ตามที่ปรากฏเป็นข่าวเกี่ยวกับการชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มต่างๆ บางครั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐจำเป็นต้องใช้กำลังเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือบังคับใช้กฎหมายที่เรียกว่าการควบคุมฝูงชน หรือการสลายฝูงชน หลังเหตุการณ์ก็จะมีการวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย ทั้งกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่กระทำการเกินกว่าเหตุ กับเห็นว่าเจ้าหน้าที่กระทำการไม่เกินกว่าเหตุ บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวทางวิชาการที่ไม่ผูกพันคณะกรรมการ ซึ่งผู้เขียนเป็นกรรมการแต่อย่างใด โดยนำเสนอหลักกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ นักวิชาการ ประชาชนผู้สนใจ ตลอดจนสื่อมวลชน นำไปศึกษาและใช้ประโยชน์ต่อไป
หลักกฎหมายที่สำคัญ
พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2548 มาตรา 19 สรุปได้ว่า ผู้ปฏิบัติหน้าที่ต้องผ่านการฝึกอบรมให้มีทักษะ ความเข้าใจ และอดทนต่อสถานการณ์การชุมนุมสาธารณะและต้องแต่งเครื่องแบบเพื่อแสดงตน และอาจใช้เครื่องมือควบคุมฝูงชนได้ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง เครื่องมือควบคุมฝูงชนในการชุมนุมสาธารณะลงวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ.2548 ซึ่งได้กำหนดให้อาจเลือกใช้ได้ 48 รายการ ข้อสังเกตการใช้ตู้คอนเทนเนอร์วางเป็นแนวป้องกันนั้นเข้าข่ายลำดับที่ 32 อุปกรณ์สำหรับป้องกันสถานที่ ไม่ต้องห้ามการใช้ เพราะไม่ได้สร้างอันตรายต่อผู้ชุมนุม ส่วนลำดับที่ 33 ลวดหีบเพลงแถบหนาม ต้องห้ามตามหลักสากลขององค์การสหประชาชาติ เพราะเป็นเครื่องกีดขวางสร้างอันตรายโดยไม่จำเป็นแก่ผู้ชุมนุม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 สรุปได้ว่า การใช้กำลังหรืออาวุธของเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายต้องพอสมควรแก่เหตุ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าไม่เกินกว่าเหตุ จึงถือว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและอยู่ภายใต้หลักการป้องกันตนเอง กล่าวคือ เป็นการป้องกันชีวิตของตนเอง หรือผู้อื่นให้พ้นภยันตรายที่ใกล้จะถึงจากการประทุษร้ายพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หากมีการชุมนุมในระหว่าง การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มาตรา 17 กำหนดสรุปได้ว่า ในการควบคุมหรือสลายฝูงชนพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่สุจริต (ซื่อตรง ตรงไปตรงมา ไม่กลั่นแกล้ง) ไม่เลือกปฏิบัติ (ปฏิบัติเท่าเทียมกัน ไม่สองมาตรฐาน ไม่ว่าจะแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ ความเชื่อทางศาสนา หรือความคิดเห็นทางการเมือง) ไม่เกินสมควรแก่เหตุ (ไม่มีทางเลือกที่จะป้องกันด้วยวิธีการอื่น) หรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น (ไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้) ไม่อาจกระทำการตามอำเภอใจ แล้วไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญา และวินัย ซึ่งในมาตรา 17 นี้ถือได้ว่าเป็นการนำเอาหลักสิทธิมนุษยชนมาบัญญัติ
คู่มือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจตามหลักสิทธิมนุษยชน จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและมหาวิทยาลัยมหิดล สรุปได้ ดังนี้ ให้ใช้มาตรการควบคุมฝูงชนจากเบาไปหาหนักและมีการประกาศขั้นตอนการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ให้ทราบก่อนทุกครั้ง พยายามเน้นการป้องกันก่อนการใช้กำลัง ต้องเตรียมกำลังให้พร้อมที่จะจับกุมแกนนำ และจับกุมกลุ่มผู้ชุมนุมขนาดใหญ่ เมื่อมีการทำผิดกฎหมายเกิดขึ้น ต้องเตรียมกำลังให้พ้นจากสายตาของกลุ่มผู้ชุมนุม และการแสดงกำลังนี้ต้องไม่มีลักษณะเป็นการข่มขู่ผู้ชุมนุมที่ยังไม่มีการทำผิดกฎหมาย ผู้ปฏิบัติงานต้องแต่งเครื่องแบบพร้อมติดเครื่องหมายยศ สังกัด และป้ายชื่อให้สามารถตรวจสอบถึงชื่อ และสังกัดได้ชัดเจนในระยะพอสมควร ในการตกลงใจของผู้บัญชาการเหตุการณ์ที่จะเลือกใช้วิธีการปฏิบัติในการควบคุมฝูงชนโดยคำนึงถึงการยอมรับได้ของสังคม หรือความชอบธรรมทางกฎหมายด้วย การปฏิบัติจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือไม่ และหากมีการจับกุมเฉพาะแกนนำจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นมากกว่าการสลายฝูงชนหรือไม่ มีเส้นทางที่จะให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกจากที่ชุมนุมได้ปลอดภัยหรือไม่ เมื่อมีการสลายการชุมนุมจะต้องแน่ใจว่าจะไม่ผลักดันไปในพื้นที่อันตราย เช่น จนมุม หรืออยู่ในที่คับแคบ ต้องเปิดช่องทางหลบหนีที่โล่งและเห็นได้ชัดเจนเสมอ และจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอ เช่น การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การป้องกันตัว การใช้อาวุธอาวุธที่มีความร้ายแรงต่ำ พฤติกรรมฝูงชน การแก้ไขความขัดแย้ง การบริหารจัดการความเครียด การไกล่เกลี่ยและการเจรจา คู่มือการปฏิบัติงานนี้ พลตำรวจเอก วันชัย ศรีนวลนัด กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในขณะนั้นมีส่วนสำคัญในการจัดทำ
มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2544 เรื่อง การปรับปรุงบริเวณรอบนอกทำเนียบรัฐบาล และการจัดสถานที่พักอาศัยแห่งใหม่ของผู้ชุมนุมเรียกร้อง เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2546 เรื่อง การจัดสถานที่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้อง เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2545 และวันที่ 30 กรกฎาคม 2545 เรื่อง หลักการและแนวทางการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในการชุมนุมเรียกร้อง สรุปได้ว่า ผู้ชุมนุมไม่ควรใช้สถานที่บริเวณรอบนอกทำเนียบรัฐบาลเป็นที่พักอาศัย การชุมนุมรอบนอกบริเวณทำเนียบรัฐบาล หรือส่วนราชการใด ก็ให้เป็นไปเพื่อยื่นข้อเรียกร้องเท่านั้น หากจะมีการชุมนุมยืดเยื้อก็ขอให้ไปรวมกันที่บริเวณที่จัดไว้ให้ แล้วให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ไปพูดคุย เพื่อรับฟังปัญหาของผู้ชุมนุมเรียกร้อง เพื่อให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสนใจกับปัญหา และพร้อมที่จะแก้ไขด้วยหลักเมตตาธรรมต่อผู้ที่เคารพกฎกติกาของบ้านเมืองและสังคม และให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องใช้หลักเมตตาธรรมควบคู่หลักนิติธรรม หากผู้ชุมนุมเรียกร้องใช้วิธีรุนแรงโดยกระทำผิดกฎหมายก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของทางราชการและเอกชน ละเมิดสิทธิผู้อื่นให้ใช้วิธีการเจรจาก่อน โดยเสนอแนะให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือยังคงมีการกระทำที่ก้าวร้าวรุนแรง ก็ให้ดำเนินการตามกฎหมายโดยให้ดำเนินการในระดับถ้อยทีถ้อยอาศัย และต้องมองว่าทุกคนเป็นผู้ร่วมชาติ
สรุป ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการควบคุม หรือสลายฝูงชนนั้น ผู้ปฏิบัติหน้าที่จะต้องได้รับการฝึกอบรมสม่ำเสมอจนมีทักษะ ความเข้าใจ และอดทนต่อสถานการณ์การชุมนุมที่อาจผิดกฎหมายและมีการใช้ความรุนแรง ภายใต้หลักเมตตาธรรมคู่กับหลักนิติธรรม หลักสิทธิมนุษยชน และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหลักสากล
ซึ่งจะส่งผลให้บรรลุภารกิจที่มีความชอบธรรมทางกฎหมาย และจะได้รับการยอมรับจากสังคม รวมทั้งพ้นจากการรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญา และวินัย
พล.อ.กฤษณะ บวรรัตนารักษ์
กรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม
กรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร

