ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดช่วงปลายเดือน ส.ค.ลดลง หลังจากที่ทั้งเดือน ตัวเลขป่วยและเสียชีวิตทะลุเพดานทำนิวไฮอย่างต่อเนื่อง ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ว่าเป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ ว่าความชันของกราฟเริ่มลดลง ยังมีอีก 2 ตัวเลขที่ใช้ร่วมด้วย คือ 1.ผู้ป่วยปอดอักเสบลดลงจากวันละ 5,600 ราย เหลือ 5,058 ราย และ 2.ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ ลดลงต่อเนื่อง แต่อาจลดไม่เร็วเท่าผู้ป่วยปอดอักเสบ แต่กราฟขนานกัน หากไม่มีการกลายพันธุ์ใหม่ พฤติกรรมเดลต้ายังใกล้เคียงเดิม ก็จะย้อนกลับไปว่า เมื่อปอดอักเสบลดลง ตัวหารก็จะลดลงด้วย ก็คาดการณ์ได้ตั้งแต่คราวนั้นว่าใกล้จะถึงยอดสูงสุดแล้ว
คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ยังระบุว่า ขณะนี้เฉลี่ยต่อวัน ฉีดวัคซีนได้เกิน 5 แสนโดส ถ้าฉีดได้แบบนี้ เดือนหนึ่งควรได้ 15-18 ล้านโดส คาดว่าตัวเลขจะดีขึ้นไปอีก เชื่อว่าจากนี้ไป ปัจจัยหรือมาตรการด้านวัคซีน มีแต่แนวโน้มบวก น่าจะดีขึ้น ดีขึ้นไปเรื่อยๆ แต่เราต้องระวังปัจจัยด้านสังคม การจัดการ ต้องไม่เร็วเกินไป รัฐบาลต้องไม่ผ่อนเร็วเกินไปประเมินได้ทุก 14 วัน และมาตรการส่วนบุคคล ต่างคนต้องตระหนัก หากไม่อยากกลับไปล็อกดาวน์ใหม่ ทุกคนต้องช่วยกันยาวไปถึงปลายปี จนกระทั่งเรากดตัวเลขใหม่กลับมาเหลือแค่ตัวเลข 3 หลัก ถ้าทำได้ก็จะเริ่มผ่อนสบายใจขึ้น และหวังว่าปีหน้าวัคซีนรุ่นที่ 2 ออก ก็จะช่วยได้ดีขึ้น ถ้าไม่เกิดสายพันธุ์ใหม่ และต่อกรณีที่รัฐปรับการล็อกดาวน์ เริ่ม 1 ก.ย. ศ.นพ.ประสิทธิ์ย้ำว่าจะเป็นจุดผกผันสำคัญ เนื่องจากทำให้เกิดกิจกรรมเสี่ยง พร้อมกับเตือนประชาชนให้ระมัดระวังตนเองตามมาตรการ
การปรับมาตรการที่จะมีผล 1 ก.ย. มีเหตุผลเรื่องเศรษฐกิจเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อให้ประชาชนใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติ ทำธุรกิจ ประกอบอาชีพได้ บริโภคสินค้าและบริการได้เศรษฐกิจที่ทรุดตัวจะได้ฟื้นคืนกลับมาได้ แน่นอนว่า มาตรการมีความเสี่ยง หากไม่มีวัคซีนและความพร้อมในการดูแลผู้ติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม หากประชาชนเข้าใจ ร่วมมือดูแลตัวเองและเพื่อนร่วมสังคม ขณะที่วัคซีนมีมากขึ้น น่าจะเป็นโอกาสในการฟื้นตัวของประเทศ แม้ว่าอาจเป็นการฟื้นตัวชั่วระยะเวลาหนึ่งก็ตาม

