หน้าแรก บทความ บทนำ : น่าเป็...

บทนำ : น่าเป็นห่วง

19.08.21 | 11:27 น.
บทนำ : น่าเป็นห่วง นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2564 คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจขยายตัวที่ 0.7-1.2% ปรับลดจาก 1.5-2.5% ในการประมาณการครั้งก่อน แบ่งเป็น การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 1.1% การบริโภคภาครัฐขยายตัว 4.3% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 4.7% การลงทุนภาครัฐลดลงเหลือ 8.7% การส่งออกขยายตัว 16.3% เพิ่มขึ้น ซึ่งดีกว่าเดิมที่คาดการณ์ว่าจะโต 10.3%

สำหรับช่วงที่เหลือของปี 2564 สศช.มองว่า เศรษฐกิจไทยมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยง 4 ข้อ ประกอบด้วย 1.การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่รุนแรงและไม่แน่นอน 2.ข้อจำกัดด้านฐานะการเงินของภาคครัวเรือนและธุรกิจ ส่งผลต่อการใช้จ่าย 3.ความไม่แน่นอนในการขยายตัวของภาคการส่งออกและการผลิต และ 4.ความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจและการเงินโลก

พร้อมกันนั้นยังเสนอแนวทางบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค 7 ข้อ ได้แก่ 1.การควบคุมสถานการณ์การระบาดให้อยู่ในวงจำกัด 2.เร่งช่วยเหลือเยียวยาประชาชน แรงงาน และภาคธุรกิจ 3.สนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เมื่อโควิดคลายตัวลง 4.ขับเคลื่อนการส่งออกสินค้า 5.รักษาแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ 6.ส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน และ 7.รักษาบรรยากาศทางการเมืองและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

วันเดียวกันนั้น นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองอาการเศรษฐกิจไทย 4 อาการ คือ 1.เกิดหลุมรายได้ขนาดใหญ่ในระบบเศรษฐกิจไทย โดยในปี 2563-2565 คาดว่าหลุมรายได้อาจมีขนาดถึง 2.6 ล้านล้านบาท 2.การจ้างงานถูกกระทบรุนแรง โดยเฉพาะภาคบริการและกิจการที่มีสายป่านสั้น 3.การฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจต่างๆ ไม่เท่าเทียม (K-shaped) แม้จะมีภาคการผลิตเพื่อส่งออกที่ฟื้นตัวเกินระดับก่อนโควิดแล้วถึงเกือบร้อยละ 20 จากเศรษฐกิจคู่ค้าที่สถานการณ์เบากว่าไทย แต่ภาคการผลิตเพื่อการส่งออกนี้ จ้างงานเพียง 8% เท่านั้น ทำให้ผู้ได้ประโยชน์มีน้อย และ 4.คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะใช้เวลา 3 ปีในการกลับสู่ระดับก่อนโควิด ขณะที่เอเชียโดยรวมใช้เวลาไม่ถึง 2 ปี เพราะไทยพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงกว่า พร้อมกันนี้นายเศรษฐพุฒิยังเสนอให้กู้เงินเพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และหลังจากทุกอย่างลงตัวจึงค่อยเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 1 เปอร์เซ็นต์เพื่อนำเงินกลับคืน

ข้อเสนอทางออกทางเศรษฐกิจในช่วงนี้ไม่ได้เกิดจากภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทยเท่านั้น แม้แต่ภาคเอกชนก็พยายามเสนอความคิดเห็น ทั้งนี้เพราะทุกฝ่ายล้วนเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจของประเทศจะถดถอยเป็นปีที่ 2 และจะก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมาก ดังนั้น นอกเหนือจากปัญหาโรคระบาดที่เกิดขึ้น นอกเหนือจากปัญหาการเมืองโดยเฉพาะมวลชนที่ออกมาชุมนุมทุกวันแล้ว ปัญหาเศรษฐกิจไทยก็เป็นเรื่องที่น่าห่วง และสมควรที่จะเร่งแก้ไขก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

Advertisement