากการกระตุ้นของวัคซีนซิโนแวค

เชื้อเดลต้า ถูกยับยั้งได้ในระดับ “ดี” เท่านั้นจากภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการติดเชื้อ 2020 และ 2021 โดยที่ระดับของ เอ็นเอบี ไทเทอร์ อยู่ในระดับต่ำกว่ามากเมื่อเทียบกับกรณีของเชื้ออัลฟ่าและเบต้า

ที่น่าสนใจก็คือปริมาณของ เอ็นเอบี ไทเทอร์ ที่เกิดจากการกระตุ้นของวัคซีนซิโนแวคในบรรดาเชื้อกลายพันธุ์ทั้ง 3 ตัว มีปริมาณอยู่ในระดับ “ต่ำกว่ามาก” เมื่อเทียบกับปริมาณของเอ็นเอบี ไทเทอร์ ที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อโดยธรรมชาติ

ในทางสากล งานวิจัยนี้ไม่ได้มีอะไรใหม่มากมายนัก ผลที่ได้สอดคล้องกับรายงานการศึกษาวิจัยหลายชิ้นในต่างประเทศก่อนหน้านี้ว่าด้วยประสิทธิภาพของวัคซีนซิโนแวคสำหรับต่อต้านเชื้อกลายพันธุ์เดลต้า

แต่ผมดีใจที่ได้เห็นงานวิจัยของคนไทย ในบริบทแวดล้อมของเมืองไทยทั้งหมด ในประเด็นที่เป็นประโยชน์อย่างกว้างขวางต่อทั้งสังคม สำหรับนำไปใช้เป็นพื้นฐานในการกำหนดนโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือ เพื่อการถกเถียงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผลในทางวิทยาศาสตร์

ซึ่งดีกว่าการนั่งเถียงกันหน้าดำหน้าแดง โดยปราศจากหลักฐานอ้างอิง ปั้นแต่งวาทกรรมเข้าใส่กันด้วยข้อมูลที่ “มโน” ขึ้นเท่านั้นมากเหลือเกิน

คงต้องฝากคำถามไปถึงสภาการวิจัยฯ ว่า ทำอย่างไรเราถึงจะมีงานวิจัยทำนองนี้ออกมามากขึ้นและหลากหลายขึ้นครับ?