เวทีเสวนาออนไลน์ เรื่อง สถานการณ์การคุ้มครองเด็กข้ามชาติในวิกฤติโควิด-19 : สถานการณ์ ผลกระทบ และทางออก นำเสนอเหยื่ออีกกลุ่มของสถานการณ์โควิดระบาดอย่างน่าสนใจ นายอดิศร เกิดมงคล เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ระบุว่า การระบาดโควิด-19 ระลอกที่สาม เมษายน-สิงหาคม 2564 แรงงานข้ามชาติติดเชื้อ 81,507 คน เด็กข้ามชาติที่ติดเชื้อ 4,035 คน เกิดจากเข้าไม่ถึงบริการทางสุขภาพ ผู้เสวนาอีกราย นายศิขริน สิงห์สาคร ที่ปรึกษาด้านการคุ้มครองเด็กออนไลน์ องค์การยูนิเซฟไทย ระบุว่า พบการแสวงหาประโยชน์จากเด็กทางออนไลน์ ในรูปแบบการกลั่นแกล้ง ล่วงละเมิดทางเพศโดยเฉพาะในเด็กข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเปราะบางในปริมาณที่มีมากขึ้น สำหรับประเทศไทย พบว่า ปี 2541-2560 มีรายงานการเผยแพร่สื่อลามกเด็กเป็นอันดับ 3 ของโลกและเพิ่มสูงขึ้นในปี 2562-2563 ผู้เสียหายเป็นเพศหญิง ร้อยละ 93 ร้อยละ 55 เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี สะท้อนว่า ช่วงมาตรการ
ล็อกดาวน์มีผลต่อการแพร่กระจายของสื่อลามกอนาจารเด็ก
น.ส.วรางคณา มุทุมล ผู้เชี่ยวชาญด้านงานคุ้มครองเด็กองค์การช่วยเหลือเด็ก ประจำประเทศไทย (Save the Children Thailand) กล่าวบนเวทีเดียวกันว่า เด็กที่ได้รับผลกระทบจากโควิดมากที่สุดคือ เด็กข้ามชาติ ไร้สถานะ และเด็กยากจนตามชุมชนแออัด ครอบครัวหยุดงาน ขาดรายได้ สิ้นปีนี้จะมีเด็กหลุดจากระบบการศึกษากว่า 65,000 คน ร้อยละ 48 อยู่ในชั้น ม.ปลาย ทั้งยังพบว่า มีการค้าบริการทางเพศเด็กในระบบออนไลน์มากขึ้น จึงเสนอต่อภาครัฐ 3 ข้อคือ 1.ให้เด็กไทยและต่างชาติเข้าถึงวัคซีนที่มีคุณภาพอย่างรวดเร็ว 2.แก้ปัญหาการหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างรวดเร็ว 3.สนับสนุนให้โอกาสเด็กและเด็กข้ามชาติในการเข้าสู่บ้าน/ศูนย์ดูแลเด็กและสนับสนุนเจ้าหน้าที่ด้านต่างๆ
เป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่อาจถูกมองข้าม ทางภาครัฐหรือราชการไทย นอกจากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูแลแก้ปัญหา ยังอาจระดมความร่วมมือ ประสานองค์กรที่ทำงานในด้านนี้เข้าไปดูแล จัดสรรทรัพยากรต่างๆ ให้อย่างเพียงพอ รวมถึงปราบปรามการกระทำฉวยโอกาสต่างๆ เพื่อมนุษยธรรมและถือเป็นความจำเป็นในการลดความเสี่ยงการติดเชื้อจากคนที่อยู่ร่วมกันในสังคมไปพร้อมกัน การดูแลเด็กและเยาวชนถือเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของสังคมและการบริหารประเทศ และเป็นหน้าที่สำคัญที่ไม่อาจละเลยได้

